เคยหรือไม่ ที่วิ่งเร็วเท่าไรก็รู้สึกว่ายังไม่เร็วพอ พัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นแค่ไหน ก็รู้สึกว่ายังไม่เก่งพอ ทำเต็มที่ดีแค่ไหน ก็รู้สึกว่ายังไม่ดีพอ
สังคมที่คาดหวังให้คนรุ่นใหม่เป็นอายุน้อยร้อยล้าน จนต้องคอยพิสูจน์ตัวเองต่อสายตาสาธารณชนอยู่ตลอดเวลา ว่าเรา ‘เก่ง’ เรา ‘ดี’ เรา ‘ประสบความสำเร็จ’ เท่าที่สังคมคาดหวังแล้วหรือยัง แต่ไม่ว่าจะทำเท่าไรกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอสักที บางครั้งลามไปถึงการด้อยค่าตัวเองว่า สิ่งที่ได้มาเป็นเพราะความฟลุก เรายังไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ ไม่สมควรได้รับสิ่งนี้มาเลย
หากปล่อยไว้ สิ่งนี้อาจลุกลามสร้างความเสียหายใหญ่โตให้กับสุขภาพจิต รู้สึกไม่มั่นใจในตนเอง เกิดความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หมดไฟ ในอนาคตได้
Imposter Syndrome คืออะไร
นักจิตวิทยาชาวอเมริกันสองคน คือ Pauline Clance และ Suzanne Imes ได้ตั้งชื่อโรคนี้ไว้ในปี 1978 ว่า Impostor Syndrome ใช้บรรยายถึงโรคที่คนรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองเกี่ยวกับสติปัญญา ทักษะ หรือความสำเร็จของตน ไม่เชื่อมั่นว่าตนเองฉลาดหรือมีความสามารถ แม้จะมีหลักฐานการันตี เช่น ใบปริญญา ถ้วยรางวัล ตำแหน่งที่สูง เป็นต้น
และคิดว่าตัวเองเป็นคน “หลอกลวง” (Impostor) กลัวจะถูกเปิดโปงว่าพวกเขาไม่คู่ควรกับรางวัลหรือตำแหน่งนั้นเสียเลย รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความสำเร็จที่ตนได้รับ
โดยเฉพาะเพศหญิงที่มักจะประสบอาการนี้มากกว่าเพศชาย ผู้หญิงเมื่อประสบความสำเร็จมักไม่ค่อยกล้าแสดงตัวเป็นเจ้าของความสำเร็จนั้น แต่จะอ้างว่าเป็นเพราะ “โชคช่วย” บ้าง หรือได้รับ “ความช่วยเหลือจากผู้อื่น” แทนที่จะชื่นชมความสามารถ สติปัญญา และความพยายามของตน
คนกลุ่มนี้มักจะตัดสินผลงานของตัวเองว่าแย่กว่าความเป็นจริง เพราะมองไม่เห็นคุณค่าในตนเอง Impostor Syndrome อาจมีอาการทางจิตอื่น ๆ ร่วมด้วยเช่นกัน เป็นอาการที่อารมณ์และบุคลิกภาพค่อนข้างซับซ้อน
แต่โรคนี้ยังไม่มีเกณฑ์การวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานที่ชัดเจน การประเมินว่าคนคนหนึ่งเข้าข่ายโรคนี้หรือไม่ ต้องประเมินจากทั้งความสงสัยในตนเองทางปัญญา ความนับถือตนเองต่ำ ความกลัวต่อความสำเร็จ ความกลัวต่อความล้มเหลว ความวิตกกังวล อาการหมดไฟ สภาพแวดล้อมการทำงาน ความผิดปกติของบุคลิกภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย
Imposter Syndrome แบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท
ตามการแบ่งอิงเกณฑ์ของ Clance อาการ Imposter Syndrome จะแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท คือ
1. วงจรการหลอกลวงตัวเอง
เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้เลยก็ว่าได้ จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยต้องเผชิญกับงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีพฤติกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทกว้าง ๆ คือ หากไม่เตรียมตัวมากเกินไป ก็ผัดวันประกันพรุ่งไปเลย
ผู้ที่มีภาวะ IS มักเตรียมตัวเกินกว่าเหตุ และรู้สึกว่าต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้งานสำเร็จ ส่วนกรณีผัดวันประกันพรุ่ง ผู้ที่มีภาวะ IS จะเตรียมตัวในนาทีสุดท้ายอย่างเร่งรีบไปเลย เพราะภาวะกดดันที่กลัวจะทำออกมาได้ไม่ดี ทำให้มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป
แต่เมื่อทำงานลุล่วงไปแล้วกลับรู้สึกโล่งแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็จะกลับมาเครียดอีก ทำให้ผู้ที่มีภาวะ IS จะต้องวนอยู่ในกับดักความกลัว ความวิตกกังวล กลัวทำออกมาได้ไม่ดีแล้วคนอื่นจะมองเราแย่ วนซ้ำไปมาอย่างนั้น
2. ความสมบูรณ์แบบ
การที่คนตกอยู่ในภาวะ IS มาจาก “ความต้องการที่จะเป็นที่หนึ่ง” จะตั้งเป้าหมายสูงเกินจริง แต่เมื่อคว้าที่หนึ่งตามที่หวังได้ยาก ก็จะเอาแต่กดดันตนเอง ด่าตัวเองว่าไม่เก่ง จนคนรอบข้างฟังแล้วก็รู้สึก Toxic ตามไปด้วย
3.คิดว่าตัวเองเป็นยอดมนุษย์
ต้องยอมรับก่อนว่ามนุษย์เราอยากจะเป็นคนดีที่สุดในสายตาคนอื่น ผู้ที่มีภาวะ IS จะทำหลายอย่างพร้อมกัน รู้สึกว่าตัวเองต้องทำให้มากกว่าคนอื่น ผู้ที่มีภาวะนี้จะเตรียมตัวมากเกินเพื่อให้ภารกิจต่าง ๆ ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ความกดดันที่เราเอามาลงกับตนเองนั้น แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตโดยตรง
4. โรคกลัวความล้มเหลว (Atychiphobia )
ความกลัวความล้มเหลวจะปรากฏออกมาเมื่อต้องเผชิญกับงานที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จตามเกณฑ์บางอย่าง บุคคลที่มีภาวะ IS จะรู้สึกวิตกกังวล เครียดมากกว่าคนอื่นเมื่อต้องทำงานดังกล่าว กลัวว่าจะถูกดูถูก หรืออับอายหากพวกเขาทำออกมาได้ไม่ดี หรือแย่กว่าเพื่อนร่วมรุ่น
5.ปฏิเสธความสามารถและศักยภาพของตน
บุคคลที่มีภาวะ IS จะคลั่งความเพอร์เฟก หากสิ่งที่ทำล้มเหลวจะเอาแต่โทษตัวเอง 100% แต่หากงานสำเร็จจะให้เครดิตความบังเอิญ ความฟลุก แม้ว่าจะได้มาด้วยความสามารถของตนก็ตาม นั่นทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะนี้หาความสุขได้ยาก
6. Achievemephobia (กลัวความสำเร็จ)
หากทำงานสำเร็จ บุคคลที่มีภาวะ IS จะคาดหวังกับตนเองสูงขึ้นไปอีก หาภาระงานที่ยากกว่าเดิม หนักกว่าเดิมมาเพื่อพิสูจน์ความเก่งของตนเอง ซึ่งในความเป็นจริงผู้ป่วยโรคนี้ต่อให้ทำดีแค่ไหน ก็จะไม่มีทางยอมรับว่าตนทำดีแล้ว
Impostor Syndrome จึงฟังแล้วดูเป็นโรคที่ชวนเหนื่อยมากทีเดียว
สังเกตตัวเองว่าเข้าข่าย Impostor Syndrome หรือไม่
ผู้ที่มีอาการ IS จะรู้สึกหงุดหงิด และวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่ดีพอ จะถูกมองว่าไร้ความสามารถ ส่งผลให้พวกเขาแสดงออกด้วยการทำร้ายตัวเอง ทำงานหนักเกินไป
สัญญาณบ่งชี้ว่าคุณกำลังป่วย Impostor Syndrome
- ทำงานหนักเกินไป เพื่อปกปิดความรู้สึกไม่เพียงพอ และลงเอยด้วยการไม่สามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ลงคอร์สเรียนเพิ่มเติมไม่หยุด พยายามหาใบรับรองและประกาศนียบัตรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อแสดงคุณค่าของตนให้ผู้อื่นเห็น เพราะความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ
- มองว่าตัวเองเป็นคนละเอียดรอบคอบ ตรวจงานทุกรายละเอียด ตรวจสอบอีเมล เอกสาร และข้อสอบ เป็นพันครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างสมบูรณ์แบบ
- แสวงหาที่ปรึกษาและข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาคำยืนยันจากภายนอกเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของตัวเอง
- เปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น ต้องการเป็นที่หนึ่งเสมอ
- ขาดความมั่นใจเมื่อทำสิ่งใดสำเร็จ ไม่กล้าพูด หรือแสดงการมีส่วนร่วม เพราะกลัวจะถูกมองว่าโง่เขลา
- เมื่อเผชิญกับแรงกดดันจะทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน
- มักจะเอาใจคนอื่น โดยมุ่งเน้นไปที่การทำสิ่งที่ผู้อื่นต้องการ และคาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับ
วิธีจัดการกับ Impostor Syndrome
1. กล่าวชื่นชมตัวเองในเชิงบวก เช่น “เธอเก่งสุด ๆ ๅไปเลย” “ผ่านมาได้ขนาดนี้ เจ๋งเป้งไปเลย” จะให้ดีใส่ชื่อของคุณเข้าไปในประโยคด้วย จะส่งผลอย่างมากต่อการรับรู้คุณค่าในตนเอง
เมื่อทำสิ่งใดสำเร็จให้กล่าวชมตนเองอย่างจริงใจ ไม่ต้องหาข้ออ้างมาว่าเป็นเพราะดวงหรือโชค ให้เครดิตตัวเองเต็ม ๆ ลไปเลยว่าภูมิใจในตัวเองที่ทำได้
2. เมื่อใดก็ตามที่มีเสียงในหัวบอกว่าเรายังไม่เก่งพอ ให้หาโน้ตกับปากกามาเขียนความถนัดของคุณ หรือสิ่งที่คุณภูมิใจลงไป 3 ข้อ ในกระดาษ หากสามสิ่งนั้นยังไม่เพียงพอให้คุณเลิกสงสัยในตนเอง ก็ให้เขียนเพิ่มอีก 3 ข้อ มันจะช่วยตอกย้ำว่าที่ผ่านมาเราทำได้ดีแค่ไหน
3. ใจดีกับตัวเองมากขึ้นกว่านี้หน่อย เห็นอกเห็นใจตัวเองบ้างก็ได้ ปลอบตัวเองว่าล้มเหลวไม่ใช่เรื่องผิด มนุษย์อย่างไรก็ทำเรื่องผิดพลาดได้ตลอด หากมีเสียงโผล่เข้ามาในหัวว่าคุณไม่เก่ง ก็ให้ตั้งสติ เตือนตัวเองว่านั่นเป็นเพียงอารมณ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
4.หากมีใครชม ก็ยอมรับคำชมนั้นเสีย ตอบกลับเพียงคำว่า “ขอบคุณ”
5. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ให้โฟกัสที่การเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่า และไม่ต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แค่เป็นเราในเวอร์ชันที่ดีขึ้นก็พอ
6. ท้าทายตัวเองใหม่ หากเราเป็นคนที่ชอบวิจารณ์คนอื่น ให้พยายามคิดในแง่บวก หาข้อดีมาพูด เลิกเอาเรื่อง Toxic มาใส่สมอง
7. พูดคุยกับใครสักคน อาจจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัวก็ได้ เพื่อให้พวกเขาช่วยย้ำเตือนคุณว่า คุณเก่งนะ อย่าคิดว่าตัวเองแย่สิ รวมถึงไปปรึกษากับนักบำบัด ซึ่งสามารถช่วยให้คุณสำรวจที่มาของข้อความเชิงลบในตัวเอง และเรียนรู้วิธีล้อมกรอบความคิดเกี่ยวกับตนเองใหม่
อ้างอิง: ncbi, nytimes, nytimes, verywellmind, WebMD
–
