The Klinique เปิด 5 กลยุทธ์ขยายโอกาสในตลาดคลินิกความงาม ในวันที่สกินแคร์ทรงตัว แต่คลินิกความงามเติบโต

ในวันที่ใคร ๆ ก็อยากดูดี แบบเร่งด่วน และพร้อมที่จะบอกคนอื่นถึงแนวทางพาตัวเองดูดี จากมือแพทย์ ทั้งหัตถการ และศัลยกรรม ในรูปแบบต่าง ๆ

รวมถึงกลุ่มผู้ใช้บริการคลินิกความงามมีการขยายตัวไปยังกลุ่มผู้ชาย และ Gen Z มากขึ้น

อ้างอิงจากผลสำรวจของความคิดเห็นผู้บริโภคด้านสุขภาพและเวลเนส 2566 ของ SCB EIC ถึงการใช้บริการเสริมความงามทั้งหัตถการ และศัลยกรรม

พบว่า

กลุ่ม Gen Z

เคยทำหัตถการเสริมความงาม 29%

เคยทำศัลยกรรมเสริมความงาม 35%

 

กลุ่มผู้ชาย

เคยทำหัตถการเสริมความงาม 29%

เคยทำศัลยกรรมเสริมความงาม 12%

 

และนอกจากนี้กลุ่ม LGBTQIA+ (Lesbian Gay Bisexual Transgender Queer Intersex และ Asexual) ยังเป็นกลุ่มที่ใช้บริการเสริมความงามที่สูง

เคยทำหัตถการเสริมความงาม 64%

เคยทำศัลยกรรมเสริมความงาม 35%

 

จากทัศนคติที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ตลาดคลินิกความงามไทยเติบโตต่อเนื่องทุกปี

ในปีที่ผ่านมามูลค่า 71,000-72,000 ล้านบาท

และคาดการณ์โตต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ตั้งแต่ปี 2566-2573 อ้างอิงจาก SCB และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

จากผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เข้ามาใช้บริการคลินิกเสริมความงามเฉลี่ย 2 ครั้งต่อเดือน เช่น  การทรีตเมนต์บำรุงผิว ฉีดสิว กดสิว เลเซอร์ผิว เลเซอร์ขน ปรับรูปร่าง รูปหน้า ฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ และอื่น ๆ อ้างอิงข้อมูลจาก The Klinique

การใช้บริการที่บ่อยครั้งของลูกค้าคลินิกความงาม The Klinique ให้ข้อมูลว่าได้ส่งผลกระทบกับตลาดสกินแคร์ที่ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งลดค่าใช้จ่ายกับสกิลแคร์ลง และนำเม็ดเงินมาใช้กับการทำหัตถการที่เห็นผลอย่างรวดเร็วมากขึ้น

ทำให้ตลาดสกินแคร์ เมคอัพ มูลค่า 300,000 ล้านบาท เป็นตลาดที่ทรงตัวในปีที่ผ่านมา จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ The Kliniqueยังให้ข้อมูลว่าประเทศไทยยังขึ้นชื่อว่า เป็นประเทศที่ติด Top5 ของศูนย์กลางการแพทย์ความงามโลก ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, บราซิล, จีน, เกาหลีใต้ และไทย ที่ในปัจจุบันบริษัทยาความงามเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น และบางบริษัทมีการทำตลาดสร้างการรับรู้ด้วยตัวเอง

แต่ความท้าทายของตลาดคลินิกความงามในประเทศไทย เป็นการเติบโตด้าน การแข่งขันของแบรนด์คลินิกความงามในไทย ที่มีมากกว่า 4,000 แบรนด์ โดยมีแบรนด์ที่มีสาขาเชนมากกว่า 10 สาขา 20 แบรนด์ นอกนั้นเป็นแบรนด์ย่อยที่มีสาขาเพียงสาขาเดียวหรือไม่กี่สาขา

โดยแบรนด์ใหญ่จะแข่งขันกันที่แพทย์ ยา และเทคโนโลยีของเครื่องมือที่ให้บริการ ส่วนการแข่งขันด้านราคา นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่าจะแข่งกันในกรณีที่มีแบรนด์ใหม่เข้ามาในตลาดทำราคาดึงดูดลูกค้า

เพราะพฤติกรรมลูกค้ากลุ่มพรีเมียมที่เข้ามาใช้บริการในคลินิกความงามส่วนใหญ่จะมี Loyalty เพราะไม่ต้องการเสี่ยงกับคลินิกใหม่ ๆ เมื่อมองว่าคลินิกที่ใช้บริการตอบโจทย์ความงามได้

สำหรับ The Klinique ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดคลินิกความงามไทย ที่มีสาขา 70 สาขาในปัจจุบัน ได้มองเห็นโอกาสในการขยายตลาดสร้างการเติบโตด้านรายได้สูงกว่าการเติบโตของตลาด และพาตัวเองเป็น Top of Mind ในใจผู้บริโภคทุกกลุ่มในปี 2568 ทั้งในด้านหัตถการ, ศัลยกรรม และสปา ซึ่งบริการที่มีอยู่ ผ่านกลยุทธ์ 5 ประการ ได้แก่

1. ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2567 The Klinique ได้ขยายสาขาทั้งสิ้น 20 สาขา รวมเป็น 70 สาขาในปัจจุบัน

และในปี 2568 มีแผนขยายสาขาเพิ่ม 10-15 สาขา

โดย 70 สาขาในปัจจุบันแบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 50%

เหตุผลที่ The Klinique ต้องการขยายสาขาเพิ่มปีละมากกว่า 10 สาขา เนื่องจากต้องการพาตัวเองเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ พร้อมกับการสร้างความสะดวกในการใช้บริการจากสาขาที่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด โดยเฉพาะลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเป็นประจำ

 

2. ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีความงาม แพทย์ และบริการ

วางจุดขายผ่านเครื่องมือเสริมความงามใหม่ ๆ ที่ทันสมัย และทุกสาขามีเครื่องมือให้บริการเป็นของสาขาเอง โดยไม่ใช้เครื่องมือที่เวียนใช้ตามสาขาต่าง ๆ จากการมองเห็นว่าการขนย้ายอาจทำให้เครื่องมือเกิดความไม่เสถียรในการทำงาน

พร้อมพัฒนาการให้บริการตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าแต่ละราย และเทรนนิ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล และพนักงานให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีในการเข้ารับบริการของลูกค้า จนกลายเป็น Loyalty ที่มีต่อแบรนด์

ซึ่งที่ผ่านมาฐานลูกค้า The Klinique 300,000 ราย มีกลุ่มเข้ามาใช้บริการต่อเนื่องในสัดส่วน 70%

 

3. Music Marketing เข้าถึง Gen Z

ในปัจจุบัน The Klinique เป็นแบรนด์ที่ Gen X และ Gen Y รู้จักดี ส่วน Gen Z มองว่าเป็นแบรนด์ของคน Gen X และ Gen Y ที่มีความพรีเมียม

The Kliniqueจึงต้องการสร้าง Brand Awareness ไปยังกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่จะมีกำลังซื้อที่มาก ด้วยการนำ Music Marketing ครั้งแรกในวงการคลินิกความงาม ใช้สื่อสารการตลาด ผ่านเพลงหมอไหน ที่จับมือกับ Warner Music Thailand ที่สื่อถึงมุมมองผู้บริโภคที่มีต่อการทำหัตถการ และศัลยกรรมความงาม เป็นเรื่องที่ทำได้ และสร้างความมั่นใจ เปิดเผยที่จะทำ จนดูดีถึงกับถามว่าไปทำกับหมอไหนมา

นอกเหนือจากการทำ Music Marketing  The Klinique ยังมีแผนใช้กลยุทธ์ดึงดูดกลุ่ม Gen Z ด้วยการ Collab กับแบรนด์อื่น ๆ นอกอุตสาหกรรมที่จับกลุ่ม Gen Z

รวมถึงใช้บริการกำจัดขน ซึ่งเป็นบริการที่ได้รับความนิยม เพื่อดึงกลุ่ม Gen Z เข้ามา และต่อยอดไปยังบริการอื่น ๆ ที่มากกว่า

โดยในปัจจุบัน ลูกค้า Gen Z ที่เข้ามาใช้บริการThe Kliniqueมีสัดส่วนประมาณ 10-20% ของลูกค้าทั้งหมด และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อบิลที่ 3,000-6,000 บาท ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นมีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลต่อหัวที่ 12,000-15,000 บาท

 

4. ขยายโอกาสเข้าถึงลูกค้าต่างชาติ

เป้าหมายของThe Kliniqueใน 3 ปีข้างหน้าคือการเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเป็น 25% จากปัจจุบัน 15% มีลูกค้าหลัก CLMV, จีน และตะวันออกกลาง

การเพิ่มเป้าหมายของลูกค้าต่างชาติเป็นกลยุทธ์หนึ่งสามารถสร้างการเติบโตด้านรายได้ที่น่าสนใจจากลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่จะใช้บริการต่อบิลที่สูงจากการซื้อบริการหลาย ๆ บริการพร้อม ๆ กัน และส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางเข้ามาเพื่อตั้งใจใช้บริการศัลยกรรมและเสริมความงามโดยเฉพาะ

 

5. สร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ผ่านการสื่อสารการตลาด

The Kliniqueยังคงใช้อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการมองเห็นภาพลักษณ์ของอั้ม หรู ดูแพง และดูเด็กลง ที่สามารถสื่อถึงแบรนด์The Klinique ได้เป็นอย่างดี

พร้อมกับการสื่อสารการตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มต่าง ๆ ในรูปแบบ Omnichannel สร้างการรับรู้และ Engagement ที่มีต่อแบรนด์ให้มากขึ้น

รวมถึงใช้โซเชียลมีเดียในการสร้าง การพูดถึง เช่น การนำเคสการใช้บริการลองลูกค้าไปรีวิวต่อ ซึ่งลูกค้ามากกว่า 75% ยินดีที่จะให้ไปนำไปรีวิว

 

อย่างไรก็ดี สำหรับรายได้ ของ The Klinique ที่ผ่านมา ข้อมูลรายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า

ปี 2565 รายได้รวม 1,750.99 ล้านบาท กำไร 205.49 ล้านบาท

มาจาก

แผนกผิวหนังและความงาม 1,483.58 ล้านบาท

แผนกลดน้ำหนักและดูแลรูปร่าง 88.93 ล้านบาท

แผนกชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ 127.44 ล้านบาท

แผนกศัลยกรรมตกแต่ง 51.03 ล้านบาท

 

ปี 2566 รายได้รวม 2,283.89 ล้านบาท กำไร 288.62 ล้านบาท

มาจาก

แผนกผิวหนังและความงาม 1,843.34 ล้านบาท

แผนกลดน้ำหนักและดูแลรูปร่าง 61.71 ล้านบาท

แผนกชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ 143.19 ล้านบาท

แผนกศัลยกรรมตกแต่ง 235.65 ล้านบาท

 

และมกราคม-มิถุนายน 2567 รายได้รวม 1,389.49 ล้านบาท กำไร 149.39 ล้านบาท

 

Marketeer FYI

The Klinique ธุรกิจที่เกิดจากเลเซอร์รักษาสิว

The Kliniqueเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกในปี 2552 จากนายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เรียนจบคณะแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปเรียนต่อด้านเลเซอร์ผิวหนัง และศัลยกรรมมะเร็งผิวหนังที่สหรัฐอเมริกา

ก่อนที่จะมาร่วมทุนกับเพื่อนที่จุฬาฯ เปิดThe Kliniqueสาขาแรกที่สยามสแควร์ ที่มีจุดเด่นแตกต่างจากคลินิกความงามทั่วไป ด้วยการนำนวัตกรรมฉายแสงรักษาสิวเข้ามาเป็นจุดขายสร้างการเติบโต พร้อมกับการพัฒนาบริการใหม่ ๆ เข้ามาสร้างรายได้ให้กับธุรกิจเพิ่มขึ้น

จนในปี 2565 ได้พาตัวเองสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ MAI (Market for Alternative Investment) เพื่อนำเม็ดเงินมาลงทุนขยายสาขา และเครื่องมือเพื่อสร้างประสบการณ์ในการให้บริการที่ดีกับลูกค้า และจุดต่างจากคู่แข่งมากขึ้น

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline