ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Elon Musk กลายเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ด้วยบทบาทการเป็นผู้นำในหลากหลายบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ อย่าง Tesla, SpaceX และล่าสุด X
นอกจากนี้ Elon Musk ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดี Donald Trump มาอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะมีช่วงที่มีความเห็นต่างกันบ้าง แต่วันนี้ที่ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง Elon Musk ก็ได้รับการตอบแทนความไว้วางใจด้วยตำแหน่ง หัวหน้า สำนักงานบริหารประสิทธิภาพของรัฐบาล (Department of Government Efficiency) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในสมัยของทรัมป์ 2.0 นี่เอง หน่วยงานนี้มีหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล
โดย Elon Musk จะดำรงตำแหน่งนี้ร่วมกับ Vivek Ganapathy Ramaswamy เจ้าของ Roivant Sciences บริษัทด้านสุขภาพที่ทำรายได้ในปี 2024 ไปแล้วกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ทั้งสองมหาเศรษฐีจะมีเวลาทำงานไปจนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ในการพยายามปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลกลาง และทำงานร่วมกับสำนักงานบริหารจัดการและงบประมาณ
เมื่อเจ้าพ่อวงการเทคฯ สุดเฮี้ยบได้รับความไว้วางใจให้มาดูแลการใช้จ่ายและตัดลดอะไรที่เกินจำเป็นออกไป งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะวีรกรรมสุดแสบของ Musk ทำให้พนักงาน Twitter ต้องออกจากตำแหน่งมาแล้วกว่าพันคน เรามาดูกันว่า การมาของ Elon Musk จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อหน่วยงานบริหารของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ
ทำความรู้จักโครงสร้างคณะบริหารของรัฐบาลสหรัฐฯ
โครงสร้างรัฐบาลของสหรัฐอเมริกามีพื้นฐานมาจากระบบสหพันธรัฐที่มี 3 ฝ่ายที่แตกต่างกัน ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ต่อไปนี้เป็นภาพรวมที่เน้นที่ฝ่ายบริหาร ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี
ฝ่ายบริหาร
ประธานาธิบดี
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นทั้งประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้แก่
- ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งผ่านระบบคณะผู้เลือกตั้ง คนปัจจุบันคือ Donald Trump ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา
- ดำรงตำแหน่งวาระละ 4 ปี โดยมีวาระสูงสุด 2 วาระ
- ที่อยู่อาศัยและสถานที่ทำงานอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีคือทำเนียบขาว
คณะรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของประธานาธิบดีประกอบด้วย
- รองประธานาธิบดี 1 คน โดยคนปัจจุบันที่ Trump เลือกเข้ามาทำหน้าที่นี้คือ JD Vance
- หัวหน้าฝ่ายบริหาร 15 ฝ่าย (มักเรียกว่า “เลขานุการ”)
- สมาชิกเพิ่มเติมอีก 7 คนซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
ฝ่ายบริหาร
รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ใช้คำว่า “กระทรวง” หรือ Ministry แต่ใช้คำว่า “Department” แทน แต่เพื่อความเข้าใจง่ายเราจะเรียกแทนว่ากระทรวงให้เหมือนกับประเทศไทยก็ได้ โดยจะมีกระทรวงอยู่ทั้งสิ้น 15 กระทรวง แต่ละกระทรวงจะมี เลขาธิการ (Secretary) ที่เปรียบเสมือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ๆ ซึ่ง 15 กระทรวงนี้ประกอบไปด้วย
- กระทรวงการต่างประเทศ (Department of State)
- กระทรวงการคลัง (Department of the Treasury)
- กระทรวงกลาโหม (Department of Defense)
- กระทรวงยุติธรรม (Department of Justice)
- กระทรวงมหาดไทย (Department of the Interior)
- กระทรวงเกษตร (Department of Agriculture)
- กระทรวงพาณิชย์ (Department of Commerce)
- กระทรวงแรงงาน (Department of Labor)
- กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (Department of Health and Human Services)
- กระทรวงที่อยู่อาศัยและพัฒนาเมือง (Department of Housing and Urban Development)
- กระทรวงคมนาคม (Department of Transportation)
- กระทรวงพลังงาน (Department of Energy)
- กระทรวงศึกษาธิการ (Department of Education)
- กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก (Department of Veterans Affairs)
- กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security)
ตรากระทรวงทั้ง 15 กระทรวงของสหรัฐอเมริกา: Al jazeera
ตำแหน่งระดับคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติม
นอกจากรัฐมนตรีของทั้ง 15 กระทรวงแล้ว ยังมีตำแหน่งระดับเทียบเท่ากับรัฐมนตรีอีก 7 ตำแหน่ง ได้แก่
- หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว (White House Chief of Staff)
- ผู้บริหารสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Administrator of the Environmental Protection Agency)
- ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและงบประมาณ (Director of the Office of Management & Budget)
- ผู้แทนการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative)
- เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ (U.S. Ambassador to the United Nations)
- ประธานคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (U.S. Ambassador to the United Nations)
- ผู้บริหารสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดเล็ก (Administrator of the Small Business Administration)
สมาชิกคณะรัฐมนตรีจะได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีและต้องได้รับการยืนยัน โดยวุฒิสภา ทำหน้าที่ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีและรับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายของรัฐบาลกลางภายในกระทรวงของตน
โฉมหน้า ครม. ทรัมป์ 2.0 ที่กำลังจะเริ่มทำงานวันแรกในวันที่ 20 มกราคม 2025: Yahoo
โครงสร้างนี้เป็นโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาให้เกิดกระบวนการในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายบริหาร โดยฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และฝ่ายตุลาการ (ศาลฎีกาและศาลของรัฐบาลกลาง) ทำหน้าที่กำกับดูแลและตีความกฎหมายตามลำดับ
บทบาทของ Elon ในรัฐบาลทรัมป์
แถลงการณ์แต่งตั้ง Elon Musk และ Vivek Ramaswamy เป็นหัวหน้าหน่วยงานบริหารประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ Department og Government Efficiency (“DOGE”)
ประธานาธิบดี Donald Trump ออกแถลการณ์เมื่อช่วงวันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2024 แต่งตั้งนักธุรกิจทั้ง 2 คน นั่นก็คือ Elon Musk และ Vivek Ramaswamyให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะที่ปรึกษาร่วมกันเพื่อทำหน้าที่เสนอแนะการลดการใช้จ่าย พิจารณาและยกเลิกกฎระเบียบที่ซับซ้อนและสร้างความยุ่งยากในการบริหารงานของรัฐบาล และเสนอแนวคิดในการปรับโครงสร้างหน่วยงานของรัฐบาลกลาง โดยก่อนหน้านี้ทั้ง Elon และ Ramaswamy เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างของรัฐบาลกลาง เช่น การเลิกจ้างคนงานจำนวนมากและการลดรายจ่ายลงให้หนัก
Elon Musk และ Vivek Ramaswamy กับตำแหน่งหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของ Department of Government Efficiency: Daily Pioneer
ในช่วงที่ Trump หาเสียง Elon Musk ในฐานะผู้สนับสนุน แสดงเจตจำนงว่าเขาต้องการตัดงบประมาณของรัฐบาลกลางลงเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่างบประมาณตามดุลพินิจถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับในช่วงการหาเสียง Trump ให้คำมั่นว่าจะยุบกระทรวงศึกษาธิการ
เช่นเดียวกับ Ramaswamy ที่เรียกร้องให้มีการเลิกจ้างพนักงานของรัฐจำนวนมาก ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่อาจหลีกเลี่ยงการคุ้มครองทางกฎหมายที่อาจปกป้องข้าราชการพลเรือนของรัฐบาลกลางจากการตัดลดค่าใช้จ่ายทางการเมืองที่กำหนดเป้าหมาย
Ramaswamy เคยให้สัมภาษณ์ว่า “หากแค่เพียงคุณสั่งให้ข้าราชการของรัฐบาลกลางทำงานในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 18.00 น. เช่นเดียวกับคนอเมริกันส่วนใหญ่ คุณจะเห็นการลาออกจากงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งน่าจะทำให้ระบบราชการมีขนาดลดลงถึง 25% เลยทีเดียว”
ในช่วงเริ่มต้น Ramaswamy รณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกันโดยมีความตั้งใจที่จะยุบหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ได้แก่ FBI สำนักงานแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืนและวัตถุระเบิด กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์ รวมถึงหน่วยงานอาหารและโภชนาการซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตร
ด้านประธานาธิบดีหมาดๆ อย่าง Donald Trump บอกว่าหน่วยงานใหม่ (DOGE) จะมีสถานะอยู่ “นอกรัฐบาล” โดยมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่อยู่ในทำเนียบขาวเกี่ยวกับการปฏิรูปหน่วยงานของรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังน่าจะทำให้ Elon และ Ramaswamy สามารถทำงานในภาคเอกชนต่อไปได้ และทำหน้าที่โดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภา
ย้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Elon Trump
ก่อนที่ Donald Trump จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2017 ความสัมพันธ์ระหว่าง Musk และ Trump ค่อนข้างห่างเหิน โดยทั้งคู่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางธุรกิจมาก่อน แม้ว่าทั้งสองจะมีภาพลักษณ์คล้ายกันในแง่การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จและชอบใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง Musk เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ Trump อย่างชัดเจน
แม้ทั้งคู่จะเคยมีเรื่องเห็นต่างกันมาบ้างแต่ก็ลงเอยด้วยการทำงานร่วมกัน: NBC News
เมื่อ Trump ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2017 ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มได้รับการจับตามองจากสื่อต่าง ๆ มากขึ้น โดย Musk ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจของรัฐบาลทรัมป์ 1.0 นอกจากนี้ ยังเกิดความร่วมมือที่สำคัญระหว่าง SpaceX กับ NASA ในโครงการสำรวจอวกาศต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนเมื่อ Trump ตัดสินใจถอนสหรัฐอเมริกาออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement)
และในช่วงหลังจากที่ Trump พ้นจากตำแหน่งในปี 2021 จนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับมาใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ Musk เข้าซื้อกิจการ Twitter และตัดสินใจคืนบัญชีผู้ใช้ให้กับ Trump (ที่ก่อนหน้านี้โดนแบนแบบถาวรเนื่องจากบัญชีผู้ใช้ของเขามีการทวิตข้อความที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง) นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีจุดยืนที่เหมือนกันในหลาย ๆ เรื่องโดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์การเซ็นเซอร์บนสื่อสังคมออนไลน์
Elon Musk จะได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนของทรัมป์ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการที่ทรัมป์จะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่รถยนต์ของ Tesla ในการที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขันในอเมริกาจากรถยนต์รุ่นราคาถูกของจีน
ส่วน SpaceX ที่เป็นอีกหนึ่งธุรกิจของ Elon Musk อาจได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกากบเจ้าของธุรกิจอวกาศ โดยในสุนทรพจน์ชัยชนะของทรัมป์ส่วนหนึ่งเขาได้กล่าวว่า SpaceX ของมัสก์เพิ่งปล่อยขึ้นสู่อวกาศ และชี้ให้เห็นว่าเมื่อพายุเฮอริเคนเฮเลนพัดถล่มรัฐนอร์ทแคโรไลนา ดาวเทียม Starlink ของ SpaceX ก็เข้ามาช่วยเหลือเรื่องการติดต่อสื่อสารและสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้อย่างทันท่วงที
พรรครีพับลิกันหลายคนหวังว่าทรัมป์จะสนับสนุนระบบดาวเทียมแบบ Starlink และยกเลิกโครงการมูลค่า 42,500 ล้านดอลลาร์ของนายไบเดนในการเปิดตัวบรอดแบนด์ในพื้นที่ชนบท ซึ่งล้มเหลวอย่างยับเยิน
อย่างไรก็ตาม ดาวเทียมเป็นเพียงขั้นบันไดขั้นหนึ่งเท่านั้นสำหรับ SpaceX เป้าหมายของนายมัสก์คือการส่งคนไปยังดาวอังคาร ซึ่งจะง่ายกว่านี้มากหากไม่มีการโต้แย้งด้านกฎระเบียบกับสำนักงานการบินแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลเที่ยวบินอวกาศเชิงพาณิชย์ เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่านายทรัมป์จะไม่สนับสนุน เขาคงอยากจะคุยโวว่าเขาช่วยส่งคนอเมริกันไปยังดาวอังคาร
ในขณะเดียวกัน Elon Musk เองก็หวังที่จะลดขนาดระบบราชการของรัฐบาลกลางอเมริกาลง โดยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ทรัมป์ได้สัญญากับกับอีลอนว่า ถ้าเขาได้รับชัยชนะ มัสก์ จะมีบทบาทในการเป็นหัวหน้าคณะกรรมการเพื่อลดการสิ้นเปลืองของรัฐบาล
ในการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกา Elon Musk มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX ได้รับการทาบทามให้เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานแห่งใหม่ที่ชื่อว่า Department of Government Efficiency โดยจะร่วมงานกับ Vivek Ramaswamy นักธุรกิจผู้มากประสบการณ์ การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายที่ให้อำนาจ Musk ในการกำกับดูแลการใช้จ่ายของภาครัฐ
Musk จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐ วิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในระบบราชการ โดยจะทำงานประสานกับสำนักงบประมาณของรัฐบาลกลาง
การทำงานของ Musk จะอยู่ในรูปแบบที่ปรึกษาภายนอก ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ ทำให้มีความเป็นอิสระในการให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ สามารถนำประสบการณ์จากการบริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยมีระยะเวลาดำเนินการจนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2026
ความท้าทายสำคัญที่ Musk ต้องเผชิญคือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของระบบราชการที่มีมายาวนาน การสร้างการยอมรับจากข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการผลักดันการเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้อจำกัดของกฎระเบียบราชการที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพและการรักษาคุณภาพการให้บริการประชาชน
การเข้ามาของ Musk คาดว่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการให้บริการประชาชน เกิดการประหยัดงบประมาณจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ และอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างองค์กรในหน่วยงานราชการ
การแต่งตั้ง Elon Musk ในครั้งนี้จึงถือเป็นการทดลองครั้งสำคัญในการนำแนวคิดการบริหารจัดการสมัยใหม่จากภาคเอกชนมาปรับใช้กับระบบราชการ ความสำเร็จของภารกิจนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าการผสานวิสัยทัศน์ของผู้นำด้านเทคโนโลยีเข้ากับระบบราชการที่มีอยู่เดิมจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่
Elon Musk’s Effect
เนื่องจากการแต่งตั้งให้ Elon Musk ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานบริหารประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ จึงอาจจะเป็นเรื่องที่เร็วเกินไปที่จะประเมินว่าการมาของ Elon Musk จะส่งผลกระทบอย่างไร แต่ถ้าจะให้คาดการณ์สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นภายหลัง Elon Musk เข้ามารับตำแหน่ง โดยเป้าหมายหลักคือการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง “อย่างน้อย” 2 ล้านล้านดอลลาร์จากงบประมาณปัจจุบัน 6.5 ล้านล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ Elon ตั้งเป้าที่จะรื้อถอนระบบราชการ ขจัดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และปรับโครงสร้างหน่วยงานของรัฐบาลกลาง
ส่วนเอฟเฟกต์หลังจากการมาของ Elon ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้
- การดำเนินงานของรัฐบาลที่คล่องตัวขึ้น หากประสบความสำเร็จ ความพยายามของ Elon Musk อาจนำไปสู่การดำเนินงานของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง
- การหยุดชะงักในระยะสั้น มัสก์ยอมรับว่าแผนของเขาอาจนำไปสู่ ”ความยากลำบากชั่วคราว” ก่อนที่จะส่งเสริม “ความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว
- การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากภูมิหลังทางธุรกิจของมัสก์ อาจมีการผลักดันให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้นในบริการภาครัฐ
- การบูรณาการทางเทคโนโลยี Musk อาจใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของเขาเพื่อปรับปรุงระบบและกระบวนการของรัฐบาลให้ทันสมัย
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก็คือ ผลกระทบที่แท้จริงของบทบาทของ Elon Musk ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาแค่คนเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนทางการเมือง ข้อจำกัดทางกฎหมาย และความสามารถในการนำการเปลี่ยนแปลงที่เสนอไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล
สิ่งที่แน่นอนสำหรับเรื่องบทบาทของ Elon Musk ในยุครัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะอยู่ในรูปแบบที่ปรึกษาหรือประธานคณะกรรมการพิเศษมากกว่าการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากความซับซ้อนของผลประโยชน์ทับซ้อนและภาระงานในบริษัทต่าง ๆ ที่เขาบริหารอยู่ อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของ Musk ในรัฐบาลอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในด้านยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด การสำรวจอวกาศ และปัญญาประดิษฐ์
ความท้าทายสำคัญในเส้นทางกึ่งการเมืองของ Elon Musk คือการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจและผลประโยชน์สาธารณะ การบริหารจัดการความขัดแย้งทางนโยบายที่อาจเกิดขึ้น และการสร้างกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำและการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน
เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ
อ้างอิง
https://www.economist.com/business/2024/11/07/what-would-elon-musk-do-in-government
https://www.aljazeera.com/news/2024/11/13/who-are-trumps-picks-for-his-cabinet-and-administration
https://www.nbcnews.com/specials/trumps-white-house-cabinet-appointments-tracker-selections/
https://qz.com/elon-musk-trump-doge-tesla-spacex-conflict-1851686658
–
