มินิ ประเทศไทย 2024 ยอดจดทะเบียนยังเติบโตสวนทางตลาดรวมหดตัว เริ่มลุยกลุ่มไฟฟ้าเต็มตัว สร้างราคาที่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น เผยเทรนด์ครอบครัวคนไทยที่เลือกมีสมาชิกไม่มาก และเน้นออกไปใช้ชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ เข้าทางแบรนด์ แต่ก็ยังต้องเผชิญความท้าทายจากนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นใจของผู้บริโภคที่เพิ่งเริ่มกลับมา
พอร์ตรถยนต์เจเนอเรชันใหม่ล่าสุดที่วางจำหน่ายและพร้อมส่งมอบของมินิ ประเทศไทย มี 3 รุ่นหลัก โดยยังเน้นเรื่องดีไซน์ ที่ยังคงเอกลักษณ์ความคลาสสิกไว้ ซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ เช่น ดีไซน์ 3 ประตู ไฟหน้าทรงกลม ด้านหน้าทรง Short Overhang
มินิ คูเปอร์ เอสอี (MINI Cooper SE) ราคาเริ่มต้น 1,699,000 ไฟฟ้า 100% วิ่งไกลสูงสุด 402 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และชาร์จแบบ DC 10-80% ภายใน 30 นาที
มินิ เอซแมน เอสอี (MINI Aceman SE) ราคาเริ่มต้น 1,999,000 บาท ไฟฟ้า 100% วิ่งไกลสูงสุด 405 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และชาร์จแบบ DC 10-80% ภายใน 30 นาที
มินิ คันทรีแมน (MINI Countryman) ราคาเริ่มต้น 2,599,000 บาท เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลังรวมสูงสุด 204 แรงม้า ความจุถังน้ำมัน 54 ลิตร
โดยจะพบว่า 2 จาก 3 รุ่นหลัก ยังถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ซึ่งนับเป็นการเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวของแบรนด์ และเป็นปีแรกที่มินิมีรถราคาอยู่ในช่วงหนึ่งล้านบาทถึงไม่เกินสองล้านบาท
คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า ยอดจดทะเบียนของมินิช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2024 เพิ่มขึ้นประมาณ 10% ขณะที่ตลาดรถยนต์นั่งกลุ่มพรีเมียม ลดลง 24% ตลาดรวม ลดลง 22% และแบรนด์มียอดจองในมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2024 เพิ่มจากปีก่อน 34%
ส่วนสำคัญที่ส่งเสริมให้แบรนด์ยังเติบโตมาจากการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการซัปพลายของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย แต่เดิมรถมินิส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามาจากฝั่งยุโรป แต่ด้วยการทรานส์ฟอร์มผลิตภัณฑ์สู่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและการพาร์ตเนอร์กับโรงงานในภูมิภาค ทำให้แบรนด์สามารถสร้างราคาที่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น สร้างความเป็นไปได้ในการเพิ่มดีมานด์ โดยมีมินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นโปรดักต์ฮีโร่ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ราคาของรุ่นใหม่ที่แม้จะปรับลงเยอะ แต่มินิก็มีแคมเปญพิเศษส่งเสริมการขายสำหรับคนที่ซื้อปีที่แล้ว เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่ากับสิ่งที่ซื้อไป
ขณะที่หลังตลอดปีที่ผ่านมา มินิอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านเจเนอเรชัน ปี 2025 แบรนด์จะเริ่มส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาด เน้นขยายการรับรู้แบรนด์ทั้งดีไซน์และการขับขี่ที่แตกต่าง อย่างการจัดงานมินิ เอ็กซ์โป เพราะลูกค้าของมินิจะมีความชอบการท่องเที่ยวแบบมีวัตถุประสงค์และขนอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปเอง และอยู่ในคอมมูนิตี้ที่จับกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ในฐานะแบรนด์ ก็มุ่งสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อทําให้คอมมูนิตี้ขยายตัวขึ้นด้วย และยังมุ่งมั่นส่งมอบความสนุกในการขับรถอย่างที่เคยได้ยินว่า ‘Go-Kart Feeling’
นอกจากนั้น เทรนด์ของครอบครัวคนไทยที่มีสมาชิกไม่มาก และเน้นออกไปใช้ชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้มินิยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสทางการตลาดในกลุ่มดังกล่าว
ด้านความท้าทายหลักที่มาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น นโยบายเศรษฐกิจ ความมั่นใจของผู้บริโภคที่เพิ่งเริ่มกลับมา สงครามราคาซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แบรนด์ไม่เคยเจอมาก่อน
อย่างไรก็ตาม มินิไม่ได้วางตัวแบรนด์เข้าไปอยู่ในตลาดการแข่งขันเรื่องราคา ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า โดยด้านการคงมูลค่า (Value Retention) จากโปรแกรม Freedom of Choice จะอยู่ที่ประมาณ 3 ปี 55% 4 ปี 50% ซึ่งมั่นใจว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่จะได้รับในแง่ของแบรนด์มินิ คุณภาพการผลิต ความมั่นใจในบริการหลังการขาย
ปัจจุบันผู้จำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการแบบ Fully Fledge จำนวน 15 แห่ง และมี Service Only Outlet อีก 5 แห่ง ซึ่งปี 2025 จะเปิดศูนย์บริการเพิ่มอีก 3 แห่ง โดยรวมแล้ว จะมีศูนย์อยู่ในกรุงเทพฯ 9 แห่ง รวมศูนย์บริการในสยามพารากอนและไอคอนสยาม
–

