ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเราได้เห็นความเคลื่อนไหวของแบรนด์อาหาร 2 แบรนด์ ทั้งสุกี้ตี๋น้อย และตำมั่ว ที่ต่างเปิดตัวเมนู Ready to Cook ออกวางจำหน่ายที่โลตัส และ แม็คโคร เหมือน ๆ กัน
การลงเล่นในตลาด Ready to Cook ของสุกี้ตี๋น้อย เริ่มเปิดตลาดผ่านชุดเมนู 3 รสชาติ ได้แก่ชุดผักสุกี้,ชุดผักสุกี้หมาล่า และ ชุดผักน้ำดำ ที่ประกอบด้วยชุดผัก น้ำซุป และน้ำจิ้ม จำหน่ายในราคาชุดละ 89-139 บาท ซึ่งเป็นราคาที่โลตัสและแม็คโครเป็นผู้กำหนด
ส่วนตำมั่ว เปิดตลาดผ่านชุดส้มตำไทย และส้มตำปลาร้า จำหน่ายชุดละ 79 บาท

การลงเล่นตลาด Ready to Cook ของทั้งสองแบรนด์ผ่านแม็คโครและโลตัส Marketeer มองว่า
1. เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะพาแบรนด์เข้าถึงบ้านผู้บริโภค เพื่อสร้างความผูกพันที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง บนความถี่ในการรับประทานที่มากขึ้น เพราะความสะดวกและหาซื้อง่าย แทนการเดินทางมารับประทานที่ร้าน หรือการสั่งเดลิเวอรี ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนเงินในการรับประทานต่อครั้งที่สูงกว่าการซื้อแบบ Ready to Cook มารับประทานเพียง 1 อิ่มต่อคน เพราะเชื่อว่ามีผู้บริโภคไม่น้อยที่ต้องการรับประทานอาหารเฉพาะบางเมนู หรือบางชนิดที่ต้องการเท่านั้น
2. การเลือกโลตัส และแม็คโคร แทนการเข้าถึงลูกค้าอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีสาขามากกว่า เหมือนกับเอ็มเค สุกี้ ที่ใช้เป็นช่องทางบุกตลาด Ready to Cook เป็นหนึ่งในแนวทางที่ทำให้แบรนด์ทดลองตลาดผ่านสเกลสาขาที่น้อยกว่าได้เป็นอย่างดี
ซึ่งสิ้นปี 2567 โลตัส มีสาขาในประเทศไทยรวมทุกแพลตฟอร์ม 2,483 สาขา และแม็คโคร 165 สาขา ถือเป็นจำนวนสาขาที่มากพอในการกระจายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคในช่วงเริ่มต้นเปิดตลาด
ตลอดจนโลตัสและแม็คโครมีแผนกตัดแต่งผักบรรจุแพ็กเกจ ทำให้แบรนด์สามารถส่งเพียงน้ำปรุง น้ำซุป น้ำจิ้ม ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ ให้โลตัสและแม็คโครเป็นผู้จัดผักตามเซตเพื่อแพ็กจำหน่ายได้ เพื่อความสดใหม่ของชุดผัก ลดภาระการเน่าเสียของผักในแพ็กที่มีอายุบนเชลฟ์ได้ไม่นาน และตัดขั้นตอนการสร้างครัวกลางของตัวเองเพื่อแพ็กอาหารส่งให้จำหน่ายทั้งหมด
อย่างเช่น เซ็น กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ ตำมั่ว ให้ข้อมูลว่าส่งน้ำส้มตำให้กับโลตัสและแม็คโครเท่านั้น ส่วนชุดผักในส้มตำ และการกำหนดราคาเป็นหน้าที่ของโลตัสและแม็คโคร เป็นผู้กำหนด

3. สำหรับโลตัสและแม็คโคร การร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับตำมั่วและสุกี้ตี๋น้อย เป็นหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างความหลากหลายของสินค้าที่จำหน่าย และดึงดูดผู้บริโภคให้มาจับจ่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การลงเล่นตลาด Ready to Cook ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่มีทั้งโอกาสในการขยายรายได้ และการเข้าถึงฐานลูกค้าในความถี่ที่เพิ่มขึ้น และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่
บนความท้าทายที่ทั้งสองแบรนด์ต้องเผชิญ เช่น แบรนด์ตำมั่ว ที่อาจจะต้องแข่งขันกับร้านส้มตำใกล้บ้านที่สามารถหาซื้อได้ง่ายกว่า และสุกี้ตี๋น้อยที่มีความท้าทายจากราคาจำหน่ายที่ผู้บริโภคหลายคนนำไปเปรียบเทียบกับราคาบุฟเฟต์ที่ตี๋น้อยให้บริการที่ร้าน เป็นต้น
ส่วน Ready to Cook ของทั้งสองแบรนด์จะขายได้ดีแค่ไหน ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสิน
–
