แม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีอาหารฟิวชันและเมนูที่ถูกสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่อาหารดั้งเดิมจากประเทศต้นกำเนิดต่าง ๆ ก็ยังคงครองใจผู้คนทั่วโลกอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นซูชิจากญี่ปุ่น พาสต้าจากอิตาลี หรือแกงมัสมั่นของไทย

เนื่องจากรสชาติของอาหารดั้งเดิมเหล่านี้ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไมอาหารดั้งเดิมจึงมีเสน่ห์ที่ไม่มีวันจางหาย?

นั่นเป็นเพราะอาหารเป็นสื่อกลางของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ อาหารดั้งเดิมไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่คนเรารับประทานเพื่อความอิ่ม แต่ยังเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละภูมิภาคอีกด้วย


อย่างซุปมิโซะของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานนับพันปี โดยเชื่อกันว่าซุปมิโซะเข้ามาในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 6 หรือ 7 โดยพระภิกษุจากจีนในรูปแบบของอาหารที่เรียกว่า Hishio (ฮิชิโอะ) ซึ่งเป็นเหมือนกับซอสที่มีส่วนผสมของถั่วเหลืองและเกลือ

ปัจจุบันซุปมิโซะเป็นหนึ่งในอาหารที่บริโภคบ่อยที่สุดในญี่ปุ่น โดยประมาณสามในสี่ของประชากรชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานซุปมิโซะอย่างน้อยวันละครั้ง ส่งผลให้เมนูนี้กลายเป็นหนึ่งในอาหารประจำวัน

หรือเทมปุระของญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดจากอาหารทอดของโปรตุเกสที่เรียกว่า fritura (ฟริตูร่า) ซึ่งนำเข้ามายังญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ และได้รับการพัฒนาให้เป็นสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของญี่ปุ่น

หรือแม้แต่อาหารไทยที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมจากหลายชาติ เช่น พริกที่นำเข้ามาจากโปรตุเกสในสมัยอยุธยา ส่งผลให้อาหารไทยมีรสชาติเผ็ดร้อนและหลากหลาย

จึงสามารถกล่าวได้ว่าอาหารดั้งเดิมเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยสูตรอาหารและวิธีการปรุงถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้รสชาติและกลิ่นของอาหารเชื่อมโยงคนเรากับมรดกของบรรพบุรุษ

นอกจากนี้ อาหารดั้งเดิมยังมีความผูกพันทางอารมณ์และความทรงจำอีกด้วย เช่น การรับประทานอาหารกับครอบครัวในเทศกาลสำคัญ หรือเมนูที่คุณแม่ทำให้ทานตอนเราป่วย ความทรงจำเหล่านี้สร้างความผูกพันทางอารมณ์กับอาหารดั้งเดิม ทำให้เรายังคงโหยหาและต้องการสัมผัสรสชาติเหล่านั้นอยู่เสมอ


ยิ่งไปกว่านั้น อาหารดั้งเดิมยังมีความเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เพราะมักมีส่วนผสมไม่มาก แต่เน้นวัตถุดิบคุณภาพและวิธีการปรุงที่พิถีพิถัน

อย่างพาสต้าอิตาเลียนที่มักใช้วัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง เช่น แป้ง ไข่ และน้ำ แต่การนวดแป้งและการต้มเส้นพาสต้าให้ได้ความเหนียวนุ่มที่พอดีต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ หรือซุปมิโซะของญี่ปุ่นที่ใช้องค์ประกอบหลักเพียงไม่กี่อย่าง เช่น มิโซะ เต้าหู้ และสาหร่าย แต่การปรุงให้ได้รสชาติกลมกล่อมต้องอาศัยความชำนาญ ซึ่งความเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนี้ทำให้อาหารดั้งเดิมมีเสน่ห์ที่ยากจะเลียนแบบ

แม้ว่าอาหารดั้งเดิมจะมีรากฐานจากวัฒนธรรมเก่าแก่ แต่ก็สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ เช่น อาหารญี่ปุ่นในยุคเมจิที่ผสมผสานอาหารตะวันตก เช่น แกงกะหรี่คัตสึ หรือไข่เจียวสอดไส้ข้าวผัด เพื่อให้เข้ากับรสนิยมคนญี่ปุ่นในขณะนั้น

หรือในอาหารไทยที่นำวัตถุดิบและวิธีการปรุงจากต่างชาติเข้ามาผสม เช่น พริกจากโปรตุเกส หรือการผัดแบบจีน แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์รสชาติไทยไว้ได้ การปรับตัวนี้ทำให้อาหารดั้งเดิมยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ อาหารดั้งเดิมมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของชาติ เช่น ซูชิที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น พาสต้าที่เป็นตัวแทนของอาหารอิตาลี หรือแกงมัสมั่นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก สัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้อาหารดั้งเดิมได้รับการส่งเสริมจากทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น


ในยุคที่ผู้คนใส่ใจความยั่งยืน อาหารดั้งเดิมที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและวิธีการปรุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะยิ่งได้รับความสนใจ เช่น อาหารพื้นบ้านภาคใต้ของไทยที่ใช้องค์ประกอบท้องถิ่น เช่น ปลาและสมุนไพร โดยสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน การอนุรักษ์อาหารดั้งเดิมไม่เพียงช่วยรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังส่งเสริมความยั่งยืนในด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมด้วย

รสชาติดั้งเดิมคือรากฐานของวัฒนธรรม

อาหารดั้งเดิมไม่ใช่แค่เมนูที่อร่อยหรือคุ้นลิ้นเท่านั้น แต่เป็นรากฐานของวัฒนธรรม ความทรงจำ และวิถีชีวิตของผู้คน การรักษาและส่งเสริมอาหารดั้งเดิมจึงเป็นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของสังคม


เรื่อง : ภริดา มุทิตาภรณ์


ที่มา: