สหรัฐอเมริกาเผชิญความเสี่ยง “ชัตดาวน์” ของรัฐบาลกลาง หลังการเจรจาระหว่างทำเนียบขาว พรรคเดโมแครต และรีพับลิกันยังไร้ข้อสรุป โดยหากไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณได้ภายในเวลา 00.01 น. วันพุธตามเวลาท้องถิ่น หน่วยงานรัฐบาลกลางจะเริ่มขาดงบประมาณและต้องปิดทำการ
ผลกระทบโดยตรง
การชัตดาวน์จะทำให้หน่วยงาน รัฐบาล พิพิธภัณฑ์ และอุทยานแห่งชาติปิดชั่วคราว ข้าราชการกลางราว 900,000 คน หรือ 40% ของแรงงานทั้งหมดต้องถูกพักงาน (furlough) โดยไม่ได้รับเงินเดือน แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ยังต้องปฏิบัติงาน เช่น ทหารและเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน ก็จะถูก “แช่แข็งเงินเดือน” ชั่วคราว ขณะที่การจ่ายเงินประกันสังคม (Social Security) และ Medicare จะยังดำเนินต่อไป แต่มีโอกาสล่าช้า
แรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจ
หนึ่งในผลเสียสำคัญคือการเลื่อนการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานจากสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ที่มีกำหนดเผยแพร่วันที่ 3 ตุลาคม รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อและค่าจ้าง ซึ่งถือว่าจำเป็นต่อการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีทิศทางไม่ชัดเจน
ตลาดการเงินในอดีตมักรับมือกับชัตดาวน์ในเชิง “ไม่หวั่นไหว” เช่น ดัชนี S&P 500 ช่วงชัตดาวน์ 35 วันในปี 2018-2019 กลับปรับขึ้น 10% หลังผ่านพ้นไป แต่สถิติพบว่า ค่าเงินดอลลาร์มักอ่อนค่าลงในช่วงเริ่มต้นชัตดาวน์ ซึ่งปีนี้ยิ่งกดดันเพิ่มเติมจากนโยบายกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนทางการคลัง
แรงงาน-การเติบโต
สำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินว่า การชัตดาวน์รอบปี 2018-2019 ส่งผลให้จีดีพีหดตัวราว 0.02% จากการหยุดทำงานของแรงงานและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ครั้งนี้นอกจากแรงงานราว 900,000 คนต้องหยุดงานแล้ว ยังซ้ำเติมตลาดแรงงานที่ชะลอตัว โดยเฉพาะเขตใกล้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เช่น เวอร์จิเนียและแมริแลนด์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชการและผู้รับเหมาจำนวนมาก
มิติการเมืองและความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
แม้โดยปกติเมื่อชัตดาวน์สิ้นสุด แรงงานจะได้รับเงินย้อนหลัง แต่ครั้งนี้รัฐบาลภายใต้การผลักดันของรัสเซล วอตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) อาจใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสลดขนาดราชการ โดยเสนอให้ปลดพนักงานที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ “รายจ่ายไม่บังคับ” (discretionary spending) ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
นักวิเคราะห์เตือนว่า แม้กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจโดยตรงในการเลิกจ้างระหว่างชัตดาวน์ แต่การดำเนินการที่รวดเร็วของฝ่ายบริหารอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบัน ก่อนที่ศาลจะตัดสินได้ทันการณ์
สรุป
การชัตดาวน์ครั้งนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งในแง่ข้อมูลเศรษฐกิจ การบริโภคของแรงงาน และความเชื่อมั่นตลาด แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่รุนแรงเท่ากับความวุ่นวายทางการเมือง แต่ก็สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบการบริหารงบประมาณสหรัฐฯ ที่อาจถูกใช้เป็น “อาวุธการเมือง” มากขึ้นในอนาคต.
