ในยุคที่ทุกคนแชร์ทุกอย่างได้ในไม่กี่วินาที นักการตลาดต่างพยายามสร้าง “เสียงฮือฮา” ให้แบรนด์กลายเป็นที่พูดถึง แต่ไม่ใช่ทุกเสียงจะเหมือนกัน เพราะเบื้องหลังของ Buzz Marketing, Viral Marketing และ Word-of-Mouth มีความแตกต่างทั้งในเจตนา กลยุทธ์ และผลลัพธ์

1.Buzz Marketing — จุดไฟ ความฮือฮาให้คนอยากพูดถึง

Buzz Marketing คือกลยุทธ์ที่ตั้งใจ “จุดกระแส” ให้คนพูดถึงแบรนด์ในระยะเวลาสั้นๆ มักอาศัยความแปลกใหม่ ฉีกกรอบ หรือสร้างอารมณ์ร่วมบางอย่าง เช่น ความเซอร์ไพรส์ ความฮา หรือความตื่นเต้น เช่น แคมเปญ “Share a Coke” ของโคคาโคล่า ที่ให้ผู้บริโภคหาขวดชื่อของตัวเอง — นี่คือการ “สร้าง Buzz” ให้แบรนด์กลายเป็น Talk of the Town

2.Viral Marketing — ปล่อยไวรัสแห่งการแชร์ให้แพร่กระจายเอง

Viral Marketing คือการสร้างคอนเทนต์ที่คนอยาก “แชร์ต่อ” โดยธรรมชาติ เหมือนไวรัสที่แพร่จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง จุดต่างจาก Buzz Marketing คือ Viral เน้น “การแพร่กระจายของเนื้อหา” ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น คลิปโฆษณาที่ทั้งตลกและซึ้งจนแชร์กันทั่วโลก หรือคอนเทนต์ที่มีพลังทางอารมณ์จนคนรู้สึกต้องส่งต่อโดยไม่ถูกขอให้ทำ

3.Word-of-Mouth — พลังปากต่อปากจากความจริงใจ

Word-of-Mouth คือการบอกต่ออย่างเป็นธรรมชาติจากผู้บริโภคที่ “พอใจในประสบการณ์จริง” ไม่ใช่การสร้างกระแสแต่คือผลลัพธ์ของประสบการณ์ดีๆ เช่น ร้านอาหารที่ลูกค้าประทับใจจนกลับไปบอกเพื่อน หรือบริการออนไลน์ที่คนแชร์เพราะรู้สึกอยากแนะนำ — จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุด เพราะมาจาก “ความเชื่อใจ” ไม่ใช่ “กลยุทธ์”

สรุปสั้นๆ แบบการตลาด 101:

  • Buzz Marketing → “จุดกระแสให้พูดถึง”
  • Viral Marketing → “ทำให้แชร์กันต่อ”
  • Word-of-Mouth → “ให้คนพูดถึงเพราะของมันดีจริง”

ตัวอย่างการประยุกต์ในไทย

  • Buzz: ร้านอาหารเปิดตัวเมนูใหม่สุดแปลก “ไอติมรสพริกเกลือ” สร้างไวรัลชั่วข้ามคืน
  • Viral: คลิปโฆษณาของแบรนด์เสื้อผ้าไทยที่เล่นกับอารมณ์จนแชร์ทั่ว TikTok
  • Word-of-Mouth: คาเฟ่เล็กๆ ที่บริการดีจนลูกค้ากลับมารีวิวใน Pantip เองโดยไม่มีใครจ้าง

คู่มือสร้าง Buzz Marketing ฉบับ การตลาด 101”
ให้แบรนด์กลายเป็น Talk of the Town อย่างมีชั้นเชิง

1.จุดชนวนด้วย สิ่งไม่คาดคิด” (Surprise Element)
Buzz ต้องเริ่มจาก “แรงสะเทือน” ที่ทำให้คนหยุดดู เช่น แคมเปญที่หักมุม โฆษณาที่พูดตรงเกินคาด หรือกิจกรรมที่ทำให้ผู้คนตั้งคำถามว่า “นี่มันอะไรกันแน่?” ยิ่งคาดไม่ถึง ยิ่งมีโอกาสเกิดการพูดถึง เช่น แบรนด์อาหารที่ปล่อยเมนูสุดแปลก หรือคอนเทนต์ที่ทำให้คนแชร์เพราะอยากให้เพื่อนเห็น

2.สร้างอารมณ์ร่วมให้คนรู้สึก (Emotional Hook)
ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่ “ไม่รู้สึก” — Buzz Marketing ที่ดีต้องกระตุ้นอารมณ์ ไม่ว่าจะขำ กลัว ซึ้ง หรือโกรธ จุดร่วมคือ “รู้สึกบางอย่างจนอยากแชร์” เช่น โฆษณาที่โดนใจคนไทย หรือคลิปที่ทำให้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นสังคม

3.ใช้สื่อและ Influencer เป็น ตัวเร่ง” (Amplifier)
Buzz ต้องมีคนเห็น การเลือกช่องทางจึงสำคัญ อาจเริ่มจาก TikTok, X หรือ Facebook แล้วใช้ Influencer ที่มี “เสียง” ในกลุ่มเป้าหมายช่วยขยายกระแส ยิ่งจับจังหวะดีในช่วงที่คนกำลังสนใจเรื่องใกล้เคียง ยิ่งจุดติดเร็ว

4.ปล่อยให้คนร่วมเล่น (Participation is Key)
อย่าคิดว่า Buzz ต้องมาจากแบรนด์ฝ่ายเดียว ยิ่งคนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วม เช่น การติดแฮชแท็ก การทำชาเลนจ์ การสร้างคอนเทนต์ต่อยอด — ยิ่งกลายเป็น “ไฟลามทุ่ง” ที่แบรนด์ไม่ต้องซื้อสื่อเพิ่ม แต่ได้พื้นที่ฟรีจากผู้คนที่อยากเข้ามาเล่นเอง

5.เก็บเกี่ยวจากกระแสให้เป็น (Conversion Strategy)
Buzz ที่ดังแต่ไม่ต่อยอดเท่ากับ “ไฟไหม้ฟาง” ต้องมีแผนรองรับ เช่น เว็บไซต์ที่พร้อมรับทราฟฟิก หรือโปรโมชั่นเฉพาะช่วงที่กระแสยังร้อน เพื่อเปลี่ยนความสนใจเป็นยอดขายจริง

สรุปง่ายๆ:

Buzz Marketing ที่ดี = “จุดไฟด้วยความรู้สึก → เร่งด้วยสื่อ → เก็บเกี่ยวด้วยแผนต่อยอด”

คู่มือสร้าง Viral Marketing ฉบับ การตลาด 101”
ปล่อยคอนเทนต์ให้ระเบิดยอดแชร์เอง โดยไม่ต้องจ้างใครแชร์แทน

1.ใส่ พลังอารมณ์ลงในคอนเทนต์ (Emotional Trigger)
คอนเทนต์ที่คนอยากแชร์ ไม่ได้เพราะมัน “ดี” แต่เพราะมัน “โดนใจ” — ไม่ว่าจะขำจนหยุดไม่ได้ ซึ้งจนร้องไห้ หรือสะเทือนใจจนต้องบอกต่อ ทุก Viral เริ่มจากอารมณ์ เช่น คลิปโฆษณา “Real Beauty” ของ Dove ที่กระตุ้นความมั่นใจ หรือคอนเทนต์ตลกแรงๆ ที่คนแชร์เพราะอยากให้เพื่อนขำไปด้วย

2.ทำให้ง่ายต่อการแชร์ (Shareability by Design)
อย่าปล่อยให้ผู้ชมต้อง “พยายาม” แชร์ Viral ต้อง “แชร์ง่าย-เข้าใจเร็ว” เช่น คลิปสั้นไม่เกิน 60 วินาที มีประโยคจำง่าย มีภาพหรือซาวด์ที่ติดหู และสามารถตัดตอนใช้ต่อได้เอง เช่นมีม หรือชาเลนจ์ เช่น “Ice Bucket Challenge” ที่ทุกคนเล่นตามได้ทันที

3.วางกลยุทธ์เผยแพร่ให้เหมือนโรคติดต่อ (Seeding Strategy)
คอนเทนต์ที่ดีแต่ไม่ถูกปล่อยอย่างมีกลยุทธ์ จะเงียบเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ต้องวางแผนปล่อยให้ “คนกลุ่มแรก” เป็นผู้แพร่กระจาย เช่น ใช้อินฟลูเอนเซอร์เล็กหลายคน (Micro-Influencers) ปล่อยพร้อมกันในเวลาใกล้เคียง เพื่อให้เกิดภาพว่า “ทุกคนพูดถึงเรื่องเดียวกัน”

สรุปง่ายๆ:

Viral Marketing = “คอนเทนต์ที่โดนใจ + แชร์ง่าย + ปล่อยอย่างมีจังหวะ”

คู่มือสร้าง Word-of-Mouth Marketing ฉบับ การตลาด 101”
ให้คนพูดถึงแบรนด์อย่างจริงใจ โดยไม่ต้องจ้างให้พูดแทน

1.สร้าง ประสบการณ์ที่เกินคาด” (Delight Beyond Expectation)
คนจะพูดถึงแบรนด์ก็ต่อเมื่อรู้สึก “ว้าว” มากพอ — ไม่ใช่เพียงเพราะสินค้าใช้ได้ แต่เพราะมันให้มากกว่าที่คิด เช่น ร้านกาแฟที่จำชื่อลูกค้าประจำได้ บริการส่งของที่แนบโน้ตขอบคุณด้วยลายมือเล็กๆ หรือแบรนด์เสื้อผ้าที่ให้บริการหลังการขายเหนือความคาดหมาย สิ่งเล็กๆ เหล่านี้คือเชื้อไฟของการบอกต่อที่แท้จริง

2.ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีคุณค่า (Make Them Feel Seen)
Word-of-Mouth เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภครู้สึกว่า “แบรนด์เห็นฉัน” ไม่ใช่แค่ “ขายของให้ฉัน” เช่น การตอบรีวิวลูกค้าด้วยความใส่ใจ การแชร์โพสต์ของลูกค้าจริงบนเพจ หรือการเชิญลูกค้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคกลายเป็น “ทูตแบรนด์โดยสมัครใจ”

3.ให้เรื่องราวของแบรนด์มีคุณค่าพูดต่อ (Story Worth Sharing)
คนจะไม่พูดถึงแบรนด์ที่ไม่มีเรื่องเล่า — Word-of-Mouth ต้องเริ่มจาก “Story” ที่คนอยากเล่าต่อ เช่น แบรนด์ที่มีที่มาน่ารัก วิธีคิดน่าสนใจ หรือแนวทางธุรกิจที่แตกต่าง เช่น แบรนด์ไทยที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นช่วยชุมชน หรือแบรนด์เครื่องสำอางที่ไม่ทดลองกับสัตว์ เรื่องดีๆ เหล่านี้จะกลายเป็นบทสนทนาที่ผู้บริโภคหยิบไปพูดเองโดยไม่ต้องขอ

สรุปง่ายๆ:

Word-of-Mouth = “ประสบการณ์ดีจริง + ความใส่ใจจริง + เรื่องราวจริง” 🟥


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer