“มุนดิฟาร์มา” เปิดเกมใหม่อีกครั้งหลังครีมอาบน้ำยอดและเจลล้างมือขายพุ่ง ส่ง “เบตาดีน โทรตสเปรย์ และ การ์เกิล” ชิงตลาดดูแลช่องปากและลำคอ ตั้งเป้า 1 ปี มีส่วนแบ่ง 20%
วราวรรณ จันทรสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการแผนกคอนซูเมอร์ บริษัท มุนดิฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “เบตาดีน” กล่าวว่า หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้มีการเปิดตัวครีมอาบน้ำและเจลล้างมือ ซึ่งเป็นการต่อยอดแบรนด์เบตาดีนที่แข็งเกร่งในกลุ่มยาทาแผล โดยตั้งเป้ามีส่วนแบ่ง 10% ภายใน 1 ปี ผ่านไป 4 เดือนมีส่วนแบ่งแล้วกว่า 9% โดยเป็นผลมาจากการกินส่วนแบ่งของเบอร์ 2 และแบรนด์ที่รองลงมา ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าสินค้าได้รับการตอบรับที่ดี
ล่าสุดจึงได้เปิดตัว “เบตาดีน® โทรตสเปรย์” (BETADINE® THROAT SPRAY) มีให้เลือก 2 ขนาด

ได้แก่ ขนาด 15 มิลลิลิตร ราคา 155 บาท และขนาด 25 มิลลิลิตร ราคา 285 บาท และ “เบตาดีน® การ์เกิล” (BETADINE® GARGLE) มีขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 160บาท เพื่อเจาะตลาดดูแลช่องปากและลำคอ โดยเหตุผลที่เจาะตลาดนี้มี 2 ข้อคือ 1.ตลาดมีศักยภาพ เติบโตได้สูงและมีมูลค่าที่สูง และ 2.เป็นตลาดที่ไม่ได้ไกลจากสินค้าหลัก
ความจริงแล้วสินค้าทั้ง 2 ชนิดได้ทำตลาดมาก่อนหน้านี้ 10 ปี ใช้ชื่อว่า “ไอโซดีน” โดยมุนดิฟาร์มาให้ลิขสิทธ์อีกบริษัทไป แต่หลังจากหมดสัญญาจึงได้ดึงกลับมาทำเอง โดยว่าจ้างให้บริษัทเมจิ ฟาร์มาซูติคอลผลิต พร้อมกับอัดการตลาดงบ 70 ล้านบาท โดยใช้ทั้ง Above the line และ Below the Line ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์, สื่อดิจิทัลมีเดีย ฯลฯ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภคไปสู่ในวงกว้าง โดยในเดือนกุมภาพันธ์เตรียมทำ TVC รวมถึงกำลังมองหาพรีเซนเตอร์ที่มีบุคลิกเหมาะกับกลุ่มครอบครัวอยู่ นอกจากนี้ยังได้จัดอบรมให้ความรู้แก่เภสัชกรและผู้ช่วย เพื่อแนะนำสินค้าให้ผู้บริโภค
“ในเมืองไทยเมื่อผู้บริโภคเจ็บคอก็มักจะซื้อลูกอมมาอม แต่บางครั้งก็ไม่หายเพราะมีผลแค่บรรเทา ผู้บริโภคบางส่วนจึงไปหาเภสัชกรเพื่อซื้อยาแทน แต่ยังมีผู้บริโภคบางส่วนที่ไม่อยากกินลูกอมและไม่ต้องการกินยา ทั้งโทรตสเปรย์และการ์เกิลจึงเข้ามาเพื่อปิดช่องวางตรงนี้ โดยชูความเป็นยาที่มีผลในการรักษามากกว่าบรรเทา ซึ่งจากจากแบรนด์อื่นๆในตลาด ตั้งเป้าภายใน 1 ปีจะมีส่วนแบ่ง 20%”
อย่างไรก็ตามในปีหน้ามุนดิฟาร์มาคาดว่า จะมีการเปิดตัวสินค้าอีก 2 ชนิด โดยอาจจะใช้ชื่อแบรนด์ว่า เบตาดีนหรือไม่ใช่ก็ได้ เพราะอยู่ในระหว่างการศึกษาอยู่ ซึ่งปีหน้าได้ตั้งเป้ารายได้เติบโต 100% จาก 400 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท และภายใน 5 ปีจะมีรายได้มากที่สุดในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มบริษัท มุนดิฟาร์มา จากปัจจุบันที่ท้ายตารางเนื่องจากเพิ่งเข้ามาตั้งบริษัทแม่ได้เพียง 5 ปี
ทั้งนี้ตลาดดูแลช่องปากและลำคอมีมูลค่า 750 ล้านบาท แบ่งเป็นแบบลูกอม 350 ล้านบาท โดยกลุ่มนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายอดตกมาโดยตลอด ล่าสุดตกลงไป 11%เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปใช้แบบสเปรย์ที่มีมูลค่ารวม 400 ล้านบาท โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตกว่า 17% ซึ่งในตลาดนี้ผู้เล่นทั้งหมด 5 แบรนด์ โดยมีคามิโลซานเป็นเจ้าตลาด มีส่วนแบ่งตลาด 80%
ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
Related