ในโลกดิจิทัลที่ผู้บริโภคถูกกระตุ้นตลอดเวลา ความกลัวพลาดโอกาส (FOMO) เคยเป็นจิตวิทยาการตลาดที่ทรงพลังที่สุดยุคหนึ่ง แต่เมื่อพฤติกรรมผู้คนเปลี่ยนไปตามยุควิดีโอสั้น การสแกนข้อมูลที่เร็วขึ้น และความเครียดทางเศรษฐกิจยุคนี้ ความกลัวแบบใหม่ก็เกิดขึ้น — จาก FOMO (Fear of Missing Out) กลายมาเป็น FOLO (Fear of Losing Out) ซึ่งมีพลังไม่แพ้กัน และบางสถานการณ์ยิ่งทรงพลังมากกว่า

บทความนี้คือการพาผู้อ่านเข้าใจว่า FOMO ทำงานอย่างไร ทำไม FOLO จึงเกิดขึ้น และนักการตลาดควรใช้สองปรากฏการณ์นี้อย่างถูกที่ ถูกเวลา

FOMO : จิตวิทยาแห่งการ กลัวตกขบวน

FOMO เกิดจากความรู้สึกว่าคนอื่นกำลังได้สิ่งดี ๆ ที่เราไม่มี หรือกำลังสนุกอยู่ในกิจกรรมที่เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง แบรนด์ต่าง ๆ จึงใช้จังหวะนี้ทำการตลาด เช่น โปร Flash Sale, แคมเปญจำกัดเวลา, สินค้าล็อตพิเศษ หรือคอนเทนต์ที่โชว์ว่า “คนอื่นได้แล้วนะ คุณล่ะ?”

FOMO ทำงานเพราะผู้บริโภคมีอารมณ์ผสมระหว่างความเร่งรีบ การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ การตลาดออนไลน์ยุค 2015–2020 จึงถูกขับเคลื่อนด้วยภาพรีวิว, ตัวเลขผู้ซื้อ, และข้อความแบบ Now–Only–Limited เต็มรูปแบบ

แต่เมื่อทุกแบรนด์ใช้ FOMO มากจนล้น ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกเหนื่อยและ “ดื้อยา” ต่อความเร่งด่วนประเภทนี้

FOLO : เมื่อความกลัวไม่ใช่กลัวพลาด แต่กลัว เสียสิทธิ์

หลายปีหลังมานี้ FOMO ค่อย ๆ แปรสภาพสู่ FOLO – Fear of Losing Out จุดต่างคือ FOLO ไม่ได้กระตุ้นด้วยการ “กลัวพลาดเทรนด์” แต่ใช้ความรู้สึก “กลัวเสียสิทธิ์ หรือกลัวจ่ายแพงกว่าคนอื่น” แทน

FOLO เกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคเศรษฐกิจชะลอตัว
คนจะไม่ซื้อก่อน แต่จะดูว่า “คนอื่นได้ดีลอะไร” แล้วกลัวว่าตัวเองกำลัง “เสียเปรียบ” อยู่หรือไม่

จิตวิทยา FOLO จึงทำงานหนักมากกับสิ่งเหล่านี้
ราคาที่ผันผวน เช่น ตั๋วเครื่องบิน, โรงแรม, ประกัน, กล้อง–มือถือ กิจกรรมที่มี Early Bird หรือส่วนลดสมาชิก ดีลคุ้มที่มีให้ “เฉพาะบางกลุ่ม” เช่น เพื่อนชวนเพื่อน, ดีลสำหรับลูกค้าเก่า หรือโปรโมชั่นเฉพาะบนแอป

ความต่างสำคัญคือ
FOMO = กลัวไม่ได้เทรนด์
FOLO =
กลัวเสียเงินเกินจำเป็น

FOLO จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคนี้ที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ทำไมจาก FOMO ถึง FOLO จึงสำคัญต่อการตลาดยุค 2024–2026?

เพราะมันสะท้อนวิวัฒนาการพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน ตั้งแต่การเสพสื่อ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ

  1. ผู้บริโภคยุคนี้ไม่อยากถูกเร่ง แต่ต้องการ “ความชัดเจนของคุ้มค่า”
  2. ผู้คนเปรียบเทียบราคาอย่างเป็นระบบ โดยใช้แพลตฟอร์ม, AI, และโค้ดลด
  3. การแข่งขันในทุกสินค้าเกิดแบบ real-time ทำให้ราคาแกว่งตลอด
  4. ผู้บริโภคมี Mindset แบบ “Why pay more?” มากกว่าการตามเทรนด์

ดังนั้น FOLO จึงกลายเป็นแรงกระตุ้นอันดับต้น ๆ สำหรับสินค้าในกลุ่มท่องเที่ยว, เทคโนโลยี, FMCG แบบแพ็กใหญ่, และ Subscription Service โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ “เช็คราคา” หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แบรนด์จะใช้ FOMO และ FOLO อย่างไรให้ได้ผล?

วิธีการทำงานต่างกัน แต่เสริมกันได้

ใช้ FOMO เมื่อ:

ต้องการให้ผู้บริโภค “เข้ามาหาแบรนด์” อย่างรวดเร็ว เช่น เปิดตัวสินค้าล็อตใหม่ เปิดขายบัตรคอนเสิร์ต เปิดโปรวันเดียว เปิดขายสีใหม่ หรือสร้างกระแสให้คนแห่กันมาคุย

ใช้ FOLO เมื่อ:

ต้องการเพิ่ม Conversion ให้เร็วขึ้น เช่น ทำดีลเฉพาะสมาชิก ราคา Early Bird ราคาพิเศษเฉพาะบนแอป แสดงราคาเปรียบเทียบ หรือบอกว่าคนอื่นประหยัดไปเท่าไรจากดีลนี้

FOMO ดึงคนเข้ามาให้สนใจ
FOLO ทำให้คนตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น
ทั้งสองจึงทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบใน Marketing Funnel

สรุป : จากความกลัวพลาด  แต่กลัวเสียสิทธิ์ คือวิวัฒนาการตามเศรษฐกิจจริง

ในยุคที่ผู้บริโภคมีข้อมูลมากขึ้นและระมัดระวังการใช้เงินมากกว่าเดิม การตลาดที่ใช้เพียง FOMO อาจไม่เพียงพออีกต่อไป นักการตลาดจำเป็นต้องเข้าใจ FOLO ในฐานะพลังใหม่ของการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในโลกที่ราคาเปลี่ยนแบบ Dynamic และผู้บริโภคใช้ AI ช่วยคำนวณความคุ้มค่า

การตลาด 101 บทนี้จึงย้ำว่า
ผู้บริโภคไม่ได้อยาก รีบซื้อ” — เขาอยาก ซื้อแบบไม่เสียเปรียบ

และนั่นคือหัวใจของ FOLO ในยุคการตลาดใหม่ 🔴


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer