ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปสู่โลกเสมือนจริงที่ซับซ้อนและเอไอที่ชาญฉลาดเกือบเท่ามนุษย์เข้าไปทุกที ใครจะเชื่อว่าหน้าจอพิกเซลขาวดำขนาดจิ๋วในรูปทรงไข่จะยังคงครองใจผู้คนมาได้อย่างยาวนาน
ทามาก็อตจิ (Tamagotchi) ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ของเล่นที่มาในยุค 90 แต่มันคือจุดเปลี่ยนหสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทคโนโลยี จากเพียงแค่ผู้ใช้งานสู่ “ผู้ฟูมฟักดูแล” ซึ่งปัจจุบันแฟนๆ เกมกดไอเดียญี่ปุ่นที่ไม่น้อยมองว่าเป็นอุปกรณ์บำบัดและจุดศูนย์รวมของชุมชนคนรักของเล่นย้อนยุคในหลายประเทศ

ทามาก็อตจิที่คิดค้นโดย Bandainamco บริษัทผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่น โดยหลังเปิดตัวในปี 1996 ก็กลายความโด่งดังในยุค 90 เคียงคู่ไปกับวง Spice Girls และของเล่นอย่าง Furby และอีกเพียง 2 ปีครึ่งจากนั้น Bandai ก็ขายทามาก็อตจิได้ทั่วโลกได้แบบถล่มทลายถึงกว่า 40 ล้านเครื่อง จนนำมาสู่การขาดตลาด
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเทรนด์ต่างๆ ที่เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ย่อมต้องตกลงมา โดย ทามก็อตจิ ทยอยเสื่อมความนิยมลงไปเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี 2000 ซึ่งขณะนั้นโลกเริ่มหมุนเข้าสู่ยุคของเกมคอนโซลที่มีกราฟิกสมจริงและโทรศัพท์มือถือที่เริ่มเข้ามามีบทบาท จนทามาก็อตจิถูกมองว่าเป็นเพียง “ของเล่นเด็ก” ที่ตกยุค และค่อยๆ หายไปจากตลาดของเล่น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2004 เมื่อ Bandainamco ตัดสินใจชุบชีวิตทามาก็อตจิ ด้วยรุ่น Tamagotchi Connection ที่มาพร้อมระบบอินฟราเรดเป็นครั้งแรก ทำให้ทามาก็อตจิไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่มันสามารถ “สื่อสารและปฏิสัมพันธ์” กับเครื่องของเพื่อนได้

ต่อมาในปี 2021 และ 2022 ซึ่งโลกอยู่ช่วงล็อกดาวน์ที่ผู้คนออกไปไหนไม่ได้และอยากหากิจกรรมทำฆ่าเวลา ก็ได้ออกรุ่นใหม่ตามมาอีก พร้อมเพิ่มฟังก์ชั่นกล้องถ่ายรูปและอิงกับ BTS วง K-pop ชื่อดัง ตามลำดับ

นี่เป็นการช่วยดึงดูดนักสะสมรุ่นเก่าให้กลับมา พร้อมสร้างฐานแฟนคลับรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเข้าสังคม จนกระทั่งปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลขึ้น รุ่นใหม่อย่าง Tamagotchi Uni มาพร้อมกับ Wi-Fi ทำให้สัตว์เลี้ยงสามารถเข้าไปใช้ชีวิตใน Tamaverse หรือโลกเสมือนร่วมกับผู้เล่นคนอื่นๆ ทั่วโลกได้จริง
จนเมื่อปี 2025 มีรายงานว่า ทามาก็อตจิ คือหนึ่งในของเล่นที่ขายดีสุดในญี่ปุ่น ทั้งที่เศรษฐกิจทรุดและเด็กเกิดน้อยลง โดยลูกค้าของทามาก็อตจิและของเล่นในยุคนี้ก็คือ กลุ่มผู้ใหญ่ใจยังเด็ก (Kidult) และกลุ่ม Gen Z วัยรุ่นในยุคนี้อย่าง Lisa นั่นเอง ซึ่งก็ใกล้เคียงกับสถานการณ์ของตลาดของเล่นในอีกหลายประเทศ เช่น กลุ่มประเทศสหราชอาณาจักร

ดร. เจสสิก้า ลามาร์ นักบำบัดด้านสุขภาพจิตวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ทามาก็อตจิอยู่มาได้ถึง 30 ปี มาจากการที่เป็นของเล่นที่สามารถตอบสนองสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากจะฟูมฟักและดูแลผู้อื่น หรือสิ่งมีชีวิต
ของเล่นชิ้นนี้มอบสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและควบคุมได้ การดูแลสัตว์เลี้ยงดิจิทัลยังนำมาสู่กิจกรรมอันเป็นกิจวัตรประจำวัน ซึ่งช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียด ต่างจากการดูแลสิ่งมีชีวิตจริงๆ ที่ความกดดันสูงกว่า
นอกจากนี้ทามาก็อตจิ ยังสร้างความผูกพันเสมือนจากการเป็นผู้ให้โดยไม่ต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งจนเกินไป และยังสามารถเริ่มใหม่ (Restart) ได้เสมออีกด้วย
ด้าน รพินทรา รัตน์ นักวิชาการด้านจิตวิทยาอีกคน เสริมว่าภารกิจง่ายๆ อย่างการให้อาหารหรือการเล่น ช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกถึง อำนาจในตนเองและความสามารถ ความสำเร็จเล็กๆ ในหน้าจอจิ๋วกลายเป็นพลังบวกในชีวิตจริง
ดังเช่นกรณีของ วิลเลียม มาเนจา ที่ใช้ทามาก็อตจิเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในช่วงเวลาที่สูญเสียคุณยาย โดยเขาพบว่าการดูแลชีวิตเล็กๆ ในจอ ช่วยให้เขาเริ่มหันกลับมาดูแลตัวเองในชีวิตจริงได้อีกครั้ง
เปาลา อันโตเนลลี ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะ MoMA ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ชี้ว่าความฉลาดของทามาก็อตจิคือการผูกพันกับผู้เล่นผ่านพฤติกรรมไม่ใช่แค่กราฟิก

โดยเมื่อมีการเตือนว่าหิวและความต้องการความสนใจของมัน ก็บีบให้ผู้เล่นต้องเกิดพันธะทางใจ ซึ่งต่อมาเป็นรากฐานของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ตั้งแต่ Siri ไปจนถึงสมาร์ทวอทช์ในปัจจุบัน ที่ต่างก็ช่วยให้เราได้ชื่นชมและให้รางวัลกับตัวเอง
ความสำเร็จของทามาก็อตจิสะท้อนผ่านยอดขายที่ทะลุ 100 ล้านเครื่อง และการก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ในปี 2026 ด้วยโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ ทั้งนิทรรศการที่โตเกียวและจับมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Uniqlo หรือวง K-Pop ชื่อดัง

ต่อเนื่องไปถึงกิจกรรมจับคู่แต่งงานให้ทามาก็อตจิในแคนาดาและบาร์ทามาก็อตจิในบางประเทศ หรือแม้กระทั่งการเดินไปยังหลายประเทศเพื่อเก็บสะสมทามาก็อตจิ ของเหล่าแฟนตัวยง
จากทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าสุดแล้ว ความนิยมของทามาก็อตจิไม่ได้เกิดจากความล้ำสมัย แต่เกิดจากความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เพราะมันคือเซฟโซนที่เปิดโอกาสให้เราแสดงความอ่อนโยน และเป็นสะพานที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านกราฟฟิกที่เรียบง่าย-เข้าใจง่าย

ดังนั้นทามาก็อตจิจึงไม่ใช่แค่ของเล่นที่รอวันตาย แต่เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเพียงใด มนุษย์ก็ยังคงต้องการการดูแล การเชื่อมโยงทางใจเป็นพื้นฐานสำคัญเสมอ แม้เป็นแค่ความผูกพันเสมือนที่รีสตาร์ทใหม่กับเกมกดก็ตาม / cnn
