Google Ads Optimization เคล็ดลับลดต้นทุน เพิ่ม Conversion จากผู้เชี่ยวชาญ
ลดต้นทุนยิงแอด เพิ่ม Conversion กับ 4 เคล็ดลับจากผู้มีประสบการณ์ด้าน Google Ads Optimization ให้คุณควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ทำ Google Ads ยังไงให้ต้นทุนถูก แต่ Conversion เพิ่มขึ้น
หลายคนกำลังเจอปัญหายิงแอด Google Ads ค่าคลิกแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่ยอดขายกลับไม่โตตาม ซึ่งการจะลดต้นทุนโฆษณาไปพร้อมกับการเพิ่ม Conversion ทั้งยอดขาย, การลงทะเบียน, หรืออะไรก็ตามที่เราต้องการนั้นเป็นไปได้จริง เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การทำ Google Ads Optimization หรือ การปรับแคมเปญโฆษณาให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น บทความนี้จะมาเปิดเทคนิคที่ต้องรู้ เพื่อเปลี่ยนงบโฆษณาให้กลายเป็นยอดขายที่น่าประทับใจ เอเจนซี่การตลาดออนไลน์อย่าง ANGA (แองก้า) ก็ได้ให้ความเห็นว่า
“จากประสบการณ์ที่เรารับทำโฆษณา Google Ads ให้กับธุรกิจหลากหลายประเภท การทำ Google Ads Optimization เปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้เงินให้มากขึ้นเป็นการใช้เงินให้ฉลาดขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่าค่าคลิกที่ไม่จำเป็นลดลง โฆษณาไปแสดงให้คนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าจริงๆ มากขึ้น และที่สำคัญคือ เราเห็นตัวเลข Conversion ที่เติบโตขึ้นสวนทางกับต้นทุนที่ลดลงด้วยครับ”
แชร์ 4 เทคนิคทำ Google Ads ให้ต้นทุนถูก แต่เพิ่ม Conversion

เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนไปกับการทำโฆษณา Google Ads เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผมได้รวบรวม 4 เทคนิคเด็ดๆ ที่พิสูจน์แล้วว่ามันเวิร์คจริง ช่วยให้คุณควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย หรือสร้าง Conversion ให้กับธุรกิจของคุณได้
1. เลือกใช้ประเภท Keyword ให้เหมาะสม
การเลือกประเภท Keyword ที่ใช้ในการโฆษณา คือด่านแรกและเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและประสิทธิภาพของแคมเปญ Google Ads การทำความเข้าใจและเลือกใช้ประเภท Keyword ให้เหมาะกับเป้าหมายและลักษณะธุรกิจของคุณ ช่วยให้เราควบคุมได้ว่าจะให้โฆษณาไปโผล่ที่หน้าใครบ้าง จึงลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้
- Exact Match (คำค้นหาแบบตรงตัว): เป็นประเภทที่แม่นยำที่สุด โฆษณาจะแสดงเมื่อคนค้นหาคำนั้นเป๊ะๆ หรือใกล้เคียงมากๆ ข้อดีคือได้ลูกค้าคุณภาพสูง โอกาสปิดการขายเยอะ และควบคุมงบง่ายมาก ข้อเสียคืออาจจะเข้าถึงคนได้ไม่เยอะเท่าไหร่
เช่น เราตั้งค่าว่า “รองเท้าวิ่งผู้ชาย” โฆษณาก็จะแสดงเมื่อคนค้นหาคำว่า “รองเท้าวิ่งผู้ชาย”
- Phrase Match (คำค้นหาแบบวลี): อันนี้จะยืดหยุ่นขึ้นมาหน่อย โฆษณาจะแสดงเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำที่มีวลีที่เรากำหนดอยู่ด้วย หรือมีคำที่ใกล้เคียงกันแต่ยังคงความหมายเดิม เหมาะกับการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น แต่ยังคงความแม่นยำในการยิงแอดได้ในระดับหนึ่ง
เช่น เราตั้งค่าว่า “รองเท้าวิ่ง Nike” โฆษณาอาจไปแสดงในคำค้นหาอย่าง “รีวิวรองเท้าวิ่ง Nike” หรือ “ร้านขายรองเท้าวิ่ง Nike”
- Broad Match (คำค้นหาแบบกว้าง): เป็นประเภทที่ครอบคลุมมากที่สุด โฆษณาจะแสดงในทุกคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ Keyword ของเรา ข้อดีคือ เข้าถึงคนได้เยอะมาก แต่ก็เสี่ยงที่จะเสียเงินไปกับคลิกที่ไม่มีคุณภาพ
เช่น เราใส่แค่ “รองเท้าวิ่ง” โฆษณาอาจจะไปโผล่ตอนคนหา “วิธีผูกเชือกรองเท้า” ก็ได้
สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดในการเลือกใช้ประเภท Keyword
- Negative Keywords (คีย์เวิร์ดเชิงลบ): เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยตัดต้นทุนได้ มันคือการบอก Google ว่า เราไม่เอาคำพวกนี้ เป็นการคัดคนที่ไม่ใช่ออกไปตั้งแต่แรก ช่วยประหยัดงบได้มหาศาล
เช่น ถ้าเราขาย “คอร์สเรียนทำอาหาร” เราต้องใส่ Negative Keywords คำว่า “ฟรี”, “หางาน”, “รับสมัคร” เข้าไปเลย เพื่อกันไม่ให้โฆษณาไปแสดงกลุ่มที่ไม่ใช่เป้าหมายของเรา
- Search Intent (เจตนาการค้นหา): ก่อนจะเลือก Keyword ลองถามตัวเองก่อนว่า คนที่พิมพ์คำนี้ เค้าอยากรู้อะไร?
- Informational Intent (หาข้อมูล): “วิธีเลือกรองเท้าวิ่ง”, “รองเท้าวิ่งยี่ห้อไหนดี” คนกลุ่มนี้ยังอยู่ในช่วงหาข้อมูล อาจจะยังไม่ซื้อทันที
- Commercial Intent (หาซื้อ): “ราคารองเท้าวิ่ง Nike”, “ซื้อรองเท้าวิ่ง Asics” คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะซื้อสูงมาก การเลือกใช้ Keyword ที่มีเจตนาใกล้เคียงกับการซื้อ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้ดีขึ้น
2. ติด Conversion Tracking
หากคุณกำลังทำ Google Ads แต่ยังไม่ได้ติดตั้ง Conversion Tracking คุณกำลังพลาดโอกาสสำคัญในการวัดผลและพัฒนาแคมเปญให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะจะทำให้รู้ว่าคลิกไหนที่นำไปสู่การกระทำที่สำคัญ เช่น การซื้อของ, การแอดไลน์, หรือการกรอกฟอร์ม
การไม่มี Conversion Tracking จะทำให้คุณเห็นเพียงจำนวนคลิกและงบประมาณที่ใช้ไป ซึ่งไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์และปรับปรุงแคมเปญเพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่ม Conversion
ข้อมูลที่จะได้เห็น เมื่อติด Conversion Tracking
- Conversion Rate (CR): อัตราการเกิด Conversion เช่น การซื้อสินค้า การกรอกฟอร์ม เทียบกับจำนวนคลิกทั้งหมด เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในการประเมินประสิทธิภาพของโฆษณา
- CPA (Cost Per Acquisition): ต้นทุนต่อการเกิด Conversion แต่ละครั้ง การติดตามค่านี้ช่วยให้คุณควบคุมงบประมาณ และประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนได้
- Website Engagement Rate: ดูได้ว่าคนที่คลิกแอดเข้ามาในเว็บเรา เค้าอยู่ต่อนานแค่ไหน เปิดดูกี่หน้า หากติดตั้งร่วมกับ Google Analytics จะเห็นข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ถ้าคนเข้ามาแล้วกดปิดทันที แสดงว่าหน้าเว็บเราอาจมีปัญหา
- Impression Share: ส่วนแบ่งการแสดงโฆษณาของคุณเทียบกับโฆษณาของคู่แข่งในตลาด
- Click-Through Rate (CTR): อัตราการคลิกเทียบกับการแสดงผล บอกได้ว่าข้อความโฆษณาของเราน่าสนใจแค่ไหน
- Conversion Value และ ROAS (Return on Ad Spend): นี่คือข้อมูลเชิงลึกขั้นสูง เราไม่เพียงแค่นับจำนวน Conversion แต่ยังใส่มูลค่าให้มันได้ด้วย เช่น ลูกค้าซื้อของ 1,000 บาท Conversion นี้ก็มีมูลค่า 1,000 บาท พอมีข้อมูลนี้ระบบจะคำนวณ ROAS หรือผลตอบแทนจากค่าโฆษณาให้ดูเลยว่า เงินที่ลงโฆษณาไป ได้เงินกลับมากี่บาท
- Micro-Conversions: ไม่ใช่ทุก Conversion จะเป็นการซื้อขายเสมอไป คุณยังสามารถติดตามการกระทำอื่นๆ ที่สำคัญได้ เช่น การสมัครรับข่าวสาร, การดาวน์โหลดโบรชัวร์, หรือการกดปุ่มโทร ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่า ลูกค้ากำลังสนใจเราอยู่
3. ปรับ Quality Score ให้สูงขึ้น

Quality Score (QS) หรือคะแนนคุณภาพ คือคะแนนที่ Google ให้กับโฆษณา, Keyword และ Landing Page ของเราครับ ถ้าเราได้คะแนนสูง Google จะรักเราเป็นพิเศษ และรางวัลที่ได้ก็คือ ค่าคลิกที่ถูกลง แม้จะแข่งกับเจ้าอื่นในอันดับเดียวกันก็ตาม จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ Google ใช้กำหนดต้นทุนต่อคลิก (CPC) ของโฆษณา
สูตรการจัดอันดับโฆษณาของ Google คือ:
AdRank = CPCBid × QualityScore
สูตรนี้บอกชัดเจนเลยว่า ต่อให้คู่แข่งประมูลราคาสูงกว่าเรา (CPC Bid สูง) แต่ถ้า Quality Score ของเราสูงกว่ามากๆ เราก็อาจจะได้อันดับโฆษณา (AdRank) ที่ดีกว่าในราคาที่ถูกกว่าได้ครับ การปั้น QS จึงเป็นกลยุทธ์ลดต้นทุนที่ฉลาดสุดๆ
วิธีปั้น Quality Score ให้สูงขึ้น
- เลือก Keyword ที่เกี่ยวข้อง: Keyword, ข้อความโฆษณา และเนื้อหาบน Landing Page ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน อย่าทำแบบที่เลือก Keyword ว่า “รองเท้าวิ่ง” แต่กดเข้ามาเจอหน้าเว็บขาย “รองเท้าแตะ”
- สร้าง Ad Copy ให้ปังจนต้องคลิก (เพิ่ม CTR): เขียนข้อความโฆษณาให้โดนใจ บอกจุดเด่นชัดเจน และมี Call-to-Action ที่กระตุ้นให้คนอยากคลิก
- ใช้ Ad Extensions (หรือ Ad Assets): เพิ่มข้อมูลเพิ่มเติมบนโฆษณา เช่น Sitelinks (ลิงก์ย่อยไปหน้าต่างๆ), Callout (บอกจุดเด่นสั้นๆ), Structured Snippets (บอกประเภทสินค้า/บริการ ข้อมูลเฉพาะเจาะจง) ทำให้โฆษณาของเราดูน่าเชื่อถือและดูโดดเด่นกว่าคู่แข่งได้
- ทำ Landing Page ให้มีคุณภาพ: หน้าเว็บที่คนคลิกเข้ามาต้องโหลดเร็ว เนื้อหาตรงกับที่โฆษณาไว้ และใช้งานง่าย โดยเฉพาะบนมือถือ
- Ad Relevance (ความเกี่ยวข้องของโฆษณา): จัดกลุ่ม Keyword ที่มีความหมายคล้ายๆ กันไว้ใน Ad Group เดียวกัน แล้วสร้างโฆษณาที่พูดถึงเรื่องนั้นโดยเฉพาะ จะช่วยเพิ่มคะแนนส่วนนี้ได้มาก
4. ปรับ Bidding Strategy ให้เหมาะสมกับเป้าหมาย
การเลือก Bidding Strategy หรือกลยุทธ์การประมูลที่เหมาะสม ก็เหมือนการเลือกโหมดการทำงานให้กับ AI ของ Google ครับ ถ้าเราเลือกโหมดได้ถูกกับเป้าหมายและประเภทธุรกิจของเรา AI ก็จะช่วยหาลูกค้าให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Conversion เพิ่มขึ้นโดยยังคงควบคุมต้นทุนได้
ตัวอย่าง Bidding Strategy ที่นิยมใช้ในแคมเปญ
- Maximize Conversions (เน้นจำนวน Conversion สูงสุด): โหมดนี้คือการบอก Google ว่า “เอางบทั้งหมดที่ฉันมีไปเลย แล้วไปหา Conversion มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้” เหมาะกับแคมเปญที่เพิ่งเริ่มและอยากได้ Conversion เยอะๆ โดยยังไม่ซีเรียสเรื่องต้นทุนต่อ Conversion มากนัก
- Target CPA (Cost Per Action) (เน้นควบคุมต้นทุนต่อ Conversion): โหมดนี้เราจะบอก Google ว่า “ฉันยอมจ่ายเต็มที่ X บาท เพื่อให้ได้ลูกค้า 1 คนนะ อย่าให้เกินนี้” ระบบจะพยายามหา Conversion ให้เราในต้นทุนเฉลี่ยที่กำหนด เหมาะกับคนที่รู้แล้วว่าต้นทุนที่รับได้คือเท่าไหร่ และต้องการควบคุมงบอย่างเข้มงวด
- Target ROAS (Return on Ad Spend) (เน้นผลตอบแทนจากค่าโฆษณา): นี่คือโหมดสำหรับสาย E-commerce ซื้อขายบนเว็บไซต์ โหมดนี้เราจะบอก Google ว่า “ฉันอยากได้ผลตอบแทน 500%” (หมายถึงจ่ายค่าแอด 100 บาท ต้องได้ยอดขาย 500 บาท) ระบบจะพยายามหาลูกค้าที่แนวโน้มจะใช้จ่ายเยอะ เพื่อทำ ROAS ให้ถึงเป้าที่เราตั้งไว้
จากประสบการณ์ยิงแอด ผมอยากแนะนำเพิ่มเติมว่า:
- ช่วงเริ่มต้น (ข้อมูลยังน้อย): อาจเริ่มจาก Maximize Clicks หรือ Enhanced CPC เพื่อดึงคนเข้าเว็บและเก็บข้อมูล Traffic ก่อน
- ช่วงเติบโต (มี Conversion สม่ำเสมอ > 30 ครั้ง/เดือน): สามารถเปลี่ยนไปใช้ Maximize Conversions หรือ Target CPA เพื่อให้ AI ทำงานได้เต็มที่
- ช่วงขยายผล (มีข้อมูลมูลค่า Conversion): Target ROAS คือเป้าหมายสูงสุดเพื่อเน้นการทำกำไรอย่างยั่งยืน
ข้อควรระวัง: ทุกครั้งที่เปลี่ยน Bidding Strategy ระบบจะเข้าสู่ช่วงการเรียนรู้ (Learning Phase) ประมาณ 5-7 วัน ในช่วงนี้ประสิทธิภาพอาจจะยังไม่นิ่ง อย่าเพิ่งรีบเข้าไปปรับเปลี่ยนอะไรเร็วเกินไป รอให้ AI เรียนรู้จนเสร็จก่อน
ถึงเวลาทำ Google Ads Optimization อย่างจริงจัง
ทั้ง 4 เทคนิคข้างต้นจะทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาจาก Tracking เพื่อนำไปปรับปรุง Keyword และข้อความโฆษณาเพื่อเพิ่ม QS และเลือกกลยุทธ์การประมูล (Bidding) ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด การทำเช่นนี้จะเปลี่ยนการยิงแอด Google ของคุณจากการใช้จ่ายที่ไม่แน่นอน ให้เป็นการลงทุนที่วัดผลได้ ให้ธุรกิจของคุณใช้งบประมาณทุกบาทอย่างคุ้มค่าที่สุด สอดคล้องกับการทำงานของเอเจนซี่การตลาดออนไลน์อย่าง ANGA (แองก้า) ว่า
“แอดที่ดีต้องมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาครับ ทีมจึงทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าทุกสัปดาห์เพื่อนำฟีดแบคยอดขายมาวิเคราะห์เจาะลึกควบคู่กับประสิทธิภาพของตัวโฆษณา จากนั้นนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาปรับปรุงแคมเปญและวางกลยุทธ์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดล่าสุด”
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
