“เปิดเทอม” เริ่มแล้ว พ่อแม่ทุ่ม 25,000 ล. เพื่อลูก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ มีการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2558 คิดเป็นเม็ดเงินสะพัดกว่า 25,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการวางแผนการใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ร้อยละ 67 ยังมีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม แต่ด้วยการศึกษาของบุตรหลานเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น จึงมีการเตรียมพร้อมจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้เอาไว้โดยงบประมาณส่วนใหญ่มาจากเงินเก็บ/ เงินออม ในขณะที่ผู้ปกครองบางส่วนหันมาปรับพฤติกรรมโดยการประหยัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบางส่วนเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่อาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงเปิดเทอมนี้

การตรึงราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องของบรรดาผู้ประกอบการ น่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองไปได้บางส่วน อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการอาจจะต้องทำกลยุทธ์การตลาดเพิ่มเติม เพื่อดึงดูดกำลังซื้อของผู้ปกครอง โดยอาจจะเน้นไปที่กลยุทธ์ด้านความคุ้มค่าของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องให้แก่กลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มลูกค้าใหม่ หรือการจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ อาทิ การให้สิทธิพิเศษต่างๆ เงื่อนไขการชำระเงิน รวมไปถึงเน้นให้บริการหลังการขาย ซึ่งก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลเปิดเทอมได้เป็นอย่างดี

เปิดเทอมใหญ่ปี 2558 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองที่พำนักอาศัยในกรุงเทพฯ พอสมควร แต่ถึงกระนั้น การศึกษาถือได้ว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคงของบุตรหลานดังนั้น ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังคงวางแผนและทำทุกวิถีทางเพื่อให้บุตรหลานได้มีโอกาสศึกษาต่อ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจ “ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมใหญ่ปี 2558ของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ[1]” ในช่วงระหว่างวันที่17เมษายน– 24เมษายน 2558จากกลุ่มตัวอย่าง400คน ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

สำหรับมุมมองของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเปิดเทอมปี 2558 จากผลการสำรวจพบว่า ในแต่ละเดือนผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ได้มีการจัดสรรค่าใช้จ่าย/ เงินออม เพื่อใช้จ่ายในแต่ละด้าน ซึ่งค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานนั้น มีสัดส่วนนำมาเป็นอันดับสอง (ร้อยละ 17) รองจากค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะค่าอาหารและค่าเดินทาง (ร้อยละ 30) แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านการศึกษาของบุตรหลานค่อนข้างมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการรายได้ของผู้ปกครองในแต่ละเดือนมากพอสมควร

ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ร้อยละ 67 ยังมีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน หรือกลุ่มผู้ปกครองที่มีภาระหนี้สินที่ต้องชำระจากหนี้ที่ได้ก่อไว้ในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า แม้ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบุตรหลาน ดังนั้น ในแต่ละปีก็ยังคงมีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ไว้ให้บุตรหลานในช่วงเปิดเทอมอยู่เสมอ โดยในช่วงเปิดเทอมปีนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่หันไปปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยเลือกที่จะประหยัดหรือลดค่าใช้จ่ายปกติอื่นๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน รวมถึงค่าใช้จ่ายซื้อของใช้ส่วนตัวที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเปิดเทอม

เงินเก็บ/ เงินออม/ เงินที่แบ่งจัดสรรไว้สำหรับค่าใช้จ่ายของบุตรหลาน คือ แหล่งงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของผู้ปกครองเมืองกรุงฯ คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดที่ร้อยละ 82 ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ผู้ปกครองได้มีการเตรียมพร้อมและจัดสรรจากรายได้ตลอดทั้งปี เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงเปิดเทอม ในขณะที่แหล่งงบประมาณอื่นๆ ที่ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ คาดว่าจะนำมาใช้ในช่วงเปิดเทอม ได้แก่ การนำสินทรัพย์ไปจำนำที่โรงรับจำนำ (ร้อยละ 12) เงินจากการเล่นแชร์ (ร้อยละ 12) และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน (ร้อยละ 11) ตามลำดับทั้งนี้ แหล่งงบประมาณของผู้ปกครองบางรายอาจจะเกิดจากหลายแหล่ง เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของบุตรหลาน

 

ปี’58: ภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ช่วงเปิดเทอม “เพิ่มขึ้น”

โดยเฉพาะค่าชุดนักเรียน – ค่ากวดวิชา

ภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานของผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ปี 2558 โดยรวม “เพิ่มขึ้น”: ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากในปีนี้ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ผู้ปกครองเริ่มมีความมั่นใจและตัดสินใจซื้อมากขึ้น หลังจากในปีที่แล้วผู้ปกครองส่วนใหญ่จำกัดงบประมาณและปรับลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลง อาทิ การซื้อเครื่องแบบนักเรียน/ อุปกรณ์การเรียนต่างๆ รวมถึงค่าเรียนกวดวิชา เป็นต้น

 

 ค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น:จะอยู่ที่ค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน ค่าเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะ

ค่าเทอม (ค่าเล่าเรียน) โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนที่ส่วนใหญ่จะปรับค่าเทอมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 5-10 ในขณะที่โรงเรียนรัฐบาล ยังคงได้รับเงินอุดหนุนจากทางภาครัฐ ซึ่งอาจจะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ค่าเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะต่างๆ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากปัจจัยจำนวนนักเรียนที่เรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับเพิ่มราคาค่าเรียนต่อหลักสูตรการเรียน อันเนื่องมาจากต้นทุนการประกอบธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นของโรงเรียนกวดวิชา นอกจากนี้ ภายหลังจากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลกับโรงเรียนกวดวิชาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ส่งผลให้คาดว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ ต้นทุนการประกอบธุรกิจของโรงเรียนกวดวิชาในระยะข้างหน้าอาจจะจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ค่าชุดนักเรียน แม้ว่าผู้ปกครองจะได้รับเงินอุดหนุนจากทางภาครัฐ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในส่วนของชุดนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่ได้มาจากเหตุผลของราคา เนื่องจากปีนี้บรรดาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงตรึงราคาจำหน่ายชุดนักเรียนให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่อาจจะเป็นผลที่เกิดจากจำนวนชุดนักเรียนที่ซื้อในปีนี้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-4 ชุด/คน หลังจากที่ปีที่แล้วได้ลดปริมาณการซื้อลงเหลือเพียง 2-3 ชุด/คน อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองก็ยังคงคำนึงถึงความประหยัดและความคุ้มค่า โดยอาจจะซื้อชุดนักเรียนให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าตัวของบุตรหลานเล็กน้อย เพื่อให้สามารถใส่ได้นานขึ้น

 

ค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้ม ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว: ได้แก่ค่าหนังสือ/ อุปกรณ์การเรียน และค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน

ค่าหนังสือ/ อุปกรณ์การเรียน รวมถึงค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน อาทิ ค่ากิจกรรมพิเศษหลังเลิกเรียน (เช่น เรียนพิเศษ/ สอนเสริมทำการบ้าน เป็นต้น) กิจกรรมระหว่างปีการศึกษา (เช่น ซัมเมอร์แคมป์)

จากแนวโน้มค่าใช้จ่ายเปิดเทอมของผู้ปกครองกรุงเทพฯ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของบรรดาผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ในปีนี้ น่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดกว่า 25,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนของค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชน (ค่าเทอม) และค่าเรียนกวดวิชา/เสริมทักษะ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 70 ของเม็ดเงินสะพัดทั้งหมดในกรุงเทพฯ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้แรงกดดันด้านกำลังซื้อของกลุ่มผู้ปกครองที่มีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังนั้น นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ท้าทายสำหรับบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในช่วงเปิดเทอม โดยเฉพาะธุรกิจจัดจำหน่ายชุดนักเรียน ธุรกิจกวดวิชา/เสริมทักษะ หรือแม้แต่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก

ดังนั้น แม้ว่าการตรึงราคาจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจก็จำเป็นต้องมีการทำกลยุทธ์ทางการตลาดในช่วงเปิดเทอมใหญ่เพิ่มเติมเพื่อดึงดูดกำลังซื้อของผู้ปกครอง เพราะถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจที่น่าจะทำยอดขายได้มากที่สุดของปี โดยผู้ประกอบการอาจจะเน้นไปที่กลยุทธ์ด้านความคุ้มค่าไปสู่ผู้บริโภค ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มลูกค้าใหม่ หรือการจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า อาทิ การให้สิทธิพิเศษส่วนลดต่างๆ และเงื่อนไขการชำระเงิน รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย ซึ่งก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลเปิดเทอมได้เป็นอย่างดี

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer