เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศลำดับต้นๆ ของกลุ่มอาเซียนและในระดับโลกที่ประชากรไปทำงานต่างประเทศกันมากที่สุด โดยมีการประเมินกันว่าเงินที่คนทำงานกลุ่มนี้ส่งกลับบ้านเกิดเพื่อหวังให้ครอบครัวสุขสบายนั้น คิดเป็น 9% ของ GDP ของประเทศเลยทีเดียว
หนึ่งในกลุ่มอาชีพของชาวฟิลิปปินส์ที่เก็บกระเป๋าไปทำงานต่างประเทศมากที่สุดคือ พยาบาล นี่ทำให้พยาบาลฟิลิปปินส์ซึ่งมีทักษะภาษาอังกฤษดีอยู่แล้วและได้รับการฝึกอบรมภายใต้ระบบของสหรัฐฯ เป็นประเทศผู้ส่งออกพยาบาลรายใหญ่ที่สุดของโลก

ทว่าก็มีผลเสียที่ตามมา นั่นคือระบบสาธารณสุขภายในประเทศกลับวิกฤตหลังขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก เพราะเมื่อพยาบาลจำนวนมหาศาลมองว่าวิชาชีพนี้ไม่ใช่เพียงการดูแลผู้ป่วย แต่คือ “ตั๋วสู่ชีวิตที่ดีกว่า”
ปัญหานี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ที่เป็นตัวเงิน แต่สะท้อนถึงโครงสร้างระบบที่บีบคั้นจนคนทำงานแบกรับไม่ไหวอีกด้วย
ราล์ฟ ชิง บุรุษพยาบาลวัย 39 ปี ผู้ทำงานในโรงพยาบาลรัฐมานาน 18 ปี ตัดสินใจลาออกเพื่อไปคว้าโอกาสและรายได้ที่ดีกว่าในสหรัฐฯ โดยเขาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสมองไหลในแวดวงสาธารณสุขของฟิลิปปินส์ที่พุ่งสูงขึ้นหลังยุคล็อกดาวน์
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พยาบาลฟิลิปปินส์มุ่งหน้าสู่ 5 ประเทศหลักจากเหตุผลที่ต่างกันออกไป โดยซาอุดีอาระเบียมาเป็นอันดับ 1 เพราะเปิดรับจำนวนมากและขั้นตอนไม่ซับซ้อน ตามด้วยสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นจุดหมายในฝันที่ให้ค่าตอบแทนสูงสุดและโอกาสถือใบถิ่นที่อยู่ถาวร
อันดับ 3 คือ สหราชอาณาจักร เพราะมีระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ที่มั่นคงและมีสวัสดิการวีซ่าพิเศษสำหรับบุคลากรการแพทย์ ถัดมาคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพราะบ้านเมืองทันสมัยและรายได้ปลอดภาษี
ปิดท้ายด้วยเยอรมนี ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เพิ่งทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนโดยตรง
แรงจูงใจสำคัญคือส่วนต่างของรายได้ โดยพยาบาลในฟิลิปปินส์มีรายได้เฉลี่ยเพียง 40,000 เปโซ (ประมาณ 25,000 บาท) เท่านั้น ขณะที่ในต่างประเทศอาจได้รับสูงกว่าหลายเท่าตัว
นอกจากนี้ ภาระงานก็หนักจนเกินรับไหว โดยพยาบาล 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยถึง 25-50 คน (เทียบกับมาตรฐานที่ควรเป็น 1 ต่อ 3) กลายเป็นปัจจัยที่เร่งการตัดสินใจลาออกหรือย้ายไปทำงานต่างประเทศ
ตามรายงาน State of the World’s Nursing 2025 ระบุว่าโลกต้องการพยาบาลเพิ่มเป็น 35.9 ล้านคนในปี 2030 แต่การกระจายตัวกลับเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง โดยพยาบาล 78% กระจุกตัวในประเทศร่ำรวย
ขณะที่ฟิลิปปินส์เองแม้จะมีพยาบาลทำงานในต่างแดนกว่า 350,000 คน ซึ่งส่งเงินกลับมาประเทศสูงถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 256,000 ล้านบาท) ต่อปี แต่ก็ทำให้พยาบาลในประเทศขาดแคลน
ปัจจุบันมีพยาบาลขาดแคลนสูงถึง 160,000 คน ส่งผลให้โรงพยาบาลท้องถิ่นต้องเผชิญภาวะ “หนึ่งพยาบาลต่อหนึ่งวอร์ด” จนเกิดภาวะหมดไฟไปตามๆ กัน
ด้านรัฐบาลฟิลิปปินส์เลือกที่จะไม่ห้ามพยาบาลเดินทางไปทำงานต่างประเทศ แต่หันมาสร้างแรงจูงใจให้อยู่ต่อ เช่น การปรับเพิ่มเงินเดือนภาครัฐให้ชนะภาคเอกชน การเสนอเงินกู้บ้านและรถ รวมถึงทุนการศึกษาต่อระดับสูง
นอกจากนี้ยังเน้นการทำข้อตกลงระหว่างรัฐ (G2G) กับประเทศอย่างเยอรมนีและออสเตรีย เพื่อให้มีการส่งตัวพยาบาลกลับมาช่วยพัฒนาประเทศหลังทำงานครบกำหนด และปรับหลักสูตรการเรียนให้เน้นการดูแลชุมชนมากขึ้น เพื่ออุดช่องว่างในพื้นที่ห่างไกล
วิกฤตพยาบาลในฟิลิปปินส์คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า ความรักในวิชาชีพนั้นไม่สามารถค้ำจุนชีวิตและรับประกันความกินดีอยู่ดีของครอบครัวได้ ซึ่งหากระบบพื้นฐานยังขาดสวัสดิการที่สมเหตุสมผล การที่พยาบาลเลือกไปทำงานที่ซาอุฯ หรือสหรัฐฯ จึงไม่ใช่การทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน แต่คือการไปแสวงหาโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้ตัวเองและครอบครัว

ดังนั้น ความท้าทายที่แท้จริงของรัฐบาลอาจไม่ใช่การสร้างกำแพงกันไม่ให้พวกเขาไปต่างประเทศ แต่คือการสร้างความมั่นคงทางอาชีพพอที่จะทำให้พวกเขาตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อดูแลคนในบ้านเกิดด้วยความเต็มใจ ซึ่งหากทำสำเร็จ วิกฤตด้านสาธารณสุขและปัญหาขาดแคลนพยาบาลก็จะลดน้อยลงไป / cna
