“เงินซื้อความสุขไม่ได้” หนึ่งในประโยคที่คนไทยได้ยินมาตลอด เวลามีคนพูดถึงความสำคัญของเงิน หรืออีกประโยคที่พูดว่า “คนรวยก็ไม่ได้มีความสุขเสมอไป”
คำถามคือ แล้วความจริงเป็นอย่างไร
เงินซื้อความสุขไม่ได้จริง หรือจริง ๆ แล้วมันซื้อได้ เพียงแต่เราเข้าใจคำว่า “ความสุข” ผิดไป
คำตอบของคำถามนี้อาจไม่ได้อยู่ในปรัชญาชีวิต แต่อยู่ที่งานวิจัยที่ว่า “ความสุข” แต่มันคือการ “การแก้ปัญหา” ได้อย่างราบรื่น
โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Harvard Business School ระบุชัดว่า “เงินอาจไม่ได้ซื้อความสุขแบบตรง ๆ แต่ “มันซื้อชีวิตที่มีความเครียดน้อยลงได้”
ซึ่งสุดท้ายแล้ว ชีวิตที่เครียดน้อยลง…ก็มักทำให้คนรู้สึกมีความสุขมากขึ้นอยู่ดี
จริง ๆ แล้วเงินไม่ได้ซื้อ “ความสุข” แต่มันซื้อ “การแก้ปัญหา”
งานวิจัยของ Jon Jachimowicz ศาสตราจารย์จาก Harvard Business School ชี้ให้เห็นว่า เวลาคนพูดถึงเงินกับความสุข เรามักนึกถึงภาพ บ้านหลังใหญ่ รถหรู ทริปท่องเที่ยวราคาแพง
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เงินทำกับชีวิตคนมากที่สุดไม่ใช่ความหรูหราเหล่านี้ แต่คือการช่วยให้เรา หลีกเลี่ยงความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าฝนตกหนักเงินสามารถทำให้เราเรียก Grab แทนการรอรถเมล์ ไม่มีเวลาทำอาหารเราก็สั่งเดลิเวอรี่ ไปจนถึงเจ็บป่วยกะทันหันถ้ามีเงินเราก็จ่ายค่ารักษาโรงพยาบาลดี ๆ ได้ทันที
เงินจึงทำหน้าที่เหมือน “เบาะกันกระแทก” ของชีวิต มันช่วยให้ปัญหาเล็ก ๆ ไม่กลายเป็นปัญหาใหญ่
หรือพูดง่าย ๆ คือ เงินช่วยให้ชีวิต “ลื่นขึ้น”
คนรวยไม่ได้มีปัญหาน้อยกว่า แต่เครียดน้อยกว่า
หนึ่งในการทดลองของงานวิจัยนี้ ให้คนกว่า 522 คน เขียนไดอารีเป็นเวลา 30 วัน บันทึกว่าในแต่ละวันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์นั้น
รายได้ของผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่ ต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ต่อปี ไปจนถึงมากกว่า 150,000 ดอลลาร์ต่อปี ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างน่าสนใจ คือ จำนวนปัญหาในชีวิต “แทบไม่ต่างกัน”
คนรายได้น้อยและคนรายได้สูงต่างก็เจอเรื่องน่าหงุดหงิดในชีวิตประจำวันพอ ๆ กัน เช่น รถติด งานด่วน ปัญหาครอบครัว หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด แต่ความแตกต่างอยู่ที่ ระดับความเครียดจากปัญหาเหล่านั้น
เพราะ คนที่มีรายได้สูง รู้สึกว่าปัญหาเหล่านั้น “หนักน้อยกว่า” เพราะพวกเขามีเครื่องมือในการแก้ปัญหา และเครื่องมือที่ว่านั้นก็คือ เงิน
เงินให้ “ความรู้สึกควบคุมชีวิตได้”
อีกข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยคือ คนที่มีเงินมากกว่ามักรู้สึกว่าตัวเองควบคุมชีวิตได้มากกว่า
เมื่อเกิดปัญหา พวกเขารู้สึกว่ามีทางเลือก เช่น จ้างคนช่วย จ่ายเงินแก้ปัญหา ซื้อเวลาให้ตัวเอง ในทางจิตวิทยา
ความรู้สึกนี้เรียกว่า Sense of Control ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสุข เพราะเมื่อคนรู้สึกว่า ชีวิตตัวเอง “ยังคุมได้” ความเครียดก็จะลดลงทันที
ปัญหาเดียวกัน แต่คนมีเงินรับมือได้ง่ายกว่า
ในการทดลองอีกชุดหนึ่ง นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมประมาณ 400 คน ลองจินตนาการสถานการณ์ในชีวิต เช่น ไม่มีเวลาทำอาหาร ต้องเดินทางในพื้นที่ที่ขนส่งสาธารณะไม่สะดวก และต้องทำงานที่บ้านในพื้นที่แคบ ๆ กับลูก จากนั้นถามว่า จะจัดการปัญหาอย่างไร
ผลลัพธ์คือ ทุกคนมีแนวโน้มขอความช่วยเหลือจากครอบครัวหรือเพื่อนพอ ๆ กัน
แต่มีความต่างอยู่ข้อหนึ่ง คือ คนที่มีรายได้สูง จะเลือกใช้ “เงิน” เป็นทางออกมากกว่า เช่น เรียกรถแทนการขอเพื่อนมารับ สั่งอาหารแทนการทำเอง หรือ จ้างคนดูแลเด็ก
นั่นหมายความว่าเงินช่วยลด “ภาระทางสังคม” ด้วย เพราะไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา
ในตอนท้าย Jon Jachimowicz บอกว่า ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ ว่าเงินทำให้เรามีความสุขมากขึ้นแค่ไหน แต่คือ เงินช่วยปลดปล่อยเราออกจาก “ความกังวล” ได้มากแค่ไหน
เพราะในชีวิตจริง ความสุขไม่ได้เกิดจากช่วงเวลายิ่งใหญ่เสมอไป แต่มักเกิดจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ไม่ต้องเครียดกับปัญหาเล็ก ๆ ทุกวัน รู้สึกว่าชีวิตยังพอควบคุมได้
และถ้ามองในมุมนี้ คำถามที่ว่า “เงินซื้อความสุขได้ไหม” อาจต้องเปลี่ยนใหม่เป็น เงินซื้อชีวิตที่เครียดน้อยลงได้ไหม
เรามาตั้งใจทำงาน หาเงินเพื่อซื้อชีวิตที่เครียดน้อยลงกันเถอะ
