ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่กำลังได้รับความสนใจในตลาดสินค้าดูแลความงาม (Beauty) ปลายไตรมาสแรกปี 2026 สำหรับการควบรวมกิจการระหว่าง Estee Lauder กับ Puig กลุ่มทุนของตระกูลมหาเศรษฐีสเปน โดยหากปิดดีลได้จะเกิดเป็นยักษ์บิวตี้แบรนด์ใหม่ที่มีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท)

ขณะเดียวกันดีลนี้ยังทำให้ Estee Lauder กลับมาเป็นที่สนใจ เพราะนี่คือแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานซึ่งคนทั่วโลกต่างก็รู้จักดีแม้ไม่ได้ใช้เครื่องสำอางก็ตาม ทว่าปัจจุบันกลับเผชิญวิกฤตจนต้องหาทางเสริมสภาพคล่องผ่านการควบรวมกิจการ

Estee Lauder ก่อตั้งโดยคู่สามี-ภรรยาตระกูล Lauder ซึ่งชื่อบริษัทกับชื่อแบรนด์มาจากการนำชื่อของภรรยากับนามสกุลของสามีมารวมกัน และต่อยอดมาจากความใฝ่รู้ รักสวยรักงาม รวมถึงหัวคิดในการทำธุรกิจของฝ่ายภรรยา

ย้อนไปก่อนที่จะเกิดแบรนด์ Estee Lauder ขึ้น Estee ยังเป็นเพียง หนึ่งในลูกหลายคนของครอบครัวใหญ่ที่อพยพมาจากแถบยุโรปตะวันออกเข้าสู่สหรัฐฯ โดยเธอได้เริ่มสัมผัสโลกธุรกิจผ่านการช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างของครอบครัว

เมื่อเติบโตขึ้นความสนใจในธุรกิจของ Estee ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย แต่ธุรกิจที่เธอสนใจจริงๆ กลับเปลี่ยนไปเป็นเครื่องสำอางของลุงที่ต่อยอดมาจากความเป็นนักเคมีของเขา

ความสนใจดังกล่าวและความรักสวยรักงามทำให้ Estee อยากตั้งบริษัทเครื่องสำอางของตัวเองขึ้น ซึ่งก็กลายเป็นจริงในปี 1946 แต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเธอกับสามีก็เผชิญบททดสอบมากมาย ทั้งการตั้งต้นจากสินค้าเพียง 4 ตัว ที่หนึ่งในนั้นคือครีมทาผิว

เธอเคยต้องรอนานถึง 8 ชั่วโมงกว่าจะได้พบฝ่ายขายของห้างสรรพสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อขอให้สินค้าได้เข้าไปวางขาย และต้องรอนานถึง 2 ปีกว่าที่สินค้าจะได้เข้าไปขายในห้าง Harrods ห้างสรรพสินค้าชื่อดังเรื่องของหรูในอังกฤษ นอกจากนี้ในปีแรกของการก่อตั้งบริษัทยังต้องเอาเงินเก็บของครอบครัวไปใช้เพื่อกู้วิกฤตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยทักษะในการทำธุรกิจกับการตลาดของ Estee และการสนับสนุนของ Joseph ผู้เป็นสามี ก็ทำให้ฝ่าวิกฤตในช่วงแรกมาได้ และจากนั้น Estee Lauder ก็เริ่มขยับขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 1967 ตัว Estee ได้รับการยกย่องจากสื่อธุรกิจหลายสำนักในสหรัฐฯ ให้เป็นนักธุรกิจหญิงแถวหน้าของประเทศ

ต่อมาในปี 1968 Evelyn ลูกสะใภ้ของ Estee และภรรยาของ Leonard ลูกชายคนโตของเธอ ก็ได้ร่วมกับแพทย์ผิวหนังตั้งแบรนด์ Clinique ขึ้น ซึ่งภายหลังจะประสบความสำเร็จอย่างมากมาย

ข้ามมาในปี 1982 Leonard ลูกชายคนโตของครอบครัว Lauder ก็รับช่วงต่อการบริหารด้วยการนั่งเก้าอี้ซีอีโอ โดย Leonard ผลักดันให้ Estee Lauder เติบโตอย่างมากทางธุรกิจ ทั้งด้านยอดขายและการขยายแบรนด์ในเครือผ่านการซื้อหลายแบรนด์อย่าง La Mer, MAC และ Bobbi Brown มาไว้ใต้ชายคา จนนำมาสู่การไอพีโอ (IPO) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 1995

จากนั้น Estee Lauder ก็เผชิญทั้งขาขึ้นและขาลงไม่ต่างจากแบรนด์อื่น ๆ แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ Estee Lauder ก็เจอกับขาลงใหญ่อีกครั้ง จากยอดขายในเอเชียที่ตกต่ำลงจากปัญหาค่าครองชีพ และพิษกำแพงภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทำให้วัตถุดิบต่าง ๆ ราคาเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

นอกจากนี้ การลดการเดินทางและลดการซื้อเครื่องสำอางของคนทั่วโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งและพิษเศรษฐกิจ ก็กระทบต่อตัวเลขในการดำเนินธุรกิจของ Estee Lauder

กลางปี 2025 Estee Lauder เจอข่าวร้าย โดยขาดทุนถึง 590 ล้านดอลลาร์ (ประมาณเกือบ 20,000 ล้านบาท) จนต้องประกาศปลดพนักงาน 7,000 คน

จากนั้นสถานการณ์ของยักษ์แบรนด์บิวตี้ที่มีแบรนด์ในเครือกว่า 20 แบรนด์ก็ยังไม่ดีขึ้น จนล่าสุดมีข่าวว่าอยู่ระหว่างการเจรจากับ Puig กลุ่มทุนสเปน เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน และสู้กับ L’Oreal คู่แข่งสำคัญได้สูสีขึ้น 

ส่วนประเด็นที่ต้องจับตาจากนี้คือ ดีลนี้จะปิดได้หรือไม่ และหากดีลสำเร็จลุล่วงแล้ว ฝ่าย Estee Lauder จะมีอิสระในการบริหารมากน้อยแค่ไหน เพราะฝ่าย Puig ที่มีแบรนด์ในเครือมากมาย ก็คงอยากเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจทางธุรกิจเช่นกัน / bbc, cincodias, wikipedia, reuters