สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในปี 2569 กำลังเดินหน้าเข้าสู่สภาวะเปราะบางอย่างหนัก เมื่อข้อมูลล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เผยให้เห็นสัญญาณอันตรายของอัตราการเลิกจ้างในระบบประกันสังคมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่าหากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ยังคงติดหล่มเติบโตต่ำกว่า 2% เราอาจได้เห็นภาพแรงงานไทยต้อง “หลุดเซิร์ฟ” หรือถูกเลิกจ้างเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน ตลอดทั้งปี
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแรงบีบคั้นรอบด้าน ที่ผสมผสานระหว่างภาวะเศรษฐกิจซบเซา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น และการรุกคืบของเทคโนโลยีที่เข้ามาแย่งชิงพื้นที่การทำงานเดิม
เปิดสถิติปี 68 ตกงานสะสมพุ่ง 20%
ย้อนกลับไปดูตัวเลขในปี 2568 พบว่ามีผู้ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคม (ม.33) รวมทั้งสิ้นสูงถึง 531,779 คน ซึ่งเป็นสถิติที่กระโดดขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 20% หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยการตกงานที่ประมาณ 44,315 คนต่อเดือน สอดคล้องกับคาดการณ์ในปี 2569 ที่ตัวเลขจะยังคงยืนระยะอยู่ในระดับ 40,000 รายต่อเดือนอย่างน่ากังวล โดยในจำนวนผู้ที่หลุดออกจากระบบทั้งหมดนี้ พบว่าเป็น แรงงานไทยสูงถึง 94% ขณะที่เป็นแรงงานต่างด้าวเพียง 6% เท่านั้น
5 กลุ่มอุตสาหกรรม “Red Zone” ที่น่ากังวลที่สุด
จากการสำรวจพบว่ากลุ่มธุรกิจที่มียอดการเลิกจ้างสูงสุดคือ ภาคการผลิต ซึ่งครองส่วนแบ่งความเสี่ยงสูงถึง 24% โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าและสินค้าจากจีน ตามมาด้วย ภาคค้าส่งและค้าปลีก ที่ 12% เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศซบเซาและถูกแย่งตลาดจากแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติ
ในขณะที่ ภาคก่อสร้าง มีสัดส่วนการเลิกจ้างที่ 9% จากการชะลอตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์และต้นทุนวัสดุที่พุ่งสูง ส่วนกลุ่ม กิจกรรมทางวิชาชีพ อยู่ที่ 5% ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบจากการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ทำงานแทนคน และปิดท้ายที่ ภาคขนส่งและคลังสินค้า 4% ที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่ผันผวนจากภาวะสงครามในต่างประเทศ
| อันดับ | ภาคธุรกิจ | สัดส่วนการเลิกจ้าง (%) | ปัจจัยกดดันหลัก |
| 1 | ภาคการผลิต | 24% | การทะลักของสินค้าจีน, การเปลี่ยนผ่านสู่ EV, โรงงานปิดตัว |
| 2 | ค้าส่งและค้าปลีก | 12% | กำลังซื้อหดตัว, E-commerce ข้ามชาติแย่งตลาด |
| 3 | ภาคก่อสร้าง | 9% | โครงการอสังหาฯ ชะลอตัว, ต้นทุนวัสดุพุ่ง |
| 4 | กิจกรรมทางวิชาชีพ | 5% | การนำ Generative AI มาใช้ทดแทนงาน Routine |
| 5 | ขนส่งและคลังสินค้า | 4% | ต้นทุนพลังงานจากภาวะสงครามกระทบ Margin |
3 แรงกดดันหลัก “เศรษฐกิจชะลอ-สงคราม-เทคโนโลยี”
ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดคนตกงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากแรงกดดัน 3 ด้านที่เข้ามาปะทะพร้อมกันจนยากจะตั้งตัว
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเรื้อรัง: เมื่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศถูกคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้เพียง 6% – 1.9% ภาคธุรกิจส่วนใหญ่จึงเลิกตั้งความหวังกับการฟื้นตัว และหันมาใช้กลยุทธ์ “ประคองตัวให้อยู่รอด” ด้วยการลดขนาดองค์กรเพื่อรักษาผลกำไร เนื่องจากรายได้จากการขายไม่เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้
- ผลกระทบทางอ้อมจากสงครามข้ามพรมแดน: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่าง อิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลก เมื่อต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนกำไรหดตัว โรงงานและสถานประกอบการหลายแห่งจึงแบกรับภาระค่าจ้างในรูปแบบเดิมไม่ไหวอีกต่อไป
- การรุกคืบของปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ: การเข้ามาของเทคโนโลยีอัจฉริยะเริ่มส่งผลชัดเจนในภาคการผลิตและงานบริการ หรือแม้แต่งานวิชาชีพมากขึ้น เนื่องจากเครื่องจักรมีต้นทุนการจัดการที่ต่ำกว่าแรงงานคนในระยะยาว และยังสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และมีความความแม่นยำสูง
อ้างอิง: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)
https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Info427-Lay-off-FB-2026-03-12.aspx
