ปี 2026 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมหนังฮอลลีวูดของสหรัฐฯ กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลัง “สไปเดอร์-แมน: แบรนด์ นิว เดย์” เป็นหนังฮอลลีวูดเรื่องล่าสุดที่ทำเงินทั่วโลกได้เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33,000 ล้านบาท) ขึ้นไป

โดยถือเป็นเรื่องที่ 4 ต่อจาก “เดอะ ซูเปอร์ มาริโอ แกลแลกซี มูฟวี” “ไมเคิล” และ “ทอย สตอรี่ 5” โดยมี “ดิ โอดิสซีย์” ตามมาเป็นเรื่องที่ 5
ทำให้ในปี 2026 มีหนังฮอลลีวูดทำเงินประสบความสำเร็จในระดับดังกล่าวแล้ว 5 เรื่อง ถือว่ามากสุดตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งโลกติดล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด จนผู้คนต้องอยู่แต่กับบ้าน จนกองถ่ายหนังและธุรกิจโรงหนังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่
สาเหตุหลักที่ทำให้มีหนังกลับมาทำเงินถล่มทลายอีกครั้ง มาจากคนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Z ที่อายุระหว่าง 14-29 ปี ทั่วโลก ซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังในโรงกันมากขึ้น
ข้อมูลในตลาดสหรัฐฯ และแถบอเมริกา ระบุว่า Gen Z คิดเป็น 49% ของผู้ชมวันเปิดตัว “สไปเดอร์-แมน: แบรนด์ นิว เดย์” และ 30% ของ “ดิ โอดิสซีย์” รวมถึงครองสัดส่วนเกือบ 40% ของผู้ชมโรงหนังทั้งหมดในแถบนี้เมื่อปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาถึงปี 2026 ด้วย
สื่อสหรัฐฯ วิเคราะห์อิงทัศนะของผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมของ Gen Z ที่ส่งผลทางธุรกิจอย่าง Zconomy และฝ่ายการตลาดของเอเอ็มซี เชนโรงหนังรายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มองไปในทางเดียวกันว่า
แม้ Gen Z เคยถูกมองว่าไม่ค่อยอยากออกจากบ้านและติดสมาร์ทโฟน แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้เปลี่ยนไป โดยพวกเขาอยากเข้าสังคมและปล่อยวางจากหน้าจอสมาร์ทโฟนมากขึ้น
ประกอบกับมองว่าการเข้าโรงหนังเป็นการผ่อนคลายที่พอเข้าถึงได้ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองและค่าครองชีพแพง จนทำให้ Gen Z กลายมาเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของโรงหนัง
อีกสาเหตุที่ทำให้ Gen Z เป็นกลุ่มหลักที่ซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังในโรงคือ คนส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้มีอาการ FOMO ที่ไม่อยากพลาดอะไรที่กำลังเป็นกระแสและไม่อยากตกเทรนด์
ดังนั้น Gen Z จึงไปดูหนังฟอร์มใหญ่กันในโรงเสมอ และต่อเนื่องไปถึงการไปดูหนังระทึกขวัญทุนสร้างน้อยอย่าง “ออบเซสชัน” และ “แบ็ครูมส์” จนช่วยให้หนังประสบความสำเร็จเกินคาดในปีนี้อีกด้วย
ยังมีอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีหนังหลายเรื่องของฮอลลีวูดทำรายได้แตะหลักพันล้านดอลลาร์ นั่นคือ ค่าตั๋วหนังในปัจจุบันที่แพงขึ้น
ค่าตั๋วเฉลี่ยในโรงปกติของสหรัฐฯ ปรับจาก 9 ดอลลาร์ (ประมาณ 300 บาท) เมื่อปี 2019 เป็น 13.50 ดอลลาร์ (ประมาณ 470 บาท) ในปัจจุบัน และโรงพิเศษปรับขึ้นเป็น 18.22 ดอลลาร์ (ประมาณ 640 บาท) แล้ว
มีการประเมินว่า ตลอดปี 2026 จะเป็นปีที่โรงหนังทั่วโลกกลับมาคึกคักมากสุดในรอบหลายปี เพราะมีประเภทหนังที่หลากหลาย ซึ่งในจำนวนนี้มีหนังฟอร์มใหญ่มากมาย
ส่วนที่สหรัฐฯ อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีที่หนังที่เข้าฉายจะทำเงินแตะหลัก 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 330,000 ล้านบาท)
สำหรับหนัง “สไปเดอร์-แมน: แบรนด์ นิว เดย์” เข้าฉายเมื่อปลายกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีการประเมินว่า อาจเป็นหนึ่งในหนังที่ทำเงินได้มากสุดของปี 2026 ด้วยตัวเลขรายได้ทั่วโลกเมื่อลาโรงสูงถึง 2,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 82,000 ล้านบาท)
ทั้งนี้ “ไททานิค” ที่เข้าฉายเมื่อปี 1997 คือหนังฮอลลีวูดเรื่องแรกที่ทำเงินทั่วโลกแตะหลัก 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33,000 ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน)
โดยมีการคาดกันว่า “ดูน: พาร์ท ทรี” และ “อเวนเจอร์ส: ดูมส์เดย์” ซึ่งจะเข้าฉายช่วงปลายปี อาจเป็นหนังฮอลลีวูด 2 เรื่องต่อไปที่จะทำเงินแตะระดับพันล้านดอลลาร์ของปี 2026 / cnbc
