สิ่งที่เจ้าของร้านทั่วไปอาจคิดต่อคือ เมื่อมีลูกค้ามากขนาดนี้ ทำไมไม่เพิ่มอาหารคาว ทำเมนูให้ครบตั้งแต่มื้อเช้าถึงมื้อเย็น เพื่อเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อหัวและดึงลูกค้าเข้าร้านได้ตลอดทั้งวัน

แต่ After You กลับเลือกเส้นทางการเติบโตที่ต่างออกไป

After You เริ่มต้นจากร้าน Dessert Café ไม่ใช่ร้านอาหารที่มีขนมเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเมนู

ความแตกต่างเล็ก ๆ นี้สำคัญมาก

เพราะหากร้านหนึ่งขายทั้งอาหารคาว เครื่องดื่ม และของหวาน ลูกค้าอาจจดจำร้านนั้นในฐานะ “ร้านอาหาร”

แต่เมื่อ After You เลือกให้ของหวานเป็นพระเอกตั้งแต่ต้น เมนูที่กลายเป็นภาพจำอย่าง Shibuya Honey Toastก่อนจะมีเมนูอื่น ๆ ตามมาในเวลาต่อมา และเมนูใหม่จำนวนมากยังทำหน้าที่เสริมภาพจำเดิมว่า After You คือร้านที่ไปเพื่อกิน Dessert

ในตลาดร้านอาหาร การมีของขายเยอะอาจเพิ่มโอกาสสร้างยอดขาย

แต่ในตลาดของแบรนด์ ความชัดก็มีราคา

After You ใช้เวลาหลายปีสร้างพื้นที่ตรงนั้น ขยายสิ่งที่อยู่รอบความแข็งแรงเดิมออกไปเรื่อย ๆ

ตั้งแต่ปี 2554 บริษัทเริ่มเพิ่มสินค้าซื้อกลับบ้าน เช่น คุกกี้และขนมบรรจุห่อ ขยายช่องทางวางขายเข้าไปในเซเว่น  Turtle Shop บนสถานีรถไฟฟ้า และล่าสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา After You ก็เริ่มบุก Lotus’s

จากร้านขนมที่เคยรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหา วันนี้ After You กำลังเดินออกไปหาลูกค้าในชีวิตประจำวันมากขึ้น

รายได้ของบริษัทจึงไม่ได้มาจากคนที่นั่งกินขนมในร้านเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเอาความแข็งแรงของสินค้าออกไปหารายได้ในช่องทางอื่นได้

จากร้านขนมสาขาแรกที่ เจ อเวนิว ทองหล่อ ในปี 2550 After You ค่อย ๆ เติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2559 ด้วยรายได้ 608 ล้านบาท กำไร 98 ล้านบาท

ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1,632 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 204 ล้านบาท กลุ่ม Dessert Café และ Beverage Shop คิดเป็น 69.1% ของรายได้จากการดำเนินงาน ขณะที่การขายสินค้าและวัตถุดิบ เช่น สินค้าผ่าน Modern Trade และช่องทางอื่น เพิ่มขึ้นมาเป็น 26.65% ส่วนที่เหลือมาจาก Catering & Events, Franchise และรายได้อื่น

อีกจุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ After You ในฐานะแบรนด์ กับ After You ในฐานะบริษัท

เพราะบริษัทไม่ได้ทำธุรกิจขนมหวานอย่างเดียว After You วันนี้ทำธุรกิจหลากหลายกว่าเมื่อเริ่มต้นมาก

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทไม่ได้เอาทุกโอกาสที่มองเห็นมายัดใส่ไว้ในแบรนด์เดียว

บริษัทสร้าง Mikka Coffee Roaster ในตลาดกาแฟ มี Luggaw ในตลาดผลไม้ รวมถึงลงทุนใน Specialty Coffee อย่าง Songwat Coffee Roasters (SCR), Someday in Copenhagen และ Sam Roasters

การเลือกสร้างแบรนด์เฉพาะทางขึ้นมารองรับตลาดแต่ละประเภท ตรงนี้อาจเป็นอีกวิธีคิดที่น่าสนใจของ After You

นั่นคือการขยาย Portfolio โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ After You กลายเป็นทั้งร้านขนม ร้านกาแฟ ร้านผลไม้ และร้านอาหารทุกอย่างอยู่ใต้ป้ายเดียวกัน

ตัวเลขปี 2568 สะท้อนว่า การเติบโตของ After You มีโจทย์ใหม่ที่ต้องรับมือ

แม้รายได้รวมเพิ่มจาก 1,603 ล้านบาท เป็น 1,632 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดจาก 296 ล้านบาท เหลือ 204 ล้านบาท หรือลดลงราว 31% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิลดจาก 18.48% เหลือ 12.50%

ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ผ่าน Modern Trade ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่าการขายผ่านสาขา รวมถึงต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้

 

โจทย์ต่อไปของ After You จึงไม่ใช่แค่ “จะโตอย่างไร” แต่คือ “จะโตอย่างไรให้ยังทำกำไรได้ดี” โดยไม่ทำให้แบรนด์สูญเสียความชัดเจน

เพราะในวันที่ทุกธุรกิจพยายามขายให้ได้มากขึ้น บางครั้งสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ “เรายังขายอะไรได้อีก” แต่คือ “อะไรที่ไม่จำเป็นต้องขาย เพื่อให้ลูกค้ายังจำได้ว่าเราเก่งเรื่องอะไร”

After You จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแบรนด์ที่เติบโตด้วยการเลือกโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองถนัด แทนที่จะพยายามขายทุกอย่างให้กับลูกค้าทุกคน