เมื่อปัญหาหนี้เดินมาถึงชั้นบังคับคดี หลายคนอาจมองว่าโอกาสในการแก้ไขปัญหาเหลือน้อยลง แต่ผลจากการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ล่าสุดกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งอย่างชัดเจนว่า หากเจ้าหนี้และลูกหนี้มีโอกาสกลับมาพูดคุยกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและความเป็นธรรม โอกาสในการหาทางออกร่วมกันยังมีอยู่เสมอ

กรมบังคับคดี ร่วมกับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) และบริษัท วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ จำกัด เผยผลการจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ครั้งที่ 44 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดลพบุรีและจังหวัดสงขลา มีผู้เข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยรวม 1,283 ราย และมีผู้ตอบรับเงื่อนไขการไกล่เกลี่ย 1,170 ราย หรือ 91.19% ของผู้เข้าร่วมทั้งหมด สถิติดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของการจัดงาน หากยังชี้ให้เห็นว่า ลูกหนี้จำนวนมากยังต้องการกลับมาแก้ไขปัญหาทางการเงิน เพียงแต่ต้องการช่องทางและเงื่อนไขที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง 

นายเฉลิมชัย บัวจันอัด รองอธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า “ปัจจุบันยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าหลังศาลมีคำพิพากษาหรือคดีเข้าสู่ชั้นบังคับคดีแล้ว จะไม่สามารถเจรจาหาทางออกได้อีก ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าหนี้และลูกหนี้ยังสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อยุติร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาผ่อนชำระ หรือการกำหนดเงื่อนไขใหม่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของทั้งสองฝ่าย”

“กรมบังคับคดีให้ความสำคัญกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพราะการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย จากประสบการณ์การจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยที่ผ่านมา พบว่าเฉลี่ยมากกว่า 90% ของผู้ที่เข้าสู่กระบวนการสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ สะท้อนว่าเมื่อมีพื้นที่ให้พูดคุยและเปิดโอกาสให้กัน โอกาสในการคลี่คลายปัญหาก็เกิดขึ้นได้จริง”

ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 91% สะท้อนความพร้อมของลูกหนี้ในการแก้ปัญหา

ผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่สะท้อนทิศทางเดียวกันอย่างน่าสนใจ โดยจังหวัดลพบุรีมีลูกค้าเข้าร่วม 799 ราย และตอบรับเงื่อนไขการไกล่เกลี่ย 736 ราย คิดเป็น 92.12% ของผู้เข้าร่วม ขณะที่จังหวัดสงขลามีผู้เข้าร่วม 484 ราย และตอบรับเงื่อนไข 434 ราย หรือคิดเป็น 89.67% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ปัญหาหนี้จะมีความซับซ้อนและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้อง มีคนกลางที่ได้รับความเชื่อถือ และมีช่องทางให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันอย่างเป็นระบบ ลูกหนี้จำนวนมากยังพร้อมกลับมาเผชิญปัญหาและร่วมกำหนดทางออกของตนเอง

นายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ ผู้บริหารสูงสุด สายงานสำนักกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลตอบรับจากการจัดงานครั้งนี้สะท้อนมุมมองสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ในปัจจุบัน ตัวเลขการตอบรับเงื่อนไขกว่า 90% แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ แต่กำลังมองหาทางออกที่สามารถปฏิบัติได้จริงภายใต้ข้อจำกัดของชีวิตในแต่ละช่วงเวลา บทบาทของเจ้าหนี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการติดตามหนี้ แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ”

“ความร่วมมือระหว่างเคทีซีกับกรมบังคับคดีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยสร้าง “พื้นที่เจรจา” ที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรม เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการได้รับชำระหนี้กลับคืน แต่คือการช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็ได้รับการชำระหนี้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย”

จากไกล่เกลี่ยหนี้สู่การสร้างความรู้ทางกฎหมาย

ภายในมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ที่จังหวัดสงขลา ยังมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับการประนอมหนี้และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยวิทยากรจากกรมบังคับคดีและฝ่ายงาน Litigation ของเคทีซี เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และทางเลือกในการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับความสนใจจากคณาจารย์และนักศึกษาคณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทักษิณและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

สำหรับงานมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีครั้งต่อไป จะจัดขึ้นพร้อมกัน 2 จังหวัด ในวันที่ 20 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น และโรงแรมดวงตะวัน จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้สนใจสามารถเข้ารับคำปรึกษาและเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ www.ktc.co.th/mediation โดยจัดเตรียมเอกสารเข้าร่วมงานดังนี้ กรณีไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง: สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า 1 ชุด สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) 1 ชุด กรณีรับมอบอำนาจไกล่เกลี่ยแทน: สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า (รับรองสำเนาถูกต้อง) 1 ชุด  สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) 1 ชุด สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด หนังสือมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2631-3399, 0-2 631-3668