ในวันที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของปี 2569 ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้จ่ายตามกระแสหรือการ “ติดแกลม” (Glamour) มาสู่การใช้เงินอย่างมีสติและเน้นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมากขึ้น

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะน่ากังวลด้วยปัจจัยหนี้ครัวเรือนที่ยังพุ่งสูง แต่ความจริงที่น่าสนใจคือ “คนไทยยังไม่หยุดกินและไม่หยุดเที่ยว” เพียงแต่เกิดปรากฏการณ์ “Downgrade Consumption” หรือการลดระดับการใช้จ่ายลง จากที่เคยเลือกกินหรูหรือเที่ยวไกล ก็เปลี่ยนมาเน้นร้านอาหารระดับกลางและท่องเที่ยวในสถานที่ใกล้เคียงแทน โดยเน้นความคุ้มค่าและความเป็น “Smart Value” เป็นที่ตั้ง

ข้อมูลจาก ทีทีบี (ttb) สะท้อนภาพการเติบโตที่สวนกระแสตลาดอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของ ttb เติบโตมากกว่า 15% ขณะที่ตลาดโตเพียง 1% โดยเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2568 ยอดใช้จ่ายของ ttb พุ่งสูงถึง 21% สวนทางกับตลาดที่หดตัวลง -1%

เมื่อ “สุขภาพ-กิน-เที่ยว” ยังเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้

ยอดการใช้จ่ายที่เติบโตโดดเด่นของ ttb ไม่เพียงแต่สะท้อนปริมาณเงินที่สะพัด แต่ยังสะท้อนถึงการจัดลำดับความสำคัญของคนไทยในยุคปัจจุบันที่เน้นการดูแลตัวเองและการใช้ชีวิตประจำวันให้คุ้มค่ามากขึ้น

  • หมวดสุขภาพและความงาม (เติบโตสูงสุด +20%): ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงและการดูแลตัวเอง เห็นได้จากยอดรูดบัตรในกลุ่มประกัน (เช่น Prudential, AIA, FWD) กลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำ (เช่น ศิริราช, กรุงเทพ, บำรุงราษฎร์) และกลุ่มคลินิกความงาม (เช่น The Klinique, Apex, SLC)
  • หมวดท่องเที่ยวและต่างประเทศ (+15%): แม้จะประหยัดขึ้นแต่การท่องเที่ยวคือการเติมเต็มชีวิต โดยมีการใช้จ่ายผ่านโรงแรม (เช่น Marriott, Hilton) สายการบิน (เช่น การบินไทย, AirAsia) และการจองผ่าน OTA (เช่น Trip.com, Agoda) รวมถึงการเดินทางในประเทศยอดนิยมอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และจีน
  • หมวดร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ต (+13%): เป็นหมวดที่สะท้อนการ “กินกลาง” ได้ชัดเจนที่สุด โดยยอดใช้จ่ายเติบโตในร้านอาหารระดับกลางที่เป็นขวัญใจมหาชน (เช่น Starbucks, MK, Bar B Q Plaza, Fuji) และการซื้อของใช้จำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ต (เช่น Lotus’s, Big C, Makro, Tops)

กาง 4 กลยุทธ์หลัก ttb ปรับตัวเชิงรุกเพื่อครองใจผู้บริโภคยุค “จ่ายอย่างฉลาด”

เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คุณอรพิม ขาวสอาด รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้า Retail Customer Segment and Marketing ทีทีบี ได้เปิดเผย 4 กลยุทธ์หลักที่จะใช้ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตสวนกระแสตลาดได้

1.ขยายฐานลูกค้าผ่านพันธมิตรที่เหมาะสม (Right Partnership): เน้นการจับมือกับแบรนด์ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์และมีความหมายต่อชีวิตประจำวันของลูกค้าโดยตรง เช่น การร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากลอย่าง Disney และร้านค้าวัสดุก่อสร้างอย่าง Global House เพื่อเจาะฐานลูกค้าในวงกว้าง

2.การตลาดเชิงรุกและรับด้วยข้อมูล (Data & AI-driven Marketing): การใช้ข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อให้ธนาคารสามารถนำเสนอสิทธิประโยชน์หรือโปรโมชันได้ “ถูกที่ ถูกเวลา” และตรงใจลูกค้ารายบุคคลมากที่สุด

3.เป็นผู้นำเทรนด์ (First Mover & Trending): มุ่งเน้นการเป็นธนาคาร “เจ้าแรก” ที่ริเริ่มสิทธิประโยชน์ร่วมกับแบรนด์ยอดนิยม เช่น การเป็นเจ้าแรกที่ทำโปรโมชันร่วมกับ ฮาจิบัง ราเมน (กินครบ 500 บาท คืน 88 บาท) ซึ่งเริ่ม 1 เม.ย. 69 นี้ รวมถึงการจับมือกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง Muji และ Xiaomi เพื่อสร้างกระแสและความแตกต่างในตลาด

4.สร้างความคุ้มค่าใน ttb Ecosystem: ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้จ่ายที่คุ้มค่ารอบด้าน เช่น การจัดแคมเปญร่วมกับ Uniqlo มอบเครดิตเงินคืน 10-15% และการออกแคมเปญ “MEGA DEAL” ร่วมกับ Mega Bangna เพื่อมอบความคุ้มค่าแบบ 3 ต่อ ทั้งส่วนลดและ Voucher

เป้าหมายปี 2569 มุ่งสู่ Top 4 ด้วย “Smart Value”

ด้านทิศทางธุรกิจในปี 2569 ttb ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งปีเติบโตแตะ 183,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น +10% YoY และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนการเปิดบัตรใหม่รวม 300,000 ใบ โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลางเป็นหลัก

คุณวีระยุทธ ศัลยประดิษฐ์ เจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์และการตลาดผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร กลุ่มลูกค้าบุคคลระดับกลาง ทีทีบี ระบุว่า หัวใจสำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าคือการมอบความคุ้มค่าที่สัมผัสได้จริง เช่น แคมเปญ “ttb Tasty ออกล่าความอร่อย” ที่ให้เครดิตเงินคืนสูงสุด 300 บาทเมื่อทานครบ 5 ร้านไม่ซ้ำ รวมถึงการมอบเครดิตเงินคืน 50% สำหรับการเดินทางผ่านรถไฟฟ้า MRT เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวัน และจุดขายหลักอย่างการผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน สำหรับทุกยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของแผนการพา ttb ขยับจากอันดับ 5 ขึ้นสู่ Top 4 ผู้นำตลาดบัตรเครดิตที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยยึดมั่นในแนวทางที่ทำให้การเงินของลูกค้าดีขึ้นในทุกจังหวะการใช้ชีวิต