ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าในยุคสมัยใด แต่ละบริษัทต่างก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและแสวงหาการเติบโตในระยะยาว ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ด้วยแล้ว เรื่องนี้ต้องทำอย่างรอบคอบ และทุกครั้งที่เกิดการปรับเปลี่ยนย่อมกลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ล่าสุด Unilever ได้ประกาศแยกปีกธุรกิจอาหารเพื่อไปควบรวมกับ McCormick บริษัทเครื่องปรุงชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งการควบรวมครั้งนี้จะรวมแบรนด์ระดับโลกอย่างซุปก้อน Knorr และมายองเนส Hellmann’s จากฝั่ง Unilever เข้ากับมัสตาร์ด French’s ซอสพริก Cholula และอีกหลายแบรนด์ดังในเครือ McCormick

มีหลายประเด็นที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจ โดยประเด็นใหญ่ที่สุดคือจะทำให้ Unilever มีความคล่องตัวขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในธุรกิจอาหารที่ดำเนินมาเกือบ 100 ปีอีกต่อไป และช่วยให้บริษัทสามารถทุ่มเทเม็ดเงินรวมถึงสรรพกำลังไปยังปีกธุรกิจด้านความงาม (Beauty) ได้อย่างเต็มที่

สำหรับปีกธุรกิจบิวตี้ของ Unilever นั้นได้รวมแบรนด์ดูแลสุขอนามัย (Personal Care) เข้าไปด้วย ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จักดีและมีอยู่แทบทุกบ้านทั่วโลก เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Vaseline และ Pond’s, แชมพู Sunsilk และ Clear, ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย Rexona และ Axe รวมไปถึงยาสีฟัน Closeup 

มีการวิเคราะห์ว่าหลังจากนี้ Unilever คงจะปรับภาพลักษณ์แบรนด์ในกลุ่มบิวตี้ให้มีความหรูหรามากขึ้น เพื่อให้สามารถต่อสู้กับคู่แข่งรายสำคัญอย่าง L’Oréal และ Estée Lauder ได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาคือ นี่เป็นดีลมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท) ที่จะสร้าง “ยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร” ที่มีแบรนด์ใต้ชายคามากมาย ส่วนในด้านการบริหารจัดการนั้น แม้จะใช้ชื่อ McCormick และทีมบริหารส่วนใหญ่มาจากฝั่ง McCormick แต่ทาง Unilever กลับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการสิ้นสุดยุคสมัยของโมเดลธุรกิจแบบ “ครอบจักรวาล” ที่ Unilever ยึดถือมานานเกือบศตวรรษ ซึ่งเป็นผลจากการทยอยลดแบรนด์อาหารต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

ตั้งแต่การขายธุรกิจเนยเทียม (อาทิ แบรนด์ Flora) ในปี 2017 ตามด้วยการขายธุรกิจชาที่มีแบรนด์ดังอย่าง Lipton ในปี 2022 และการแยกธุรกิจไอศกรีมที่มีแบรนด์ Wall’s และ Magnum ออกไปเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา

ท่ามกลางปัจจัยลบมากมายในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งปัญหาวัตถุดิบราคาแพงและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้แบรนด์ดังต้องปรับแผนกลยุทธ์ขนานใหญ่ ดังที่เห็นจากการลดราคาเครื่องดื่มของ Pepsi

การแยกธุรกิจขนมขบเคี้ยวของ Kellogg’s (ซึ่งมี Pringles เป็นแบรนด์ดังและปัจจุบันเป็นของ Marsหรือกรณีของ Kraft-Heinz ที่ตัดสินใจยุติแผนการแยกบริษัท

การควบรวมกิจการระหว่างธุรกิจอาหารของ Unilever และ McCormick ในครั้งนี้ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง พร้อมประกาศให้โลกธุรกิจเห็นว่า ในปัจจุบันการทุ่มทรัพยากรไปในด้านใดด้านหนึ่งอย่างเชี่ยวชาญ อาจมีความสำคัญมากกว่าการเน้นความหลากหลายเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ Unilever ก้าวสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมความงามระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว โดยไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัดในตลาดอาหารอีกต่อไป

ทั้งนี้ Unilever ก่อตั้งในปี 1930 หรือเมื่อ 96 ปี ก่อน จากการควบรวมกันของบริษัทผู้ผลิตเนย Uni ของเนเธอร์แลนด์กับบริษัทผู้ผลิตสบู่ Lever Brothers ของอังกฤษ จึงถือได้ว่าปีกธุรกิจอาหารสำคัญและเป็นครึ่งหนึ่งขององค์กร แต่ด้วยปัญหาในปัจจุบัน จึงได้แยกธุรกิจอาหารออกไป และหันไปเน้นที่ธุรกิจบิวตีัเต็มตัว / theguardian