ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ชื่อของ Kraft Heinz คือยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทกลับต้องเผชิญกับมรสุมรอบด้าน นำมาสู่การประกาศแผนแยกบริษัท ทว่าล่าสุดก็มีเหตุให้ต้องล้มเลิก

ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2025 Kraft Heinz ภายใต้การนำของซีอีโอ คาร์ลอส อบรามส์ ริเวร่า ได้ประกาศแผนแยกบริษัท โดยฝั่งหนึ่งจะเป็นกลุ่มแบรนด์ ซอส และสเปรดทาขนมปัง ซึ่งแบรนด์กลุ่มนี้คือ หลักอย่างซอสมะเขือเทศ Heinz และชีส Kraft
ส่วนอีกฝั่งคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูป และธุรกิจร้านอาหาร เช่น แบรนด์เนื้อสัตว์แปรรูป Oscar Mayer และชุดอาหารกลางวัน Lunchables โดยการตัดสินใจครั้งนี้ทางทีมบริหารเชื่อว่าจะช่วยให้กลับมาทำกำไร
หากกระบวนการทั้งหมดเสร็จจะเป็นจุดจบ 10 ปีของการควบรวมกิจการ ท่ามกลางเทรนด์การแยกบริษัทในอุตสาหกรรมอาหาร หลัง Kellogg Company แตกออกเป็น 2 บริษัท คือ Kellanova และ WK Kellogg ซึ่งต่อมา แบรนด์ดังของบริษัทแรกอย่าง Pringles และบริษัทหลังทั้งบริษัท ก็มาถูก Mars และ Ferrero ซื้อไปอีกตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มีการประกาศแผนแยกตัว ยอดขายของแบรนด์ในเครือ Kraft Heinz กลับดิ่งลงเหวมากกว่าเดิม ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของบริษัทในสายตานักลงทุนดูไม่น่าดึงดูด และกลายเป็นโจทย์ยากที่ทำให้ทีมบริหารต้องกลับพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้งว่า การแยกกันอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ใช่
สตีฟ คาฮิลแลน ซีอีโอคนใหม่ที่ย้ายมาจาก Kellogg มาคุมบังเหียน Kraft Heinz เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คือผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเหยียบเบรก ในครั้งนี้ โดยเขามองว่าท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง การพยายามแยกบริษัทขณะที่พื้นฐานยังไม่แน่นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่มากกว่าเดิม
เขาได้ วิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงและแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ซบเซา ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ ทางเดินสู่การฟื้นตัวนั้นยากกกว่าที่คิด
ดังนั้นจึงควรรวมกันไว้แล้วหันมาปรับโครงสร้างภายในแทน โดยตั้งเป้าอัดฉีดเงินลงทุนกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท) ลงไปในด้านการตลาด การขาย รวมถึงการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แบรนด์ดูทันสมัยและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ความท้าทายที่ Kraft Heinz กำลังเผชิญนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Kraft Mac & Cheese หรือ Velveeta ก็กำลังถูกตั้งคำถามจากผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น
นอกจากนี้ ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงทำให้ผู้บริโภคเริ่มรัดเข็มขัดและหันไปหา สินค้าราคาถูกที่ห้างค้าปลีกผลิตขึ้นเอง หรือ House Brand แทน ดังที่ 3 แบรนด์ขนมขบเคี้ยวดังของ PepsiCo. ถึงขั้นต้องลงมาเล่นเกมราคา

ยิ่งไปกว่านั้น การเกิดขึ้นของยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลก ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการสินค้าประเภทขนมขบเคี้ยวและอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของบริษัทมาโดยตลอด
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า การอัดฉีดงบก้อนใหญ่ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการรีบูตระบบครั้งใหญ่หลังจากที่บริษัทหลงทางอยู่ในเขาวงกตมานานเกือบทศวรรษ นับตั้งแต่การควบรวมกิจการครั้งใหญ่ในปี 2015 ที่นำโดย วอร์เรน บัฟเฟตต์ และกลุ่มทุน 3G Capital
โดย ณ เวลาดังกล่าวเน้นไปที่การลดต้นทุนจนอาจหลงลืมการสร้างความเติบโตในระยะยาว ดังนั้นการกลับมาโฟกัสที่ตัวผลิตภัณฑ์และการสื่อสารกับผู้บริโภคในครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่าแบรนด์เก่าแก่จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ได้หรือไม่

จากทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า การตัดสินใจพับแผนแยกบริษัทของ Kraft Heinz ไม่ใช่เพียงการยอมรับความจริงในวันที่ยอดขายตกต่ำ แต่คือการถอยหลังกลับมาตั้งหลักเพื่อรวบรวมทรัพยากรไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นที่สุด นั่นคือการเอาชนะใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายใต้ความกดดันทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจและเทรนด์สุขภาพ
การทุ่มงบประมาณก้อนโตเพื่อพัฒนาแบรนด์ในครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันสำคัญที่อาจชี้ชะตาว่า ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารจะสามารถกลับมาผงาดได้อีกครั้งหรือไม่ / cnn
