VML ถอดรหัสพฤติกรรมและอารมณ์ร่วมของผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านปรากฏการณ์ “Dysoptimism” ในรายงาน The Future 100: 2026 ชี้เทรนด์สำคัญที่จะพลิกโฉมธุรกิจและวัฒนธรรมโลก

ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายระดับโลก ทั้งจากความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี

ส่งผลให้เกิดแนวคิดทางวัฒนธรรมและปรากฏการณ์ใหม่ในหมู่ผู้บริโภค นั่นคือ “Dysoptimism” (อ่านว่า ดิส-ออป-ติ-มิ-ซึม) ซึ่งเป็นคำที่อธิบายถึงอารมณ์ร่วมของผู้คนที่ยอมรับความมืดมนโดยไม่ยอมแพ้ และมองเห็นโอกาสในการฟื้นฟูเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า

เอเยนซี “VML” (วีเอ็มแอล) ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคจากงานวิจัย “The Future 100: 2026” ฉบับครบรอบปีที่ 12 โดยทำการสำรวจผู้ใหญ่จำนวน 15,639 คนใน 16 ตลาดทั่วโลก เฉพาะคนไทยประมาณ 1,000 คน

ข้อมูลดังกล่าวรวบรวมโดย SONAR™ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของ VML ระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2025 พร้อมเสริมด้วยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกว่า 60 คนทั่วโลก เพื่อถอดรหัสและระบุ 100 เทรนด์ที่กำลังกำหนดทิศทางธุรกิจและวัฒนธรรมในปีนี้

พบว่าผู้บริโภคไม่ได้เพียงแค่รับมือกับความปั่นป่วน แต่กำลังใช้มันเป็นแรงผลักดันสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรากฐานในวิธีการใช้ชีวิต การใช้จ่าย และการเชื่อมต่อ

ปรากฏการณ์ Dysoptimism สามารถมองผ่าน 3 มิติสำคัญที่เป็นตัวอย่างของการปรับตัวที่เกิดขึ้นในใจผู้บริโภค

1.การแสวงหาความรู้แจ้งและความสุขท่ามกลางความทุกข์ยาก (Seeking Enlightenment and Joy)

ผู้คนเริ่มเหนื่อยล้ากับวงจรแห่งความเป็นลบ และกำลังแสวงหาประสบการณ์ที่ยกระดับจิตใจ ให้ความรู้แจ้ง และเปลี่ยนมุมมอง

ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 86% ระบุว่าถูกดึงดูดโดยประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจหรือมอบมุมมองโลกใหม่

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นผ่านกระแสนิยมในการมองหาประสบการณ์เพื่อการเติบโตส่วนบุคคลอย่างลึกซึ้ง เช่น ประสบการณ์ที่ช่วยพลิกโฉมชีวิต และการดูแลสุขภาวะแบบดื่มด่ำเต็มรูปแบบ รวมถึงการใช้เวลาพักผ่อนเพื่อค้นหาตัวตนใหม่ผ่านการเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้นแบบรวบรัด

นอกจากนี้ ท่ามกลางแรงกดดันต่าง ๆ ผู้บริโภคยังหันมาให้ความสำคัญกับ เศรษฐศาสตร์แห่งการให้รางวัลตัวเอง หรือความสุขจากการใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกลายเป็นกลยุทธ์ในการเยียวยาจิตใจให้อยู่รอด แม้ว่าจะต้องลดการใช้จ่ายในด้านอื่นลงก็ตาม

2.AI เติบโตจากเครื่องมือสู่ ‘ผู้ร่วมงาน’ และคนรู้ใจ (AI from Tool to Collaborator)

AI ได้ก้าวเข้ามาเป็นพลังสำคัญทั้งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและเปิดโอกาสใหม่ ๆ โดยผู้บริโภคกำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างความเป็นจริงของตนเองใหม่ผ่านกระแสนิยมการเนรมิตโลกเสมือน และ การสร้างสรรค์จักรวาลแห่งเรื่องราวด้วย AI สิ่งที่น่าสนใจคือ เกือบครึ่ง (49%) ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ กล่าวว่าพวกเขาได้สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับ AI แล้ว

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนผ่านกระแสนิยมยุคแห่งการสร้างสรรค์สิ่งจำลอง และ วิวัฒนาการความสัมพันธ์กับปัญญาประดิษฐ์ ที่แสดงถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ที่ขยับเข้ามาเป็นเพื่อนทางอารมณ์และพนักงานอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงต้องการความโปร่งใส โดยเรียกร้องให้รัฐบาลและแบรนด์สินค้าสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องทักษะการรู้เท่าทันความจริง และสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งถูกปลูกฝังผ่านชุดคำสั่ง

3.ความเชื่อมโยงของ ‘มนุษย์’ ที่แท้จริงยังคงสำคัญสูงสุด (The Importance of Genuine Human Connection)

แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคเหนือความจริง ที่วัฒนธรรมบนโลกดิจิทัลและโลกความเป็นจริงผสานกันอย่างสมบูรณ์จนกระแสขบขันบนอินเทอร์เน็ตสามารถกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่จริงได้ แต่ความต้องการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันกลับยิ่งมีความสำคัญ

ผู้บริโภค 80% ยังคงต้องการพูดคุยกับพนักงานที่เป็นมนุษย์เมื่อต้องตัดสินใจหรือซื้อสินค้า และ 87% ให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่ส่งเสริมความผูกพันและการเชื่อมโยงถึงกัน

ส่งผลให้เกิดการเติบโตของพื้นที่ชุมชนที่เน้นการมีส่วนร่วม เช่น ชมรมสุขภาพเพื่อการเข้าสังคม งานสังสรรค์รูปแบบใหม่ที่ปลอดแอลกอฮอล์ ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะเพื่อการพบปะในย่านต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากกว่าเพียงแค่มุ่งทำยอดขาย

Emma Chiu (เอ็มมา ชิว) และ Marie Stafford (มารี สแตฟฟอร์ด) ผู้อำนวยการระดับโลก VML Intelligence และผู้ร่วมเขียนรายงาน กล่าวว่า “Dysoptimism เน้นย้ำว่า ขณะที่ระบบเก่ากำลังพังทลาย บุคคล ชุมชน และนักสร้างสรรค์กำลังสร้างโซลูชันใหม่ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง นี่คือการออกแบบเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่ปรารถนาให้กลับไปเป็นอดีต”

นอกจากนี้ Naomi Troni (นาโอมิ โทรนี) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดระดับโลกของ VML ได้กล่าวเสริมถึงมุมมองการตลาดว่า “แบรนด์ที่พร้อมจะเป็นผู้นำในปี 2026 คือแบรนด์ที่สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจในโลกความเป็นจริงที่ผสมผสาน และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงมากมายในพฤติกรรมผู้บริโภคเหล่านี้ เราต้องออกแบบเพื่อตอบสนองทั้งด้านที่เต็มไปด้วยความหวังและด้านที่กังวลของผู้บริโภค”

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แบรนด์ที่จะชนะใจผู้บริโภคและสร้างการเติบโตได้ ไม่ใช่แบรนด์ที่พึ่งพาแค่เทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจความรู้สึกของผู้คน สามารถผสมผสานความฉลาดของ AI เข้ากับความเชื่อมโยงแบบมนุษย์ที่แท้จริง และพร้อมที่จะออกแบบอนาคตที่ดีกว่าไปพร้อมกับพวกเขา