หากพูดถึงชื่อ “SALZ” (ซอลส์) ภาพจำแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นรสชาติความเค็มที่เป็นเอกลักษณ์ จนเกิดเป็นวลีติดปากว่า “เค็มแต่ดี”

ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 42 ปีที่ผ่านมา ยาสีฟันแบรนด์นี้ภายใต้การดูแลของบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด สามารถครองใจผู้บริโภคกลุ่ม Gen X และ Gen Y ได้อย่างเหนียวแน่น

แต่ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เบื่อง่าย และไม่ยึดติดกับแบรนด์

แบรนด์ระดับตำนานอย่าง SALZ จึงต้องลุกขึ้นมาปรับตัวครั้งใหญ่ด้วยการรีแบรนด์

เพื่อลบภาพจำเดิมที่อาจดูเป็นผู้ใหญ่เกินไป และก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

นายอลงกรณ์ จารุจารีต ผู้จัดการส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแผนการดำเนินการธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ SALZ ว่า

การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาแพ็กเกจจิ้งแบบฉาบฉวย แต่เป็นการยกเครื่องภาพลักษณ์ใหม่ในทุกมิติ

โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านเชิงสัญลักษณ์ (Visual Identity) ด้วยการปรับโลโก้และตัวอักษรให้ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย และเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น

ภายใต้คอนเซปต์ใหม่ “SALZ พร้อมบวก” ที่แบรนด์ต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นแค่ยาสีฟันรสเค็ม

สู่การเป็นไอเทมที่ช่วยเติมพลังความมั่นใจให้คนยุคใหม่พร้อมลุยในทุกกิจกรรม

เพื่อเป็นการปรับบุคลิกของแบรนด์ (Brand Personality) ให้ดูมีชีวิตชีวาและกระฉับกระเฉงมากขึ้น

ขณะที่ในด้านของตัวผลิตภัณฑ์ SALZ ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 3 ปี เพื่อยกระดับประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

โดยยังคงรักษา Core Value เรื่องความเค็มที่เป็นจุดแข็งเอาไว้ แต่ปรับให้เข้ากับพฤติกรรมคนยุคใหม่ด้วยการนำร่องใน 3 สูตรหลักที่สร้างรายได้ถึง 70% ได้แก่

การผสานส่วนผสมใหม่อย่าง Natural Mineral Peptide เข้ากับฟลูออไรด์ 1500 ppm เอกสิทธิ์เฉพาะของไลอ้อนที่ช่วยเคลือบฟันและป้องกันฟันผุได้ดีขึ้น

พร้อมทั้งตั้งใจปรับแต่งรสชาติให้เปิดรับได้ง่ายกว่าเดิม เช่น สูตรเนเชอรัล พิงค์ ซอลส์ ที่เน้นความอ่อนโยน

หรือสูตรเฟรช มินต์ ที่เน้นความเย็นสดชื่น เพื่อสลายกำแพงความกลัวรสเค็มและดึงดูดให้กลุ่มคนที่ไม่เคยใช้กล้าเปิดใจลอง

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการสลัดภาพจำเดิมคือการปรับวิธีสื่อสารและการเลือกใช้พรีเซนเตอร์

จากเดิมที่มี “หนุ่ม กรรชัย” เป็นตัวแทนของความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ

ในปี 2569 SALZ ได้ดึงตัว “ก้อย อรัชพร” เข้ามาเสริมทัพในฐานะตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีความสดใส มั่นใจ และกล้าแสดงออก

ดังนั้น จึงมองว่าการใช้พรีเซนเตอร์คู่ข้ามเจเนอเรชันนี้จะช่วยสะท้อน DNA ใหม่ของแบรนด์ที่ต้องการเชื่อมโยงคนทุกวัยเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ การใช้กลยุทธ์ Collaboration กับแบรนด์ที่คาดไม่ถึงอย่าง “ชาตรามือ” ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ก็ยังเป็นหมากสำคัญที่ช่วยสร้างกระแสไวรัลและทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกสนุกไปกับแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การขยับตัวครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสมรภูมิผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท

โดยตลาดยาสีฟันครองสัดส่วนใหญ่ที่สุดราว 12,000 ล้านบาท ปัจจุบัน SALZ มีส่วนแบ่งการตลาดในภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 8%

แต่หากเจาะลึกไปที่กลุ่มยาสีฟันดูแลเหงือก (Gum Care) SALZ ถือเป็นเบอร์ 2 ของตลาดด้วยส่วนแบ่งถึง 27%

โดยเป้าหมายสำคัญหลังจากการรีแบรนด์คือการผลักดันส่วนแบ่งในตลาดนี้ให้ขยับขึ้นไปแตะระดับ 35%

รวมถึงการขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Gen Z จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 10% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 20% ให้ได้

ส่วนความท้าทายเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น SALZ เลือกที่จะตรึงราคาเริ่มต้นไว้ที่ 35 บาท เพื่อรักษาฐานลูกค้าและปริมาณการขาย

โดยจะหันมาเน้นการบริหารงบการตลาดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการเจาะกลุ่มเป้าหมายบนช่องทางออนไลน์อย่างแม่นยำแทนการหว่านงบแบบวงกว้าง

ท้ายที่สุด การรีแบรนด์ของ SALZ ในปี 2569 จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจของการนำแบรนด์ระดับตำนานมาปัดฝุ่นใหม่ให้ทันสมัย

ด้วยการทำลายกรอบความสำเร็จเดิมๆ เพื่อเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง