ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ขึ้นมาเป็นเบอร์ต้นๆ ในตลาดสินค้าเทคโนโลยีหลายประเภท ซึ่งหนึ่งในตลาดที่ครองตลาดได้มากสุดคือ โดรน ยืนยันได้จาก ดีเจไอ ของจีนคือแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดโดรนทั่วโลกในปี 2025 สูงถึง 70% 

นี่ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีการใช้โดรนกันอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่การถ่ายภาพ-คลิปวิดีโอของคนทั่วไป การถ่ายทำภาพยนตร์ งานด้านความมั่นคงและตรวจตราของหน่วยงานราชการ และใช้แทนดอกไม้ไฟ ไปจนถึงการเกษตร

ข้อมูลจากทางการจีนระบุว่า เมื่อปี 2025 ตลาดโดรนในประเทศมีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านหยวน (ประมาณ 236,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 33,500 ล้านหยวน (ประมาณ 158,000 ล้านบาท) ของเมื่อปี 2020 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 8.15% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนเห็นว่า การเติบโตดังกล่าวเริ่มจะร้อนแรงเกินไป จนต้องประกาศใช้กฎระเบียบเข้มงวด 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนต้องหันมา “จัดระเบียบ” โดรนคือ ตลาดเทคโนโลยีเพดานบินต่ำ (Low-altitude Economy) ที่ได้แก่ โดรน รถบินได้ และอากาศยานขนาดเล็ก ที่กำลังเติบโต ซี่งในจำนวนนี้โดรนมีการเติบโตมากสุด 

Low-altitude Economy ถูกบรรจุลงในรายงานการทำงานของรัฐบาลและแผนห้าปีฉบับที่ 15 (2026-2030) โดยข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนจีน คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดเทคโนโลยีเพดานต่ำพุ่งแตะ 1.5 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 8 ล้านล้านบาท) ในปี 2025

และมีโอกาสจะพุ่งทะยานเกิน 3.5 ล้านล้านหยวน (หรือประมาณ 17 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 

สาเหตุสำคัญอีกข้อที่ทำให้จีนต้องยกเครื่องกฎหมายโดรนมาจากปัญหาที่เรียกว่า “การบินเถื่อน” (Black Flights) ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้น 

เหตุการณ์โดรนรบกวนสนามบินเฉิงตูในปี 2017 ที่กระทบเที่ยวบินกว่า 100 เที่ยวบิน หรือเหตุโดรนพุ่งชนตึกสูงในเซี่ยงไอ้ปี 2025 เป็นเพียงส่วนน้อยของปัญหาที่ใหญ่กว่า 

มีสถิติระบุว่าเฉพาะในเขตอาคารสูงย่านลูเจียจุ่ยที่เดียว มีเหตุโดรนตกเกิดขึ้นถึง 66 ครั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 

จีนจึงปรับสถานะของการบินเถื่อนให้กลายเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษกักขังสูงสุด 15 วัน ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เพื่อบีบให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบการลงทะเบียนตัวตนและรหัสผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง 100% 

พื้นที่ที่มาตรการจัดระเบียบโดรนใช้อย่างเข้มงวดมากสุดคือ กรุงปักกิ่ง โดยนอกจากเจ้าของต้องลงทะเบียนแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาการขึ้นบิน การซื้อ-ขายหรือเช่าต้องได้รับอนุญาต และการขนส่งโดรนเข้า-ออกมาในเมืองหลวงของประเทศก็ต้องได้รับการอนุญาตด้วยเช่นกัน

บริษัทที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ ดีเจไอ โดยตัวแทนจำหน่ายดีเจไอบางรายเผยว่ายอดขายลดลงเกือบ 50% ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และราคาขายต่อในตลาดมือสองดิ่งลงเกือบครึ่งหนึ่งจากราคาเปิดตัว 

ท่ามกลางการคาดว่าในช่วงเริ่มต้นของการจัดระเบียบนี้ จะฉุดให้ยอดขายดีเจไอ ในจีนลดลงอย่างมาก จนต้องหันไปรุกตลาดต่างประเทศ โดยที่ต้องข้ามตลาดสหรัฐฯ ไปเพราะถูกห้ามจากกฎหมายความมั่นคง 

นอกจากประเด็นความปลอดภัยสาธารณะแล้ว “มิติด้านความมั่นคงของรัฐ” ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดกฎเหล็กนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่โลกได้เห็นบทบาทของโดรนในสมรภูมิรบอย่าง สงครามรัสเซีย-ยูเครน

และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งโดรนพลเรือนถูกนำมาดัดแปลงเป็นอาวุธสงครามได้อย่างน่ากลัว 

กฎระเบียบที่เข้มงวดในวันนี้จึงถูกมองว่าเป็นการปูพรมเพื่อจัดระเบียบการจราจรทางอากาศให้มีความพร้อมสำหรับการใช้งานโดรนเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนสูงถึง 68% ของตลาดรวม 

การออกบังคับใช้กฎระเบียบโดรนในจีนครั้งนี้เปรียบเสมือนการ “จัดระเบียบก่อนติดปีก” โดยแม้ว่าผู้ใช้งานทั่วไปจะรู้สึกถึงความลำบากจากการควบคุมที่เข้มงวด 

แต่ในภาพรวม คือขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนเทคโนโลยีโดรนจากการเป็นความเสี่ยงทางความมั่นคง ให้กลายเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าหลายล้านล้านหยวน 

ขณะเดียวกันยังจะทำให้รัฐบาลจีนสามารถสร้างระบบเครือข่ายการบินที่ประกอบไปด้วยกิจการทางทหาร รัฐบาลท้องถิ่น และพลเรือน เพื่อเปลี่ยนท้องฟ้าให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแล และไม่กระทบต่อความมั่นคง / thinkchina