หากย้อนไปดูฟุตบอลไทยลีกยุคตั้งไข่ ภาพจำในสายตาของคนทั่วไปยังเป็นเพียงกีฬาที่เตะกันในสนามว่างเปล่า ความนิยมห่างไกลจากฟุตบอลลีกยุโรปอย่างลิบลับ
สโมสรส่วนใหญ่ยังเป็นของหน่วยงาน นักเตะยังต้องทำงานประจำก่อนมาซ้อมบอลตอนเย็น ทุกทีมเตะที่สนามเทพหัสดิน ยังไม่มีอะไรที่จะดึงดูดแฟนบอลได้เลย
แต่การก้าวขึ้นมาของ “เมืองทอง ยูไนเต็ด” ได้เข้ามาเปลี่ยนภาพเหล่านั้นไปตลอดกาล
เพราะนี่คือทีมแรกๆ ที่จุดกระแส “ฟีเวอร์” ให้กับฟุตบอลไทยลีก ทำให้ผู้สนับสนุนและนักลงทุนเห็นว่า “โมเดลธุรกิจฟุตบอล” สามารถเกิดขึ้นจริงและจับต้องได้ในประเทศไทย
และที่สำคัญที่สุด คือ ทำให้คนไทยได้สัมผัสกับบรรยากาศการเชียร์ฟุตบอลที่ดุดัน เร้าใจ และเต็มสนาม ไม่ต่างจากการดูฟุตบอลต่างประเทศผ่านหน้าจอทีวี
.
ยุคก่อตั้งสู่แชมป์ไทยลีก
จุดเริ่มต้นของเมืองทองมาจากทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ ก่อตั้งโดย “บังยี” วรวีร์ มะกูดี เริ่มจากการส่งทีมเล่นในฟุตบอลถ้วยพระราชทาน
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2007 เมื่อกลุ่มสื่อกีฬาเบอร์หนึ่งของไทยอย่าง “สยามสปอร์ต” ของระวิ โหลทอง ได้เข้ามาเทคโอเวอร์และบริหารจัดการทีม
ชื่อทีมก็เปลี่ยนเป็น “เมืองทอง ยูไนเต็ด” ใช้ฉายา “กิเลนผยอง” และใช้สนาม “ธันเดอร์โดม” เป็นรังเหย้า
จากความรู้ด้านสื่อและธุรกิจฟุตบอลมานาน ทำให้สยามสปอร์ตมีแรงขับเคลื่อนที่จะสร้างสโมสรฟุตบอลอาชีพเหมือนที่เห็นในฟุตบอลยุโรป ทั้งระบบหลังบ้าน การตลาด และการสร้างฐานแฟนคลับ
ตั้งแต่นั้นมา เมืองทองก็เริ่มก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ จากลีกล่าง กวาดแชมป์ 3 ปี 3 ดิวิชั่น เป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้ทันทีที่เลื่อนชั้นในปี 2009 และต่อด้วยแชมป์ปี 2010
ต่อด้วยความสำเร็จเป็นตำนาน “แชมป์ไร้พ่าย” ในปี 2012 และแชมป์ปี 2016 รุ่น “ดรีมทีม” ที่รวมตัวซูเปอร์สตาร์ของทีมชาติไว้หลายคนในชุดนั้น
.
ธุรกิจฟุตบอลที่จับต้องได้
เมืองทองคือทีมแรกๆ ที่สามารถปลุกกระแสฟีเวอร์ให้ฟุตบอลไทย เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยจากที่นิยมดูบอลต่างประเทศให้เริ่มมาสนใจดูฟุตบอลไทยที่สนามจริงได้
มีฐานแฟนคลับ และกลุ่มเชียร์ ช่วยสร้างบรรยากาศในสนามให้ดุดันและคึกคักเหมือนฟุตบอลยุโรปที่เคยดูทางทีวี
ยอดขายตั๋วในเกมสำคัญขายหมดเกลี้ยง คนต้องไปต่อแถวซื้อกันตั้งแต่หัววัน มีเกมใหญ่เมื่อไรสนามแตกเมื่อนั้น
นอกจากนี้ยังมีการขายเสื้อแข่ง ของที่ระลึก และของสะสมต่างๆ เหมือนโมเดลการทำธุรกิจของสโมสรฟุตบอลอาชีพเต็มตัว
เหตุผลหลักที่ทำให้กระแสของเมืองทองจุดติดได้ก็คือ “พลังสื่อ” จากการมีเจ้าของทำธุรกิจสื่อกีฬา
ไม่ว่าคนจะดูสื่อทางไหน ทั้งออฟไลน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือเปิดออนไลน์ทางโซเชียลมีเดีย จะเจอเรื่องราวของเมืองทองอยู่เสมอ
แม้แต่การเข้ามาของตำนานอย่าง ร็อบบี ฟาวเลอร์ ก็ทำให้ชื่อของเมืองทองได้ปรากฏอยู่บนสื่อต่างประเทศ
ในยุคนั้นเป็นเรื่องฮือฮามากที่ได้เห็นอดีตตำนานลิเวอร์พูลย้ายมาเล่นฟุตบอลช่วงท้ายอาชีพในประเทศไทย
จากในสนามก็ต่อยอดเป็นพื้นที่หน้าสื่อ สร้างกระแสฟีเวอร์ และตามมาด้วยการดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลในโลกธุรกิจ
ในปี 2012 เมืองทองได้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง เอสซีจี (SCG) เข้ามาลงทุนถือหุ้นในสโมสร 30% และให้งบประมาณสนับสนุนทีม ด้วยดีลมูลค่าประวัติศาสตร์ 600 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี
เอสซีจีเข้ามาในรูปแบบผู้ลงทุน และผู้สนับสนุนหลัก มีโลโก้แบรนด์อยู่บนหน้าอกเสื้อ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” และเปลี่ยนชื่อสนามเป็น “เอสซีจี สเตเดียม”
ดีลนี้ถือว่าฮือฮามาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่า “เมืองทอง” เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าการตลาดมากพอที่จะดึงหนึ่งในเครือบริษัทใหญ่ที่สุดของไทยให้เข้ามาทุ่มเงินลงทุนได้
ขณะเดียวกันยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจฟุตบอลไทยเติบโตจนสามารถจับต้องได้จริง และมีผู้สนับสนุนเข้ามาจริง เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าและเม็ดเงินมหาศาล
.
ธุรกิจช่วงขาลง
อย่างไรก็ตาม วัฏจักรของวงการธุรกิจและฟุตบอลย่อมมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา
เมืองทองเริ่มเปลี่ยนแนวทางการทำทีมจากการเป็น “เจ้าบุญทุ่ม” ซื้อสตาร์ดังเข้ามาร่วมทีม มาเป็นเน้นปั้นนักเตะดาวรุ่ง
งบประมาณการทำทีมก็ลดลง ทั้งเงินจากเจ้าของ และเงินจากผู้สนับสนุน โดยเฉพาะการไม่ต่อสัญญาจากสปอนเซอร์ใหญ่อย่างเอสซีจี
นับตั้งแต่ได้แชมป์ครั้งสุดท้ายในปี 2016 เมืองทองก็เริ่มเข้าสู่ขาลง จากทีมลุ้นแชมป์ หล่นมาเป็นลุ้นท็อป 4-5
แฟนบอลในสนามก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่หดหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้ของสโมสรลดลงไป
ฤดูกาล 2012 มีผู้ชมในบ้านเฉลี่ยนัดละประมาณ 10,000 คน
ฤดูกาล 2025/26 เหลือเพียงเฉลี่ยนัดละ 5,000 คน
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลงานในสนามของเมืองทองอยู่ในช่วงประคองตัวไปในแต่ละปี จนถึงขั้นตกชั้นจากลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นมาและได้แชมป์ในปี 2009
ปิดฉากตำนานทีมฟุตบอลที่ครั้งหนึ่งเคยปลุกกระแสฟีเวอร์ให้ฟุตบอลไทย และทำให้คนได้เห็นว่าการดูฟุตบอลไทยก็สนุกได้ไม่แพ้ดูบอลต่างประเทศทางทีวี
