เมื่อธุรกิจเติบโตจนภาพลักษณ์เดิมไม่สามารถสะท้อนขนาดและศักยภาพในปัจจุบันได้อีกต่อไป

“เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) ภายใต้การนำของ “นางกนกกัญจน์ มธุรพร” ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุน 200 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 16 ปี เพื่อรีแบรนด์ครั้งใหญ่

คลอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานองค์กรใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ภาพลักษณ์ไปจนถึงระบบหลังบ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การระดมทุน IPO ในปี 2572

ซึ่งนี่คือภาพรวมทิศทางธุรกิจ การปรับโครงสร้างรายได้ และแผนขยายกิจการ ที่สะท้อนก้าวสำคัญขององค์กรได้อย่างชัดเจน

🔴 จุดยืนใหม่ “Masstige” แข่งขันด้วยประสบการณ์ไม่ใช่แค่ราคา

เริ่มต้นที่จิ๊กซอว์ตัวแรกอย่างการปรับภาพลักษณ์ นางกนกกัญจน์ ระบุว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “The Blessing City” เพื่อปรับเปลี่ยนภาพจำให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น

โดยวางจุดยืนแบรนด์ไว้ที่กลุ่ม “Masstige” (Mass + Prestige) หรือสินค้าพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้ เนื่องจากตลาดเบเกอรี่ในปัจจุบันผู้บริโภคมองหา “ประสบการณ์” ควบคู่ไปกับรสชาติ

ทางแบรนด์จึงเปลี่ยนกลยุทธ์จากการแข่งขันด้วยโปรดักต์และราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นการนำเสนอประสบการณ์ใหม่

เช่น การปรับให้หน้าร้านทุกสาขาเป็นรูปแบบ “อบสดใหม่” (Freshly Baked) เพื่อมัดใจลูกค้าและปูทางจากการเป็น Local Brand สู่ Regional Brand

🔴 เป้าหมายการเงิน และ Roadmap สู่ IPO ปี 2572

นอกจากนี้ เอพริล เบเกอรี่ ยังวางเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจน โดยในปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,700 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 30% จากปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 1,300 ล้านบาท

ซึ่งไตรมาสแรกสามารถทำรายได้ไปแล้วกว่า 425 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาดเบเกอรี่ให้ถึง 4%

ขณะที่เป้าหมายระยะยาว บริษัทมองว่าจะสามารถรักษาการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 20-30% ต่อปี และกำไรเติบโต 15% ต่อปี เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายรายได้ 2,500 ล้านบาท ในปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

🔴 ทุ่ม 200 ล้าน ลุยขยายสาขาแตะ 100 แห่งในปี 2572

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินดังกล่าว บริษัทจึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุน 200 ล้านบาท ลุยขยายสาขาในกรุงเทพฯ กว่า 100 แห่ง โดยปัจจุบันมีอยู่แล้ว 40 สาขา แบ่งเป็นลงทุนเอง 20 สาขา และแฟรนไชส์ 20 สาขา

ซึ่งภายในสิ้นปีนี้จะเปิดเพิ่มอีกราว 20 สาขา และตั้งเป้าให้ทะลุ 100 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2572

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าดันยอดขายต่อสาขาให้เติบโตขึ้นควบคู่กันไป จากเดิม 15,000 บาท/สาขา/วัน เป็น 50,000 บาท/สาขา/วัน ผ่านการปรับโฉมร้านให้เป็นแบบอบสดใหม่ทั้งหมด จากปัจจุบันมีโมเดลนี้อยู่ที่สาขาเจริญกรุงเพียงแห่งเดียว

รวมถึงในส่วนของช่องทางขาย 7-Eleven เบื้องต้นบริษัทก็มีแผนที่จะใช้วิธีดึงดูดลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยการออกสินค้าใหม่สัปดาห์ละ 1 รายการ จากปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ย 270,000 ชิ้นต่อวัน มีสินค้าวางจำหน่าย 15 รายการ

🔴 สินค้า กำลังการผลิต และ Mega Factory

นอกเหนือจากการขยายช่องทางจำหน่ายแล้ว หัวใจสำคัญอย่างตัวสินค้าก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

โดยปัจจุบันแบรนด์มีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอมากกว่า 130 รายการ และกระตุ้นตลาดด้วยการออกสินค้าใหม่ถึง 15 รายการต่อเดือน โดยกว่า 20% เป็นสินค้ากลุ่มสุขภาพเพื่อรับเทรนด์ Wellness โดยสินค้าขายดี 3 อันดับแรก คือ 1. เปี๊ยะโมจิลาวา 2. ช็อกโกแลตดูไบ 3. เค้กทุบดูไบช็อกโกแลต

ทั้งนี้ เพื่อรองรับปริมาณการขายและความต้องการของตลาดที่ขยายตัว ปัจจุบันบริษัทมียอดขายเฉลี่ย 180,000 กล่อง/วัน (720,000 ชิ้น) ขณะที่โรงงานทั้ง 9 แห่งมีกำลังการผลิตรองรับได้ถึง 400,000 กล่อง/วัน หรือประมาณ 1,600,000 ชิ้นต่อวัน

ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงตรึงราคาสินค้าไว้ได้ ซึ่งในอนาคตหากบริษัทสามารถเข้า IPO ได้สำเร็จ

บริษัทก็มีแผนที่จะยุบรวมโรงงานทั้ง 9 แห่ง เพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่แห่งเดียว บนพื้นที่ 20 ไร่ย่านสุขสวัสดิ์ เพื่อรองรับการผลิตในประเทศและส่งออกไปอีก 10 ปีข้างหน้า

🔴 การยกระดับองค์กร และบุกตลาดต่างประเทศ

ซึ่งจากกำลังการผลิตระดับโรงงานขนาดใหญ่ที่วางแผนไว้นี้ เชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

โดยปัจจุบันยอดขายของแบรนด์มาจากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% ซึ่ง เอพริล เบเกอรี่ ได้เริ่มเข้าไปทำตลาดในเกาหลีใต้และไต้หวันผ่านรูปแบบ OEM แล้ว

เป้าหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเปิดหน้าร้านในต่างประเทศในอนาคต ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนไทยในต่างประเทศติดต่อขอเปิดสาขาแล้ว

ขณะเดียวกัน ภายในองค์กรก็มีการนำ AI และ Data มาใช้ในทีมการตลาดมากขึ้น รวมถึงมีการส่งบุคลากรไปอบรมวิทยาการทำขนมใหม่ๆ ในต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาโปรดักต์อย่างต่อเนื่อง

และเพื่อเร่งสปีดการขยายธุรกิจให้ไปถึงเป้าหมาย นอกจากการเติบโตด้วยตัวเอง (Organic Growth) แล้ว บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาควบรวมกิจการ (M&A) กับพันธมิตรหลายราย ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า

ทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ “เอพริล เบเกอรี่” กำลังต่อยอด เพื่อก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแบรนด์ขนม สู่การเป็น Lifestyle Bakery ที่อยู่คู่กับคนไทย ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย และเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในแง่ของผลกำไรและความแข็งแกร่งของแบรนด์