ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับวิกฤตเด็กเกิดใหม่น้อยลง และก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มรูปแบบ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจที่เจาะกลุ่มเด็กทารกน่าจะอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุด
แต่ไม่ใช่กับ “Miki House” แบรนด์เสื้อผ้าเด็กสัญชาติญี่ปุ่นที่มีอายุครึ่งศตวรรษ แบรนด์นี้เพิ่งไปเปิด Flagship Store ที่ The Plaza Hotel โรงแรมระดับตำนานบนถนน Fifth Avenue ใจกลางนิวยอร์ก
พร้อมวางขายเสื้อสเวตเตอร์เด็กในราคา 45,000 บาท และเสื้อโค้ทกันหนาวตัวละ 98,000 บาท
คำถามคือ แบรนด์จากเมืองเล็กๆ ในโอซาก้า ทำอย่างไรถึงก้าวขึ้นไปอยู่ในสมรภูมิ “ซูเปอร์ลักชัวรี” (Super Luxury) เทียบชั้นแบรนด์หรูระดับโลกได้
Marketeer จะพาไปหาคำตอบ
🔴 จุดเริ่มต้นจากความใส่ใจ สู่แบรนด์ขวัญใจคนแหกกฎ
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 1971 คุณ Koichi และ Yoshiko Kimura ได้ก่อตั้งแบรนด์ Miki House ขึ้นที่จังหวัดโอซาก้า ในยุคนั้นเสื้อผ้าเด็กมักจะขายแยกชิ้นและเน้นแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน
แต่ Miki House เลือกที่จะคิดต่าง ด้วยการขายคอนเซปต์ “Head-to-Toe” หรือการแต่งกายเข้าชุดตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยมีเป้าหมายเดียวคือทำของคุณภาพระดับที่พ่อแม่ทุกคนใฝ่ฝันอยากให้ลูกใส่
ความน่าสนใจคือ ในช่วงยุค 90s เสื้อสเวตเตอร์โลโก้สีแดงของ Miki House ดันไปฮิตในกลุ่มวัยรุ่นนอกกรอบ (Yankee) และแก๊งมอเตอร์ไซค์ ที่มักเอาสติกเกอร์โลโก้ไปติดรถ
ซึ่งแบรนด์ไม่ได้ไปจ้างสปอนเซอร์แต่อย่างใด แต่เมื่อวัยรุ่นกลุ่มนี้โตขึ้น มีครอบครัว พวกเขาก็กลับมาซื้อเสื้อผ้า Miki House ใส่กันทั้งบ้าน กลายเป็น Brand Equity ที่แข็งแกร่งและหยั่งรากลึกในสังคมญี่ปุ่นแบบออร์แกนิก
🔴 ความพรีเมียมที่ซ่อนอยู่ใน “การออกแบบที่เข้าใจสรีระเด็ก”
จากความนิยมที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่แฟชั่น แต่ลงลึกไปถึงการใช้งานจริง ถ้าแบรนด์หรูทั่วไปตั้งราคาแพงเพราะดีไซน์และโลโก้ ความแพงของ Miki House ก็มาจากเทคโนโลยีการผลิตและความใส่ใจในรายละเอียดขั้นสุด
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “รองเท้าเด็กหัดเดิน” ที่ราคาคู่ละ 4,000 – 7,000 บาท โดยรองเท้านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสรีระทารกโดยเฉพาะ
เช่น ปลายเท้าเชิดขึ้นกันสะดุด, หน้าเท้ากว้างให้นิ้วเท้ากางรับน้ำหนักได้เหมือนเดินเท้าเปล่า, พื้นรองเท้าโค้งงอได้ตามธรรมชาติ
และที่สำคัญคือมี “โครงพยุงส้นเท้าแบบแข็ง” (Hard Counter) ป้องกันข้อเท้าเด็กที่ยังเปราะบางไม่ให้บิดล้ม
นอกจากนี้ แบรนด์ยังพัฒนาเส้นใยพิเศษ “Etak” (Pureveil) นำน้ำยาฆ่าเชื้อในช่องปากมาดัดแปลงเคลือบลงบนเส้นด้ายของเสื้อผ้าและเครื่องนอน
เพื่อกันแบคทีเรียและไวรัส ซึ่งขายดีจนขาดตลาดในช่วงโควิด-19 รวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องตรวจสารเคมีและรอยตะเข็บอย่างเข้มงวด ชนิดที่ว่าเอาป้ายแท็กไว้ด้านนอกเพื่อไม่ให้บาดผิวเด็ก
🔴 ปี 2022 จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ สู่แบรนด์ซูเปอร์ลักชัวรี
แม้จะยืนหนึ่งเรื่องคุณภาพที่ถูกใจพ่อแม่ชาวญี่ปุ่น แต่เมื่อต้องเผชิญกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศที่ดิ่งลงเรื่อยๆ Miki House ก็ถึงเวลาต้องปรับตัวครั้งใหญ่
เมื่อรู้ว่าพึ่งพาแต่ตลาดในประเทศไม่ได้ คุณ Koichi Kimura จึงตัดสินใจเดินเกมครั้งสำคัญที่สุดในปี 2022 ด้วยการประกาศ Repositioning แบรนด์เพื่อเจาะกลุ่ม “มหาเศรษฐีทั่วโลก” (UHNWIs)
พวกเขาตัดสินใจ “ขึ้นราคาสินค้าหลัก 50-70%” รวดเดียว เป้าหมายคือการดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้ไปแตะระดับ 63%
ซึ่งเป็นตัวเลขที่เข้าใกล้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Kering (เจ้าของ Gucci) หรือ Hermes ที่มีมาร์จิ้นราว 70% แม้ช่วงแรกพนักงานจะต่อต้านเพราะกลัวเสียลูกค้าเก่า แต่ผู้บริหารมองไกลกว่านั้น
พร้อมกันนี้ ได้เปิดตัวไลน์อัพสินค้าใหม่ “MIKI HOUSE GOLDLABEL” สร้างมาตรฐาน Quiet Luxury สำหรับเด็ก โดยใช้วัตถุดิบหายากระดับโลก เช่น
ฝ้าย Sea Island Cotton (อัญมณีแห่งเส้นใย) ทำชุดทารกราคา 7,000 บาท ที่มี Serial Number ทุกตัว
สเวตเตอร์ที่ข้างนอกเป็น Baby Cashmere ข้างในเป็นผ้าไหมเกรดพรีเมียม ราคา 45,000 บาท
เสื้อโค้ทขนห่านขาว (White Goose Down) ราคา 98,000 บาท
แม้สินค้ากลุ่ม Goldlabel จะทำยอดขายได้แค่ 2% ของบริษัท แต่มันทำหน้าที่สร้าง “Halo Effect” หรือรัศมีที่ทำให้แบรนด์ดูแพงและทรงพลังขึ้นในสายตาลูกค้าทันที
🔴 บุกอเมริกาด้วยกลยุทธ์ “ออฟไลน์” และฉีกกฎแบรนด์ยุโรป
เมื่อยกระดับแบรนด์สู่ตลาดซูเปอร์ลักชัวรีแล้ว การเลือกสมรภูมิใหม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน ในการเจาะตลาดสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลจากพ่อแม่ยุคใหม่ที่กล้าเปย์
Miki House เลือกใช้วิธีที่ต่างจากเทรนด์โลก ในขณะที่คนอื่นเน้นอีคอมเมิร์ซ Miki House กลับเดินหน้าเปิด Pop-up Store และตั้ง Flagship Store ในทำเลคนรวยอย่าง The Plaza Hotel นิวยอร์ก
และเตรียมเปิดที่ย่าน Queens ในปี 2025 หลังจากเคยไปเปิดที่ห้าง Harrods ในลอนดอนมาแล้วตั้งแต่ปี 2013
เหตุผลคือ ของที่แพงและประณีตระดับนี้ ลูกค้าต้องได้ลูบและสัมผัสด้วยมือตัวเองเท่านั้น
เมื่อต้องชนกับยักษ์ใหญ่จากยุโรปอย่าง Gucci Kids หรือ Moncler Enfant แบรนด์ Miki House ใช้จุดยืนที่ชัดเจนในการสู้
นั่นคือ แบรนด์ยุโรปมักจะทำเสื้อผ้าเด็กโดยใช้วิธีย่อส่วนเสื้อผ้าผู้ใหญ่ เพื่อเน้นแฟชั่น แต่ Miki House ไม่ทำเสื้อผ้าแบบผู้ใหญ่ย่อส่วน แต่จะออกแบบฟังก์ชันทุกอย่างจากความต้องการของเด็กจริงๆ
แนวคิดที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางนี้ ทำให้แบรนด์มั่นใจในคุณภาพอย่างเต็มเปี่ยม และกลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่เชื่อมไปสู่กลยุทธ์การมัดใจครอบครัวตั้งแต่ลูกยังแบเบาะ
🔴 สร้าง Ecosystem ดักลูกค้าตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก
เพื่อสานต่อความเชื่อใจจากคุณภาพสินค้าไปสู่ความผูกพันระยะยาว Miki House เลือกทำการตลาดแบบ B2B2C เข้าไปจับมือกับโรงพยาบาลและคลินิกสูตินรีเวชทั้งในญี่ปุ่นและไทย
เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ถูกนำไปใช้กับเด็กทารกตั้งแต่วันแรกเกิด เมื่อคุณแม่ได้สัมผัสถึงความนุ่มของเนื้อผ้า ก็จะเกิดความประทับใจและกลายเป็นลูกค้าประจำในที่สุด
นอกจากนี้ สินค้ายังทนทานจนกลายเป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานคนต่อไปได้ และในมุมองค์กร แบรนด์ยังเป็นสปอนเซอร์ให้นักกีฬาโอลิมปิกญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1988 เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเติบโตอย่างแข็งแรงตามความฝัน
🔴 โตได้ด้วยคุณภาพ ไม่ต้องพึ่งพาสงครามราคา
กรณีศึกษาของ Miki House พิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตในยุคที่ตลาดหดตัว ไม่จำเป็นต้องลงไปเล่นสงครามราคาเสมอไป
หากเราสามารถสร้างคุณค่าที่จับต้องได้ และเข้าใจผู้ใช้งานจริงซึ่งก็คือเด็ก แบรนด์ท้องถิ่นจากโอซาก้า ก็สามารถก้าวขึ้นไปให้มหาเศรษฐีบนถนน Fifth Avenue ควักเงินแสนจ่ายให้ได้อย่างเต็มใจ
