ข้อมูลจาก Gartner ได้คาดการณ์ไว้ว่า ปริมาณการค้นหาผ่าน Search Engine แบบเดิมอาจมีแนวโน้มลดลงถึง 25% เนื่องจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI Chatbots และเทคโนโลยี Conversational Search พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนจากการพิมพ์ Keyword โดดๆ บน Google สู่การพิมพ์คำถามยาวๆ หรือการป้อนคำสั่ง (Prompt) เพื่อพูดคุยกับ AI Search Engine ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ Claude เพื่อให้ระบบประมวลผล สรุป และคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ โดยไม่ต้องเสียเวลาคลิกเข้าไปอ่านหลายๆ เว็บด้วยตัวเอง
ANGA ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO สำหรับ AI มองว่าการแข่งขันบน Search เปลี่ยนไปแล้ว
ANGA (แองก้า) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำ AI SEO อันดับหนึ่งของไทย ได้แชร์กับเราว่า “ในอดีต เป้าหมายหลักของการทำ SEO คือการดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับ 1–3 บนหน้าแรกของ Google เพื่อดึง Organic Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อ Generative AI เข้ามามีบทบาทในการหาข้อมูล AI ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ค้นหาเว็บไซต์ แต่เป็นผู้คัดเลือกและสรุปคำตอบที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้งานทันที
สิ่งที่ตามมาคือ พฤติกรรมแบบ Zero-Click Search หรือการที่ผู้ใช้งานได้คำตอบครบถ้วนโดยไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ใดเลย ทำให้แนวทางการทำ SEO แบบเดิมที่เน้นเรื่องการใส่คีย์เวิร์ด หรือปรับ On-Page แบบเดิมไม่เพียงพอ เพราะแม้เว็บไซต์จะติดอันดับบน Google แต่ก็ไม่ได้การันตีว่า AI จะเลือกแบรนด์ไปอ้างอิงหรือแสดงในคำตอบเสมอไป”
3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจปรากฏในคำตอบของ AI จากเคสจริงของ ANGA
ถอดบทเรียนจากเคสจริงของ ANGA ที่ได้มีการยกระดับบริการรับทำ SEO และบริการ AI Search ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จนทำให้แบรนด์ติดในคำตอบของ AI และสร้าง Brand Awareness ได้อย่างมหาศาลจากการที่แบรนด์ปรากฏอยู่บนทุกช่องทางการค้นหา เช่น เมื่อเสิร์ชคำว่า “เอเจนซี่รับทำ SEO” เว็บไซต์ของ ANGA ก็ติดอันดับ 1 บน Google

และเมื่อพิมพ์ถาม AI ว่า “ช่วยแนะนำเอเจนซี่รับทำ SEO ในกรุงเทพ” ชื่อแบรนด์ ANGA ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ AI เลือกแนะนำให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างมาก

และการที่ AI จะเลือกเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งไปประมวลผลเป็นคำตอบนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. ปรับโครงสร้างคอนเทนต์สู่รูปแบบที่ AI คัดเลือก
ต้องทำคอนเทนต์แบบไหน AI ถึงจะเลือกไปใช้เป็นคำตอบ?
จากเคสจริงที่ ANGA ได้มีการปรับโครงสร้างคอนเทนต์ใหม่ทั้งหมด มีการจัดระบบข้อมูลให้กระชับ ตรงประเด็น และเรียงลำดับความสำคัญอย่างชัดเจน โดยแนวทางการสร้างคอนเทนต์ที่ AI มักเลือกไปใช้ มีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
- เขียนแบบ Semantic Content ไม่ใช่ยัดคีย์เวิร์ด
เน้นอธิบายบริบท ความเชื่อมโยง และหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อสร้าง Topical Authority และช่วยให้ AI เข้าใจว่าธุรกิจคุณเชี่ยวชาญเรื่องนั้นจริง - ใช้โครงสร้างแบบ Q&A
ตั้งหัวข้อ H2/H3 ด้วยคำถามที่ผู้ใช้งานมักใช้ค้นหาจริง และสรุปคำตอบให้ชัดเจนภายใน 2–3 ประโยคแรก เพื่อให้ AI ดึงข้อมูลไปใช้งานต่อได้ทันที - ใส่ข้อมูลจากประสบการณ์จริงของธุรกิจ
เช่น Case Study, Original Data หรือความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะ AI ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีความน่าเชื่อถือ มีมุมมองเฉพาะทาง และหาอ่านจากที่ไหนไม่ได้
2. Technical SEO เปิดทางให้ AI เข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย
ทำคอนเทนต์ดี แต่ทำไม AI ไม่เคยหยิบไปแนะนำในคำตอบเลย?
หลายกรณีปัญหาไม่ได้อยู่ที่คอนเทนต์ แต่อยู่ที่ระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ หรือ Technical SEO ที่ทำให้ AI Bots เข้าถึง อ่าน และทำความเข้าใจข้อมูลได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากโครงสร้างเว็บไซต์ไม่เอื้อต่อการเก็บข้อมูล ต่อให้คอนเทนต์ดีแค่ไหน AI ก็อาจมองข้ามเว็บไซต์คุณได้เช่นกัน โดยสิ่งสำคัญที่ควรรีบปรับปรุง มีดังนี้
- ปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์และ Core Web Vitals
เว็บไซต์ที่โหลดเร็วและเสถียร จะช่วยให้ AI ดึงข้อมูลไปประมวลผลได้ง่ายกว่า หากเว็บไซต์โหลดช้า มีคะแนน Core Web Vitals ต่ำ บอทของ AI จะข้ามหน้าเว็บนั้นทันทีเพื่อไปดึงข้อมูลจากเว็บคู่แข่งที่โหลดเร็วกว่าและเสถียรกว่าแทน - ติดตั้ง Schema Markup
ช่วยให้ AI เข้าใจประเภทและบริบทของข้อมูลบนเว็บไซต์ได้ถูกต้องแม่นยำ โดยไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาเนื้อหาเอง และยังเสี่ยงต่อการตีความข้อมูลผิดด้วย เช่น Article Schema, Product Schema, FAQ Schema หรือ Organization Schema - ตรวจสอบ Robots.txt และสิทธิ์การเข้าถึงของ AI Bots
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดและหลายธุรกิจอาจจะยังไม่รู้คือ การที่เว็บไซต์เผลอบล็อก AI Bots ไว้ในไฟล์ robots.txt ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เปิดสิทธิ์ให้บอทเข้าถึงเนื้อหาสำคัญได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ AI เหล่านั้นนำข้อมูลไปประมวลผลเป็นคำตอบได้
3. การวัดผล AI Search เพื่อพัฒนากลยุทธ์ให้เหนือกว่าคู่แข่ง
เราจะวัดผลได้อย่างไรว่า AI พูดถึงแบรนด์เราในคำตอบ?
เมื่อผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลผ่าน ChatGPT หรือ Gemini การวัดผลแบบ SEO ที่โฟกัสเพียง Keyword Rankings, Organic Traffic หรือจำนวนคลิกเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานหรือความสำเร็จบน AI Search ได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การวัดผล AI Search จึงต้องเปลี่ยนเป็นการวิเคราะห์การมองเห็นและความน่าเชื่อถือของแบรนด์บนคำตอบของ AI เป็นหลัก เช่น
- Brand Mention & Prompt Visibility Tracking
ต้องติดตามว่า เมื่อผู้ใช้งานค้นหาด้วยคำถามที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณ AI มีการหยิบยกชื่อแบรนด์ สินค้า หรือเว็บไซต์คุณขึ้นมาแสดงผลมากน้อยเพียงใด ด้วยการทำ Prompt Tracking (ตามรูป) เช่น “บริษัทรับทำ SEO ในประเทศไทย” จากนั้นจึงวิเคราะห์ว่าแบรนด์เราปรากฏอยู่ในคำตอบของ AI หรือไม่ และปรากฏในลำดับที่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ตัวอย่างการทำ Prompt Tracking ผ่านเครื่องมือ ANGA ONE
การทำ Prompt Tracking ผ่านเครื่องมือ ANGA ONE เพื่อให้พาร์ทเนอร์ของ ANGA เห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน เมื่อมีการติดตาม Prompt ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น “บริษัทรับทำ SEO ในประเทศไทย” จะเห็นว่าชื่อแบรนด์ของ ANGA ถูกพูดถึงบนคำตอบของทั้ง ChatGPT, Perplexity, Gemini และ AI Overviews มี AI Visibility อยู่ที่ 65.2% และเฉลี่ยชื่อแบรนด์ติดอยู่อันดับที่ 3 สำหรับ Prompt นี้
![]()
ANGA ONE คือ เครื่องมือวิเคราะห์ผลลัพธ์บน AI Search และ Google แบบ Real-time ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการทำ SEO สู่ยุค AI Search ช่วยให้แบรนด์และทีมการตลาดเห็นภาพรวม Performance ได้ในมุมมองเดียวกัน พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกว่า AI แต่ละแพลตฟอร์มรับรู้และอ้างอิงถึงแบรนด์คุณอย่างไร เพื่อนำไปปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ด้วยวิธีทำให้ธุรกิจติดอันดับในคำตอบของ AI
ธุรกิจจึงไม่ได้แข่งกันแค่ใครติดอันดับได้ดีกว่าเท่านั้น แต่กำลังแข่งขันกันว่า AI จะเลือกพูดถึงแบรนด์ไหนบ้าง? จากที่ ANGA ได้แชร์มาทั้งหมด เราพบว่าปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ถูกนำไปแสดงบนคำตอบของ AI คือการทำ GEO (Generative Engine Optimization) ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างเว็บไซต์และคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับวิธีเรียนรู้ของ AI เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของ AI จนมองว่าเว็บคุณเป็นแหล่งข้อมูลคุณภาพ โอกาสที่แบรนด์จะถูกหยิบไปตอบคำถามผู้ใช้งานก็จะเพิ่มขึ้น ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่าเดิมอย่างชัดเจนแน่นอนครับ
