ใกล้โค้งสุดท้ายเข้าไปทุกทีสำหรับฟุตบอลโลก 2026 โดยในรอบ 4 ทีม จะเป็นการพบกันระหว่าง ฝรั่งเศส กับสเปน และ อังกฤษกับอาร์เจนตินา

ในบรรดา 4 ทีมนี้ ฝรั่งเศส ผลงานดีสุด สมกับที่สื่อกีฬาและแฟนฟุตบอลทั่วโลกเห็นตรงกันว่า เป็นทีมเต็งแชมป์
ทว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ วงการฟุตบอลฝรั่งเศสต้องผ่านอะไรมามากมาย รวมไปถึงเคยล้มเหลวอย่างมากและต้องอับอายแบบที่เรียกว่าแทบแทรกแผ่นดินหนีมาแล้ว
ฝรั่งเศส เป็นประเทศที่ผูกพันกับฟุตบอลมายาวนาน โดยได้ผ่านไปเตะตั้งแต่ฟุตบอลโลกครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1930 และในฟุตบอลโลก 1938 ก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดทัวร์นาเมนต์เป็นครั้งแรก
พอต่อมาในฟุตบอลโลก 1958 ก็ไปไกลถึงอันดับ 3 มาแล้ว แต่จุดเปลี่ยนมาถึงในยุค 70 ซึ่งมีที่มาจากความล้มเหลว

ฟุตบอลโลกปี 1974 เวียนกลับมาจัดที่ยุโรปอีกครั้ง โดยมีเยอรมันตะวันตกเป็นเจ้าภาพ ทว่าในทัวร์นาเมนต์นั้น ฝรั่งเศส ไม่ผ่านรอบคัดเลือกแบบ 2 ครั้งต่อเนื่องกัน
ซ้ำร้าย ณ เวลาดังกล่าว ประเทศชั้นนำร่วมโซนยุโรปอย่าง อิตาลี เยอรมันตะวันตก และอังกฤษ ต่างก็เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้มาแล้วทั้งสิ้น
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความล้มเหลวเกินรับไหวของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส และยังสะท้อนว่าตามหลังประเทศชั้นนำร่วมทวีป
ดังนั้นสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส จึงได้ตั้งศูนย์เฟ้นหาและพัฒนานักเตะเยาวชนขึ้น 16 แห่งทั่วประเทศ
โครงการดังกล่าวยังมาพร้อมเครือข่ายและทีมงานที่จับตาดูความเคลื่อนไหวของนักเตะเยาวชน ที่เดินทางไป-มา ระหว่างดินแดนของฝรั่งเศสที่ไกลออกไปหรือประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมมาก่อน โดยเฉพาะแถบแอฟริกาอีกด้วย
ทีมงานระดับสูงของสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสเผยว่า โครงการดังกล่าวจะนำนักเตะที่มีแววมาอยู่ด้วยและให้การศึกษา
ส่วนการฝึกซ้อมและแข่งขันก็เป็นระบบ โดยที่นักเตะเยาวชนจะได้แข่งกับรุ่นที่โตกว่าอยู่เสมอเพื่อให้ได้พัฒนาฝีเท้า
แนวทางดังกล่าวประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในอีก 10 ปีต่อมา แม้ยังไม่ถึงขั้นเป็นเลิศด้วยถ้วยแชมป์สูงสุดของวงการฟุตบอลก็ตาม
ปี 1984 ฟุตบอลชายทีมชาติฝรั่งเศส ประสบความสำเร็จใน 2 ทัวร์นาเมนต์สำคัญ นั่นคือ คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และเหรียญทองโอลิมปิกฤดูร้อน

แชมป์จากทั้ง 2 ทัวร์นาเมนต์นี้ ทำให้ฟุตบอลชายทีมชาติฝรั่งเศสที่มี มิเชล พลาตินี่ เป็นกัปตันทีม เดินทางไปเม็กซิโกเพื่อเตะฟุตบอลโลก 1986 ด้วยความมั่นใจ
ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ฝรั่งเศส ขึ้นมาเทียบชั้นกับประเทศชั้นนำด้านฟุตบอลในยุโรป โดย 2 แมตช์ที่ยืนยันเรื่องนี้คือการหักด่าน เอาชนะ อิตาลีได้ในรอบ 16 ทีม ต่อด้วยชนะ บราซิล ในรอบ 8 ทีม
แม้พลาดท่าแพ้เยอรมันตะวันตกในรอบ 4 ทีม แต่การคว้าอันดับ 3 หลังชนะ เบลเยียม ก็ถือเป็นรางวัลปลอบใจที่ดี
อย่างไรก็ตาม วงการฟุตบอลฝรั่งเศส เกิดฟอร์มตกอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านการไม่ได้ไปเตะฟุตบอลโลกในอีก 2 ครั้งต่อมา
ฝรั่งเศสกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ในฟุตบอลโลก 1998 ที่รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพด้วย
แม้ด้วยความเป็นเจ้าภาพจึงไม่ต้องเตะรอบคัดเลือก แต่เมื่อทัวร์นาเมนต์เริ่มขึ้น ฝรั่งเศสก็เก็บชัยชนะได้ต่อเนื่อง และพอโคจรมาพบกับอิตาลีอีกครั้ง ก็เป็นฝ่ายย้ำแค้น ชนะไปได้อีกในรอบ 8 ทีม
เมื่อทะลุไปถึงแมตช์ชิงที่ฝรั่งเศส พบกับ บราซิล ถูกจับตามองอย่างมากด้วย 2 ประเด็นสำคัญ คือฝรั่งเศส จะคว้าแชมป์ในฐานะเจ้าภาพให้คนในประเทศภูมิใจได้หรือไม่
ส่วนอีกประเด็นคือ จะเป็นการพบกันอีกครั้งในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ระหว่างทีมได้ชื่อว่า เป็น “บราซิลแห่งยุโรป” กับ “บราซิลต้นแบบ” ซึ่ง ณ เวลานั้นคว้าแชมป์มาแล้ว 4 สมัย
หลังสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาของกรรมการในสนาม ฝรั่งเศส เป็นฝ่ายชนะ คว้าแชมป์ไปได้ โดยถือเป็นการยืนยันว่าระบบพัฒนานักเตะเยาวชนที่เริ่มขึ้นเมื่อ 24 ปีก่อน

และการนำคนทั้ง 3 เชื้อชาติ-สีผิว คือ ผิวดำที่มีพื้นเพจากแอฟริกา ผิวขาวจากโซนยุโรป และชาวเบอร์เบอร์-อาหรับ จากแอฟริกาเหนือ หรือ Black-Blanc-Beur มาผนึกกำลังกันนั้นถูกทางแล้ว
อย่างไรก็ตามในฟุตบอลโลก 2002 ฝรั่งเศส เหมือนหมดแรงไปดื้อๆ โดยแม้เป็นแชมป์เก่าแต่ก็ตกรอบแบ่งกลุ่ม
ส่วนในฟุตบอลโลก 2006 แม้ระเบิดฟอร์มสุดยอดได้อีกครั้ง ชนะบราซิลได้อีก และทะลุไปถึงรอบชิง แต่ต้องกลับบ้านด้วยตำแหน่งรองแชมป์ หลังแพ้อิตาลี
ซ้ำร้าย ซีเนดีน ซีดาน ที่เคยพาทีมชุดปี 1998 คว้าแชมป์ ยังคุมอารมณ์ไม่อยู่ ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามอีก
ความตกต่ำของวงการฟุตบอลฝรั่งเศสเกิดขึ้นอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2010 โดยแม้ผ่านรอบคัดเลือกได้ แต่นักเตะกับโค้ช มีปัญหากัน ถึงขั้นนักเตะไม่ลงไปซ้อม
ฝรั่งเศสจบฟุตบอลโลก 2010 ลงที่รอบแบ่งกลุ่ม แล้วยังต้องมาอับอายที่ความขัดแย้งระหว่างนักเตะกับโค้ช เป็นข่าวเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศไปทั่วโลกอีกด้วย
หมุนเวลาข้ามมาในฟุตบอลโลก 2018 นอกจากเรื่องอื้อฉาวจากฟุตบอลโลก 2006 และ 2010 ที่ได้ถูกลืมไปเรียบร้อยแล้ว ยังมีข่าวดีเกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลฝรั่งเศสอีกด้วย
ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ฝรั่งเศส กลับมาเป็นทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์อีกครั้ง โดยหนึ่งในกำลังสำคัญคือ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรงกับต้นสังกัดอย่าง เปแอสเช

ฝรั่งเศส เก็บชัยชนะได้เกือบทุกแมตช์ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มไปถึงรอบ 4 ทีม จนได้ไปชิงกับโครเอเชียในรอบชิง และในที่สุดปิดฉากทัวร์นาเมนต์นี้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการคว้าแชมป์มาได้เป็นสมัยที่ 2
ในฟุตบอลโลก 2022 ก็ทะลุถึงรอบชิงได้อีก แต่พลาดท่าแพ้อาร์เจนตินา คว้ารองแชมป์อีกครั้ง
มาถึงฟุตบอลโลก 2026 คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ในวัย 27 ปี พัฒนาจากดาวรุ่งขึ้นมาเป็นกัปตันทีม และฝรั่งเศส ก็ขึ้นมาเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์
ท่ามกลางการประเมินกันว่า ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้ เหนือกว่าทุกทีมที่เข้าร่วมในเรื่องฝีเท้าอย่างชัดเจน
ขณะที่หากนำค่าตัวของนักเตะดังๆ มารวมกัน ก็อาจมากเป็นอันดับ 1 ของทัวร์นาเมนต์ ด้วยค่าตัวสูงถึง 418 ล้านยูโร (ประมาณเกือบ 16,000 ล้านบาท)
หลังฟุตบอลโลก 2026 เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้ ก็แสดงให้เห็นว่า การประเมินและคาดการณ์ต่างๆ ไม่ได้เกินจริงเลย
หลักฐานคือการที่ฝรั่งเศสชนะรวด จนล่าสุด ทะลุไปถึงรอบ 4 ทีม โดยจะพบกับสเปน เวลา 2 นาฬิกา และทีมที่ชนะจะได้ผ่านไปชิงชนะเลิศ / aljazeera, wikipedia
