ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ล่าสุด KAMU KAMU ประกาศปรับราคาจำหน่ายเครื่องดื่มบางรายการ โดยระบุว่า มีความจำเป็นต้องปรับราคาจาก “ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569

การปรับราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกเมนูในร้าน แต่ครอบคลุม เครื่องดื่ม 7 รายการ และท็อปปิ้ง 1 รายการ โดยเครื่องดื่มปรับขึ้นเมนูละ 10 บาท และท็อปปิ้งปรับขึ้น 5 บาท ได้แก่

  • Matcha Kokunutsu จาก 80 บาท เป็น 90 บาท
  • Honey Lemon Green Tea (เย็น) จาก 70 บาท เป็น 80 บาท
  • Jasmine Green Tea (เย็น) จาก 60 บาท เป็น 70 บาท
  • Thai Espresso Blended จาก 70 บาท เป็น 80 บาท
  • Salted Caramel Macchiato Blended จาก 80 บาท เป็น 90 บาท
  • Cappuccino Blended จาก 80 บาท เป็น 90 บาท
  • Mocha Blended จาก 80 บาท เป็น 90 บาท
  • Topping Peach Puree จาก 25 บาท เป็น 30 บาท

เมื่อดูรายชื่อเมนูที่ปรับราคา จะพบว่าการขึ้นราคาไม่ได้กระจายไปทุกหมวดสินค้า แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม กาแฟปั่น และ เครื่องดื่มที่มีชาเขียวเป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงท็อปปิ้งผลไม้ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่มีต้นทุนวัตถุดิบสูงกว่าเครื่องดื่มทั่วไป

แม้ KAMU KAMU จะไม่ได้อธิบายเหตุผลของการปรับราคาเป็นรายเมนู แต่หากพิจารณาจากสถานการณ์ของวัตถุดิบในตลาดโลก ก็อาจประเมินได้ว่า เครื่องดื่มกลุ่มนี้ได้รับแรงกดดันด้านต้นทุนมากกว่าหมวดอื่น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมล็ดกาแฟ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ผลผลิตลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการร้านกาแฟเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้าน มัทฉะและชาเขียว ก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน จากกระแสความนิยมเครื่องดื่มมัทฉะที่เติบโตทั่วโลก ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักยังไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทัน ประกอบกับผลผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ส่งผลให้วัตถุดิบชาเขียวคุณภาพสูงมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง เมนูยอดนิยมหลายรายการ เช่น ชานมและเครื่องดื่มพื้นฐาน ไม่ได้อยู่ในประกาศปรับราคา ซึ่งอาจตีความได้ว่า KAMU KAMU เลือกใช้กลยุทธ์ Selective Price Increase หรือการปรับราคาเฉพาะบางเมนู มากกว่าการขึ้นราคาทั้งร้าน โดยเลือกปรับเฉพาะสินค้าที่มีต้นทุนสูงและได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาเมนูหลักที่ลูกค้านิยมซื้อเป็นประจำไว้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการตัดสินใจซื้อและจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน

กรณีของ KAMU KAMU จึงไม่ใช่เพียงการขึ้นราคาตามต้นทุน แต่ยังเป็นตัวอย่างของการบริหารพอร์ตสินค้า ที่เลือกสร้างสมดุลระหว่างการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการรักษาฐานลูกค้าไปพร้อมกัน