จากร้านชาไข่มุกเล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่เริ่มต้นด้วยเงินหลักหมื่นบาท วันนี้ Fresh Me เดินทางเข้าสู่ปีที่ 14 และมีมากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ

แต่การเติบโตในรอบใหม่ของ Fresh Me ไม่ได้วัดกันที่จำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทกำลังเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำธุรกิจด้วยแบรนด์เดียว ไปสู่การมีหลายแบรนด์ในมือ พร้อมขยายธุรกิจออกนอกประเทศ

เริ่มจากชอบดื่มชา ก่อนกลายเป็นธุรกิจจริงจัง

กวิสรา จันทร์สว่าง CEO บริษัท เฟรชมี จำกัด เล่าว่า ก่อนเริ่มทำ Fresh Me เป็นคนชอบดื่มชาไข่มุกและอยากลองทำธุรกิจของตัวเอง จึงเริ่มทดลองทำเครื่องดื่มจากครัวที่บ้าน

เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จึงตัดสินใจเปิดร้านแรกในช่วงที่เรียนปี 1 ด้วยเงินลงทุนหลักหมื่นบาท ซึ่งมาจากเงินเก็บของตัวเองและเงินสนับสนุนจากครอบครัว

ในช่วงเริ่มต้นไม่ได้มีแผนการตลาดขนาดใหญ่ ลูกค้ากลุ่มแรกคือเพื่อนและรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย โดยใช้วิธีนำสินค้าไปให้ทดลองชิม เพื่อดูว่าลูกค้าชอบรสชาติแบบไหนและต้องการอะไร

ร้านเริ่มขายได้ และไม่นานก็มีผู้ปกครองที่มารับลูกเข้ามาถามถึงการนำแบรนด์ไปเปิดที่อื่น คำถามจากลูกค้าจึงกลายเป็นโอกาสใหม่ที่ทำให้ Fresh Me เริ่มเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์

กวิสรา จันทร์สว่าง CEO บริษัท เฟรชมี จำกัด

จากทำร้านเอง สู่ระบบแฟรนไชส์

การทำแฟรนไชส์ในช่วงแรกไม่ได้เริ่มจากระบบที่สมบูรณ์แบบ เพราะตนเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านนี้ วิธีการบริหารจึงเริ่มจากเรื่องพื้นฐานก่อน คือบริษัทจัดส่งวัตถุดิบให้สาขาของตัวเองอย่างไร ก็จัดส่งให้สาขาแฟรนไชส์ในลักษณะเดียวกัน

เมื่อจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น เรื่องที่ต้องจัดการก็เพิ่มตาม ทั้งสัญญา ระบบปฏิบัติงาน SOP และ Operation Manual รวมถึงการจัดการวัตถุดิบและโลจิสติกส์

บริษัทจึงลงทุนในครัวกลางและระบบหลังบ้าน เพื่อให้การเตรียมวัตถุดิบและการส่งสินค้าไปยังสาขาต่าง ๆ เป็นระบบมากขึ้น

วันนี้โครงสร้างสาขาของ Fresh Me จึงมีทั้งสาขาที่บริษัทลงทุนเองและสาขาแฟรนไชส์ โดยบริษัทลงทุนเองประมาณ 7 สาขา ขณะที่สาขาส่วนใหญ่เป็นแฟรนไชส์

แฟรนไชส์ไม่ได้ขายแค่ชื่อแบรนด์

สำหรับคนที่สนใจลงทุน Fresh Me มีค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เริ่มต้น 390,000 บาท ขณะที่เงินลงทุนเปิดร้านโดยรวมอยู่ประมาณ 700,000 บาทถึง 1 ล้านบาทต้น ๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบและทำเล

บริษัทไม่ได้ล็อกขนาดพื้นที่ร้านแบบเดียว ทำให้สามารถปรับรูปแบบให้เข้ากับทำเลได้ ตั้งแต่ร้านทั่วไปไปจนถึงพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น จุดขายบริเวณสถานีรถไฟฟ้า

แนวทางนี้ทำให้แฟรนไชส์เป็นช่องทางหลักในการขยายธุรกิจ โดยบริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนเปิดทุกสาขาด้วยตัวเอง แต่ต้องทำหน้าที่ดูแลระบบหลังบ้าน วัตถุดิบ มาตรฐานสินค้า และการสนับสนุนผู้ลงทุน

เพราะเมื่อสาขามากขึ้น ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การขายเครื่องดื่มให้อร่อย แต่คือการทำให้ลูกค้าที่เดินเข้าร้านแต่ละสาขาได้รับประสบการณ์ใกล้เคียงกัน

ปี 2570 เร่งเครื่องสู่เป้า 200 ล้าน

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท เฟรช มี จำกัด มีรายได้รวมและกำไรสุทธิในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดังนี้

  • ปี 2566 รายได้รวม 61.45 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1.68 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้รวม 75.64 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.48 ล้านบาท
  • ปี 2568 รายได้รวม 60.47 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1.54 ล้านบาท

เปลี่ยนจากหนึ่งแบรนด์ เป็นหลายแบรนด์

หนึ่งในแผนที่จะเข้ามาช่วยขยายฐานรายได้คือการสร้างแบรนด์ใหม่

Fresh Me เตรียมพัฒนาแบรนด์ใหม่ในกลุ่ม Specialty Drink เพิ่มเติมอีก 2 แบรนด์ โดยตั้งเป้าเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2569 ทั้งนี้มีแผนประเดิมทดสอบกระแสตอบรับของตลาดผ่านร้าน Pop-up ในเดือนกันยายนนี้พร้อมกันทั้งสองแบรนด์”

เหตุผลที่ต้องเพิ่มแบรนด์ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเครื่องดื่มเปลี่ยนเร็ว ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นและพร้อมทดลองสินค้าใหม่อยู่ตลอด

กวิสรา มองว่าธุรกิจเครื่องดื่มมีลักษณะคล้ายธุรกิจแฟชั่น หากขายสินค้าเดิมโดยไม่มีอะไรใหม่ ลูกค้าก็พร้อมเปลี่ยนไปลองร้านอื่น ดังนั้นการพัฒนาสินค้าจึงต้องเดินควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานของสินค้าที่มีอยู่แล้ว

แบรนด์ใหม่ทั้ง 2 แบรนด์จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มสินค้า แต่เป็นการทดลองสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ โดยใช้ระบบและประสบการณ์ที่ Fresh Me สะสมมาตลอด 14 ปี

ส่งออกจากไทยไปลาวแล้ว 7 สาขา สู่เป้า 20 สาขา

อีกทางที่บริษัทใช้เพิ่มรายได้คือการออกไปหาลูกค้านอกประเทศไทย

ปัจจุบัน Fresh Me มีสาขาในลาว 7 สาขา ผ่านพาร์ตเนอร์ที่ลาวและตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20 สาขา

หนึ่งในแผนที่กำลังเดินหน้าคือการเปิดสาขาในห้างขนาดใหญ่ที่เวียงจันทน์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่การเข้าถึงลูกค้าในเมืองหลวงของลาว

การขยายจาก 7 เป็น 20 สาขาจึงเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนที่สุดของตลาดต่างประเทศในปีนี้ ก่อนที่บริษัทจะเดินหน้าหาตลาดใหม่เพิ่มเติม

อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ คือสนามต่อไป

หลังจากมีฐานธุรกิจในลาวแล้ว Fresh Me กำลังมองไปยังอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

สองตลาดนี้มีขนาดประชากรใหญ่และมีวัฒนธรรมการบริโภคชาและเครื่องดื่มที่ใกล้เคียงกับไทย จึงเป็นตลาดที่บริษัทมองว่าสามารถนำประสบการณ์จากไทยไปต่อยอดได้

Fresh Me เคยลงพื้นที่สำรวจตลาดมาแล้ว และมีแผนเข้าร่วมงานแฟรนไชส์ที่อินโดนีเซียในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อหาพาร์ตเนอร์และดูความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจ

ตลาดเอเชียจึงเป็นอีกพื้นที่ที่บริษัทให้ความสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล Mobility Foresights ประเมินว่าตลาด Bubble Tea ในเอเชียมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 21.6% ต่อปีในช่วง 2025-2031

เป้าหมายต่อไป ไม่ใช่แค่เพิ่มสาขา

ตลอด 14 ปี Fresh Me ใช้แฟรนไชส์เป็นเครื่องมือขยายจากร้านแรกในมหาวิทยาลัยมาสู่มากกว่า 100 สาขา แต่โจทย์ของบริษัทในวันนี้เปลี่ยนไป

การเติบโตระยะต่อไปจะไม่ได้มาจากการเปิดร้านเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่จะมาจาก 4 ทางพร้อมกัน คือ การขยายแฟรนไชส์ในไทย การสร้างแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ การเพิ่มสาขาในลาว และการหาทางเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้เป้าหมายรายได้ 200 ล้านบาทในปี 2570 จากธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยเงินหลักหมื่นบาท วันนี้ Fresh Me จึงกำลังขยับจากการเป็นเจ้าของแบรนด์ชาไข่มุก ไปสู่การเป็นบริษัทที่มีหลายแบรนด์และหลายตลาดในมือ