เคยตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตไม่ใช่ของเรา หรือรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่มดตัวเล็ก ๆ ท่ามกลางพายุความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาไหม 

โลกทุกวันนี้หมุนไว เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงแทบจะรายวินาที แถมยังมีข่าวสารถาโถมเข้ามาจนทำให้เราปั่นป่วนและสับสน 

คุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนนามปากกา ‘นิ้วกลม’ จากงาน SUPALAI Presents Creative Talk Conference 2026 เซกชั่น What the World Can’t Take Away: โลกควบคุมไม่ได้ แต่ชีวิตยังออกแบบได้ 

ได้มาร่วมแบ่งปันมุมมองในโลกที่ดูเหมือนเราจะควบคุมอะไรไม่ได้เลยนี้ ยังมี 4 สิ่งสำคัญที่เราสามารถยึดกุมไว้ได้ เพื่อทวงคืนความเป็นเจ้าของชีวิตกลับมาอีกครั้ง

1.ความใส่ใจ ทรัพยากรล้ำค่าที่สุดในยุคนี้ 

เคยสังเกตไหมว่าเวลาเราหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ใครเป็นคนเลือกให้เราอ่านข่าวนี้ ดูคลิปนี้ หรืออยากได้ของชิ้นนี้ 

คำตอบคืออัลกอริทึมที่คอยป้อนสิ่งเหล่านี้ให้เราอยู่ตลอดเวลา ในอดีตทรัพยากรล้ำค่าอาจเป็นน้ำมันหรือข้อมูล แต่ในยุคปัจจุบันไม่มีทรัพยากรไหนมีค่าและหายากเท่ากับความสนใจของเราอีกแล้ว 

เรากำลังอยู่ในเศรษฐกิจแห่งการแย่งชิงความสนใจ ที่ดึงการจดจ่อจากเราไป ความสนใจจึงเปรียบเสมือนพวงมาลัยรถยนต์แห่งชีวิต 

หากเรารู้ตัวว่าถือพวงมาลัยอยู่ เราจะพาชีวิตไปในเส้นทางที่ต้องการ แต่ถ้าเราปล่อยมือ เราก็กำลังให้คนอื่นอย่างบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือสื่อต่าง ๆ มาเป็นคนขับรถพาเราไปในทางที่เราไม่ได้เลือกเอง 

การทวงคืนความใส่ใจอาจทำได้ อย่างเช่นการปิดแอปพลิเคชันที่คอยดึงความสนใจเรา และหันมาจดจ่อกับสิ่งตรงหน้าอย่างลึกซึ้งบ้างในบางครั้ง 

ไม่ว่าจะเป็นการยืนดูงานศิลปะ การอ่านหนังสือเป็นเล่ม หรือแม้แต่การกินหมูกระทะอย่างดื่มด่ำโดยไม่เปิดจอมือถือไปด้วย เพราะเวลาที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างยาวนาน เราจะรู้สึกสงบ ลืมความกังวล และเป็นอิสระจากโลกที่พยายามทำให้เราปั่นป่วน

2.เรื่องราวชีวิต เราคือผู้กำหนดความหมาย 

สังคมมักพยายามยัดเยียดความหมายให้เราเสมอว่า ถ้าอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีเงินเก็บเท่านี้ตอนอายุสามสิบ ต้องจบมหาวิทยาลัยนี้ หรือต้องเป็นซีอีโอตั้งแต่อายุยังน้อย 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถควบคุมความหมายของชีวิตได้ผ่านการเล่าเรื่องของตัวเราเอง 

คุณนิ้วกลมได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เขาเคยกระโดดลงจากเวทีจนเอ็นเข่าขาด ทำให้ต้องนั่งรถเข็นและใช้ไม้เท้าอยู่นานหลายเดือน ขาข้างขวาที่เคยกํายําจากการซ้อมวิ่งหนึ่งร้อยกิโลเมตรกลับลีบเล็กลงจนน่าหงุดหงิดใจ แต่แทนที่จะจมอยู่กับความรู้สึกแย่ 

เขาเลือกที่จะสร้างความหมายใหม่ด้วยการตั้งแฮชแท็กว่า ‘จากติดลบจนจบฮาล์ฟ’ เพื่อเป็นเป้าหมายและเป็นกำลังใจในการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกายตัวเองให้กลับไปวิ่งมาราธอนให้ได้อีกครั้ง จนในที่สุดเขาก็สามารถวิ่งจบฮาล์ฟมาราธอนที่บางแสนได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

เราทุกคนต่างมีเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน ไม่ได้เติบโตมาในบ้านแบบเดียวกัน หรือเรียนมาแบบเดียวกัน เราจึงไม่ควรปล่อยให้โลกมาแปะป้ายยัดเยียดความหมายว่าเราเป็นคนพ่ายแพ้หรือกำลังจะตกยุค แต่จงสร้างเรื่องราวขึ้นมาเองเพื่อควบคุมความรู้สึกและชีวิตของเรา

3.ความทะเยอทะยานที่มาจากเสียงหัวใจ 

หลายครั้งที่เราวิ่งตามเป้าหมายอย่างเหน็ดเหนื่อย อาจไม่ใช่เพราะตัวเป้าหมายนั้นสร้างความลำบาก แต่เป็นเพราะเรากำลังแสวงหาการยอมรับจากสังคมต่างหาก 

เราอาจเผลอตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงขับรถยี่ห้อนี้ไม่ได้ ทำไมต้องใส่นาฬิกาแบบนี้ เป้าหมายเหล่านี้เราทำเพราะใจปรารถนา หรือทำเพียงเพราะอยากให้คนอื่นมากดไลก์และปรบมือให้ 

การตั้งเป้าหมายว่าอยากเขียนหนังสือให้ดี คือเป้าหมายที่แท้จริง แต่ถ้าเขียนเพื่อหวังยอดแชร์หลักพันบนเฟซบุ๊ก นั่นคือเป้าหมายหลอก เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย หากเป้าหมายคือสุขภาพที่ดี เราก็ยังสามารถมีความสุขกับการกินช็อกโกแลตหรือดูฟุตบอลรอบดึกได้โดยไม่ต้องกดดันตัวเองจนเกินไป 

การมีเป้าหมายเพื่อสะสมเงินออมเป็นเรื่องดี แต่การพยายามลงทุนอย่างหนักเพื่อหวังอิสรภาพทางการเงินจนไม่ต้องทำงานอีกเลย อาจเป็นเพียงเป้าหมายที่สังคมบอกว่าดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ 

เนื่องจากพลังงานและเวลาของเรามีจำกัด การพุ่งเป้าไปที่เส้นทางหนึ่งย่อมหมายถึงการละสายตาจากอีกเส้นทางหนึ่งเสมอ หากเรามัวแต่วิ่งไล่ตามความทะเยอทะยานที่คนอื่นขีดเส้นไว้ เราก็อาจจะลืมชื่นชมความสำเร็จและความสุขที่เราได้เดินทางมาถึงแล้ว

4.ความสุขเล็ก ๆ เหตุผลของการอยากลืมตาตื่น 

ในเวลาที่ทุกอย่างดูหนักอึ้ง การพยายามมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวในสเกลที่ใหญ่เกินไป อาจทำให้เรายิ่งรู้สึกสับสนและไร้ทางออก 

คุณนิ้วกลมได้เล่าถึงเรื่องราวของเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ มาด้วยกัน ชายคนนี้ประสบความสำเร็จในฐานะผู้บริหาร มีเงินเดือนในระดับที่สูงที่สุดในคนรุ่นเดียวกัน แต่เขากลับมีความรู้สึกว่าชีวิตชนเพดาน และไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ 

อยู่มาวันหนึ่งเขาเก็บกระเป๋า ขับรถออกจากบ้านไปโดยไม่มีจุดหมาย จนถึงจุดที่เขารู้สึกหลงทาง น้ำตาไหล หาทางออกไม่เจอ และไม่รู้ว่าตื่นขึ้นมาทำไม เขาพยายามไปทดลองหลายอย่าง การบำบัดต่าง ๆ เพื่อหาว่าทางออกของชีวิตคืออะไร

แต่สิ่งที่ปลดล็อกคำถามที่ดูเหมือนไม่มีทางออกนี้ กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเขาเองก็เซอร์ไพรส์ เมื่อเขากลับมาที่บ้านและพบว่ามีเพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น ซื้อขนมโตเกียวบานาน่ามาให้ 

ทันทีที่เขาฉีกซองและกัดขนมเข้าไป เขาน้ำตาคลอและพูดขึ้นมาว่า โลกนี้ยังมีขนมอร่อย ๆ แบบนี้อยู่ เราควรมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อรอกินโตเกียวบานาน่าอันต่อไป 

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วคนเรามักจะไปแสวงหาอะไรที่ใหญ่โตมากมาย ตั้งคำถามใหญ่กับชีวิต จนมองข้ามเรื่องดี ๆ ที่มีอยู่ในชีวิตแต่ละวันไป

การเปลี่ยนมุมมองมาสู่การสร้างความสุขเล็ก ๆ จึงเป็นทางออกที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุด ลองปักหมุดความสุขเล็ก ๆ เหล่านี้ลงในปฏิทินชีวิตดู ไม่ว่าจะเป็นการรอดูทีมฟุตบอลที่ชอบลงเตะ การได้กลับไปวิ่งออกกำลังกาย หรือการนัดเจอเพื่อนสนิทในปลายสัปดาห์

สิ่งเหล่านี้แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับกลายเป็นของขวัญที่คอยหล่อเลี้ยงหัวใจให้เรามีเหตุผลในการตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน

โลกควบคุมไม่ได้ แต่ชีวิตเราออกแบบได้ 

โลกใบนี้อาจไม่มีวันหยุดปั่นป่วนและจะมีความไม่แน่นอนถาโถมเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การคาดหวังว่าเราจะสามารถควบคุมทุกสิ่งรอบตัวเพื่อให้ชีวิตมีความสุขได้นั้น ถือเป็นความคาดหวังที่ไม่เป็นความจริง 

การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกระแสที่คนอื่นคอยลากจูงไปมา มีแต่จะทำให้เรารู้สึกหมดพลังและสับสนว่าตกลงแล้วชีวิตนี้เป็นของใครกันแน่ 

ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถควบคุมได้เพียงแค่บางสิ่งเท่านั้น และการควบคุมแค่บางสิ่งก็อาจจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีพลัง 

ไม่ว่าผู้นำระดับโลกคนไหน หรือบริษัทเทคโนโลยีที่มีอัลกอริทึมล้ำหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถพราก 4 สิ่งสำคัญนี้ไปจากเราได้ เพราะมันคือหลักฐานที่ยืนยันว่าเรายังมีเลือดเนื้อ มีจิตวิญญาณ และยังคงเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง 

เมื่อใดก็ตามที่เราหันกลับมากุมพวงมาลัยชีวิตผ่านความใส่ใจ การสร้างความหมาย ความทะเยอทะยานที่แท้จริง และความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวัน แค่เพียงเท่านี้ก็คงเพียงพอที่จะช่วยให้เรารู้สึกถึงพลังของการกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตตนเองอย่างแท้จริงแล้ว