บทเรียนหลัง IPO ของโอ้กะจู๋ เข้าตลาดไม่ถึง 2 ปี
จากกำไร 201 ล้านบาท สู่ครึ่งปี 69 ขาดทุน 55 ล้านบาท
ตลาดหลักทรัพย์อาจเป็นหนึ่งในความฝันของ SME แต่ “ตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่ทุ่งลาเวนเดอร์”
เพราะการได้เข้าไปไม่ใช่ตอนจบของความสำเร็จ เงินทุนที่มากขึ้นอาจทำให้ธุรกิจโตเร็วขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่ากำไรจะโตตาม
“โอ้กะจู๋” คือหนึ่งใน Case Study ที่น่าสนใจ
จากร้านอาหารสุขภาพเล็ก ๆ ในเชียงใหม่ที่ก่อตั้งโดยเพื่อน 3 คน โอ้กะจู๋ค่อย ๆ เติบโตและขยายสาขา โดยได้แรงส่งสำคัญจากบริษัทในกลุ่ม OR ที่เข้ามาถือหุ้น 20% ก่อนพาบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567
OKJ เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 159 ล้านหุ้น ราคา 6.70 บาทต่อหุ้น ระดมทุนได้ 1,065.3 ล้านบาท และมีมูลค่าบริษัท ณ ราคา IPO กว่า 4,080 ล้านบาท
วันนั้นภาพของโอ้กะจู๋ดูเหมือนกำลังเข้าสู่บทใหม่ของการเติบโต
แต่ไม่ถึง 2 ปีหลังจากนั้น โจทย์กลับเปลี่ยนจาก “จะโตให้เร็วแค่ไหน” เป็น “จะทำอย่างไรให้การเติบโตกลับมาสร้างกำไร”
ก่อนเข้าตลาด ทุกอย่างกำลังไปได้สวย
ปี 2566 โอ้กะจู๋มีรายได้จากการขาย 1,716.8 ล้านบาท กำไรสุทธิ 140.6 ล้านบาท
ปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่เข้าตลาด รายได้จากการขายเพิ่มเป็น 2,421.1 ล้านบาท กำไรสุทธิ 201.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.4% ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG ยังเติบโต 7.7%
จึงไม่แปลกที่เงินจากตลาดหุ้นจะถูกมองเป็นเชื้อเพลิงก้อนใหม่สำหรับการเติบโต
แต่การมีเงินให้โต กับการโตแล้วมีกำไร ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ปี 2568 รายได้จากการขายของ OKJ ยังเพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 2,726.5 ล้านบาท แต่ SSSG ของร้านโอ้กะจู๋กลับติดลบ 21.6% ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามการขยายธุรกิจ
สุดท้ายกำไรสุทธิลดจาก 201.7 ล้านบาท เหลือ 70.4 ล้านบาท หายไป 65.1% ภายในปีเดียว
รายได้ยังโต แต่กำไรหายไปเกือบ 2 ใน 3
สถานการณ์ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเข้าสู่ปี 2569 เพราะคราวนี้ไม่ใช่เพียงกำไรลด แต่รายได้ก็เริ่มหดตัว
ครึ่งปีแรก 2569 OKJ มีรายได้จากการขาย 1,159 ล้านบาท ลดลง 16.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ SSSG ติดลบ 35%
ไตรมาสแรกขาดทุนสุทธิ 30.45 ล้านบาท ก่อนขาดทุนอีก 24.99 ล้านบาทในไตรมาส 2 ทำให้ครึ่งปีแรกขาดทุนสะสม 55.44 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 87.47 ล้านบาท
จากปี 2568 ที่ยังเป็นภาพ “รายได้โต แต่กำไรหาย” มาถึงครึ่งปีแรก 2569 จึงกลายเป็น “รายได้ลด และพลิกเป็นขาดทุน”
OKJ จึงเริ่มเปลี่ยนแนวทางจาก “Growth First” มาเป็น “Quality Growth” โดยแผนแก้เกมมี 3 ด้าน
ด้านแรก Fix Core ฟื้นธุรกิจหลักอย่างโอ้กะจู๋ หลัง SSSG ไตรมาส 2/2569 ยังติดลบ 29.6% แม้ดีขึ้นจาก -39.4% ในไตรมาสแรก
ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 โอ้กะจู๋เตรียมปรับแบรนด์ทั่วประเทศ ทั้งลดจำนวนเมนู ลด Portion อาหาร และปรับราคาเป็นราคารวม VAT โดยไม่มี Service Charge เพื่อให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นและเพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการ
ด้านที่สอง Selective Growth จากเน้นขยายสาขา เปลี่ยนเป็นเลือกโมเดลที่มีโอกาสมากขึ้น เช่น Grill & Ground และ Joe Wings ซึ่งทดลองขยายเข้าสถานีบริการน้ำมันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการเปิดในศูนย์การค้า
ด้านที่สาม Cost Transformation ลดต้นทุนและใช้ทรัพยากรเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการใช้กำลังการผลิตของครัวกลาง และขยายช่องทาง B2B โดยนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายใน Café Amazon มากกว่า 600 สาขา
ขณะเดียวกัน OKJ ยังมองหา Growth Engine ใหม่ ตั้งแต่ Functional Food, Longevity Project ไปจนถึงแบรนด์ร้านอาหารใหม่ที่วางแผนเปิดในปี 2570
ทั้งหมดคือการเปลี่ยนจาก “เปิดให้มาก” เป็น “เลือกให้มากขึ้น” พร้อมฟื้นธุรกิจเดิมและคุมต้นทุนไปด้วย
เรื่องของโอ้กะจู๋ กำลังสะท้อนอีกด้านหนึ่งของการพา SME เข้าตลาดหุ้น
ตลาดหลักทรัพย์ทำให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนก้อนใหญ่ เปิดสาขา ลงทุนระบบ เพิ่มกำลังการผลิต และสร้างธุรกิจใหม่ได้เร็วขึ้น
แต่เงินทุนไม่ได้ทำให้ลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นโดยอัตโนมัติ และไม่ได้รับประกันว่าสาขาใหม่ทุกแห่งจะทำกำไร
เพราะยิ่งขยายเร็ว ต้นทุนทั้งค่าเช่า พนักงาน ค่าเสื่อมราคา และการตลาดก็ยิ่งตามมาเร็ว หากรายได้โตไม่ทันต้นทุน สมการจาก “ยิ่งโตยิ่งกำไร” ก็สามารถเปลี่ยนได้
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเข้าตลาดหุ้นของโอ้กะจู๋เป็นความผิดพลาด
เพราะ OKJ ยังอยู่ระหว่างการแก้เกม และไตรมาส 2/2569 แม้ยังขาดทุนสุทธิประมาณ 25 ล้านบาท แต่ลดลงจาก 30.45 ล้านบาทในไตรมาสแรก ขณะที่ SSSG ก็ดีขึ้นจาก -39.4% เหลือ -29.6%
หลังจากเคยพิสูจน์ว่าสามารถพาร้านอาหารเล็ก ๆ จากเชียงใหม่ เติบโตเป็นบริษัทมูลค่าหลายพันล้านบาทได้แล้ว
ครั้งนี้โจทย์ของ OKJ คือ จะสามารถเปลี่ยนการเติบโตอย่างั่งยืนหลัง IPO ให้กลับมาสร้าง “กำไร” ได้หรือไม่
เพราะสุดท้าย IPO อาจเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ SME
แต่การเข้าตลาดหุ้นไม่ใช่ Happy Ending ของความสำเร็จ
บางครั้งมันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโจทย์ที่ยากกว่าเดิม
