ช่วงราวสิบปีก่อนหน้า ตลาดหนังสือผูกพันอยู่กับการอ่านผ่านหน้ากระดาษเป็นหลัก 

ทว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน วิถีชีวิตแบบดิจิทัลทำให้พฤติกรรมผู้อ่านเปลี่ยนไป ส่งผลให้ยอดขายรูปแบบอีบุ๊กช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เติบโตอย่างมีนัยสำคัญจนขยับส่วนแบ่งยอดขายใกล้เคียงหนังสือเล่ม ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทยที่ใช้เวลาอ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์สูงถึง 2.32 ชั่วโมงต่อวัน

แต่ถึงกระนั้น ตลาดหนังสือเล่มกลับไม่ได้หดตัวหายไปตามกาลเวลา กลับกันได้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงสื่อเพื่อการอ่าน สู่การเป็นของสะสมที่มีคุณค่าทางใจอย่างเต็มตัว ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป 

หนังสือเล่มกลายเป็นการสะท้อนรสนิยม โดยผู้อ่านยุคนี้ให้ความสำคัญกับการออกแบบปก รูปเล่ม คุณภาพการผลิต และการแถมของที่ระลึกพิเศษมากขึ้น 

โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมยอมจ่ายเพื่อซื้อไปเก็บสะสม ทำให้ผู้จัดพิมพ์ต้องพัฒนาหนังสือให้ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มที่ต้องการฉบับพิเศษและกลุ่มที่มองหาฉบับราคาจับต้องได้

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มีผลกระทบต่อตลาดหนังสืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ทำให้ปัจจุบันแทบจะหาหนังสือราคาถูกไม่ได้แล้วในท้องตลาด ยกเว้นในกลุ่มหนังสือมือสอง ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบทั้งต่อโรงพิมพ์ที่ต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราว และบีบบังคับให้กำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนต้องถูกจัดสรรไปเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย 

แต่หากมองภาพรวมมูลค่าตลาดหนังสือในประเทศไทย จะพบว่าตลาดยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 ตลาดมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 20,000 ล้านบาท และมีการประเมินว่าจะสามารถทะยานขึ้นไปแตะระดับ 21,000 ล้านบาทได้ในปี 2569

พฤติกรรมการอ่านของคนไทย จะพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าแม้อีบุ๊กจะมาแรง แต่นักอ่านชาวไทยยังมีสถิติการอ่านหนังสือเฉลี่ยสูงถึง 22 เล่มต่อปี และหยิบจับหนังสือรูปแบบกระดาษมาอ่านเฉลี่ยถึง 5 วันต่อสัปดาห์ โดยใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับการอ่านเฉลี่ยประมาณ 64 นาทีต่อวัน 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสำรวจรสนิยมในหมวดหนังสือฟิกชัน นิยายรักโรแมนติกยังคงยืนหนึ่งครองใจผู้อ่านด้วยสัดส่วนสูงถึง 52% ตามมาติด ๆ ด้วยแนวสืบสวนสอบสวนที่ 49% และนิยายแฟนตาซีที่ 42% 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามนต์เสน่ห์ของการดำดิ่งสู่โลกแห่งจินตนาการผ่านตัวอักษร ยังคงเป็นไลฟ์สไตล์ที่ฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของนักอ่านชาวไทยอย่างเหนียวแน่น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ผู้บริโภคมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หลายคนเลือกที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อโดยอาศัยเทรนด์คอนเทนต์จากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ เช่น BookToker และ YouTuber ซึ่งกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นยอดขายและทำให้หนังสือเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น 

ที่น่าสนใจคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของคอนเทนต์ไทย เมื่อนิยายไทยสามารถขยับสัดส่วนขึ้นมาตีตื้นนิยายแปลได้ถึง 40% ของตลาดรวมในปี 2568 ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการสร้างมูลค่าเพิ่มข้ามสื่อด้วยการนำนิยายดังไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และซีรีส์ยอดฮิต 

เช่น ซีรีส์วายเรื่อง “เขมจิราต้องรอด” และ “ด้วงกับเธอ” หรือซีรีส์แซฟฟิกกระแสแรงอย่าง “ใจซ่อนรัก” ตลอดจนการนำซีรีส์ชื่อดังอย่าง “GELBOYS” มาดัดแปลงย้อนกลับเป็นหนังสือนิยาย หรือล่าสุดอย่าง ภาพยนตร์เรื่อง “คุณยายวรนาฏ” ซึ่งดัดแปลงจากบทประพันธ์สยองขวัญระดับตำนาน “ทายาทอสูร” ที่เตรียมเข้าฉายช่วงปลายปีนี้ 

สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างนักเขียนระดับปรากฏการณ์ที่ทำให้หนังสือเล่มเก่า ๆ ถูกนำกลับมารีปรินต์และขายดีพร้อมกันหลายสิบเล่ม 

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการส่งออกกลุ่มนิยายวาย หรือ Boy’s Love (BL) และยูริ หรือ Girl’s Love (GL) เนื่องจากความเปิดกว้างทางเพศและความพร้อมในการผลิตที่เหนือกว่าคู่แข่งในภูมิภาคเอเชีย

ส่วนโครงสร้างผู้เล่นในตลาดปัจจุบันมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่แบรนด์สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ ไปจนถึงสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อผลิตหนังสือตอบสนองกลุ่มผู้อ่านเฉพาะกลุ่มจนทำให้ตลาดกลุ่มนิชขยายตัวและไม่กลายเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป 

ขณะเดียวกัน นักเขียนและนักวาดอิสระรุ่นใหม่ก็หันมาใช้โมเดลการพิมพ์เองขายเองผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้สำนักพิมพ์ต้องเร่งปรับตัวด้วยการสร้างแรงดึงดูดเพื่อรักษานักเขียนและผู้สร้างสรรค์ผลงานเอาไว้ 

ขณะที่ช่องทางการจัดจำหน่ายก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ร้านหนังสือเชนสโตร์เผชิญความท้าทายจนมียอดขายลดลงและต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก สวนทางกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กลายเป็นช่องทางหลัก แม้ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่สูงขึ้นก็ตาม 

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่จัดงานแฟร์อย่างงานสัปดาห์หนังสือหรืองานมหกรรมหนังสือ จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่นักอ่านกว่า 75% เลือกใช้เป็นช่องทางหลักในการซื้อหนังสือเล่มแบบออฟไลน์ รวมไปถึงการมุ่งเน้นขยายตลาดสู่ระดับสากล ผ่านการเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์และการนำผลงานไปจัดแสดงในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย อินเดีย และเทศกาลหนังสือแฟรงก์เฟิร์ต

ตลาดหนังสือไทยในปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมของสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการอ่านเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป 

แต่ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นการมอบประสบการณ์ การสร้างคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่น และการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร้รอยต่อ 

สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความแตกต่างและยกระดับมูลค่าเพิ่ม ทำให้วงการหนังสือสามารถรักษาสถานะอุตสาหกรรมหลักที่สร้างความคึกคัก และต่อยอดเม็ดเงินหมุนเวียนมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ประกอบการทุกกลุ่มได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ตลาดหนังสือไทย 21,000 ล้านบาท
ปี พ.ศ. มูลค่าตลาดหนังสือไทย
2564 13,000 ล้านบาท
2565 15,000 ล้านบาท
2566 17,000 ล้านบาท
2567 17,000 ล้านบาท
2568 20,000 ล้านบาท
2569 (คาดการณ์) 21,000 ล้านบาท
ที่มา: สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย / ตุลาคม 2569

 

สถิติประเภทหนังสือและจำนวนปก ปี 2568 

นิยายไทยขยับสัดส่วนเท่านิยายแปล

หัวข้อ รายละเอียด จำนวน / สัดส่วน
สถิติการขอรับเลข ISBN จากสำนักหอสมุดแห่งชาติ ปี 2568 หนังสือทั่วไป 14,664 ปก
หนังสือแปล 7,506 ปก
รวมทั้งหมด 22,170 ปก
5 อันดับหมวดหมู่ที่มียอด ISBN สูงสุด 1. การ์ตูน 3,873 ปก
2. นวนิยาย/วรรณกรรมแปล 2,128 ปก
3. นวนิยาย/วรรณกรรมไทย 2,118 ปก
4. คู่มือเรียน-แบบเรียน 1,222 ปก
5. หนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน 1,112 ปก

 

พฤติกรรมการอ่านของนักอ่านในไทย
รายการ ข้อมูล
เวลาที่ใช้ในการอ่านรวมทุกอย่างต่อวัน
ปี 2567 113 นาที
ปี 2568 64 นาที
สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่อ่านภาษานั้น ๆ ในชีวิตประจำวัน: ภาษาไทย 99%
ภาษาอังกฤษ 42%
การอ่านทุกอย่างในรูปแบบกระดาษ 5 วันต่อสัปดาห์
จำนวนหนังสือที่อ่านเฉลี่ยใน 1 ปี 22.31 เล่ม
สัดส่วนประเภทหนังสือ Fiction ของสามหมวดหลัก ปี 2568
นิยายโรแมนติก 52%
สืบสวน สอบสวน 49%
นิยายแฟนตาซี 42%
* พิจารณาค่าเฉลี่ยจากผู้ตอบแบบสอบถามนักอ่านอายุ 12 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในไทย โดยอ่านหนังสือทุกรูปแบบและทุกแพลตฟอร์ม จำนวน 1,047 คนทั่วประเทศ
ที่มา: งานวิจัยพฤติกรรมการอ่านของนักอ่านในประเทศไทย โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569

 

พฤติกรรมการซื้อหนังสือของนักอ่านในไทย
รายการ ข้อมูล
สัดส่วนช่องทางการซื้อหนังสือเล่ม (ออฟไลน์)
งานมหกรรม / สัปดาห์หนังสือ 75%
ร้านนายอินทร์ 53%
B2S 49%
สัดส่วนการซื้อหนังสือ
แบบกระดาษ 57%
แบบอิเล็กทรอนิกส์ 40%
หนังสือเสียง 3%
* พิจารณาค่าเฉลี่ยจากผู้ตอบแบบสอบถามนักอ่านอายุ 12 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในไทย โดยอ่านหนังสือทุกรูปแบบและทุกแพลตฟอร์ม จำนวน 1,047 คนทั่วประเทศ
ที่มา: งานวิจัยพฤติกรรมการอ่านของนักอ่านในประเทศไทย โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569