สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (The Publishers and Booksellers Association of Thailand: PUBAT) เปิดพื้นที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 เพื่อชวนนักอ่านออกมาค้นพบเรื่องราว ความคิด และแรงบันดาลใจจากหนังสือที่รอการเปิดอ่าน
พร้อมผลักดันวัฒนธรรมการอ่านและการสร้างคอมมูนิตี้ให้เติบโต ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี
คุณณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางหลักของการจัดงานในครั้งนี้ คือการสร้างพื้นที่พบปะระหว่างนักอ่าน นักเขียน นักแปล สำนักพิมพ์ และนักสร้างสรรค์
โดยงานปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’” ที่เปรียบหนังสือทุกเล่มเสมือนข้อความที่รอการเปิดอ่านเพื่อค้นพบเรื่องราวและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ
“เมื่อก่อนคนอาจมองว่าอีบุ๊กจะมาทดแทนหนังสือเล่มทั้งหมด แต่เราพบว่าหนังสือรูปเล่มยังได้รับความนิยมและกลายเป็นของสะสมที่มีคุณค่าทางใจ ผู้อ่านให้ความสำคัญกับการออกแบบปกและคุณภาพการผลิตมากขึ้น”
แม้พฤติกรรมของผู้อ่านยุคใหม่จะใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยลงเฉลี่ยอยู่ที่ 64 นาทีต่อวัน และให้ความสนใจซื้ออีบุ๊กจนมีสัดส่วนถึง 40% แต่การซื้อหนังสือแบบกระดาษก็ยังครองสัดส่วนหลักที่ 57%
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มียอดขายเติบโตจนกลายเป็นผู้เล่นหลักก็เริ่มเผชิญความท้าทายจากค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น ส่วนร้านหนังสือเครือข่ายก็มียอดขายลดลงและปิดตัวลงจำนวนมาก
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้งานหนังสือกลับมามีบทบาทในการมอบประสบการณ์ตรงให้นักอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่ระบุว่านักอ่าน 75% ยังคงนิยมซื้อหนังสือเล่มผ่านงานมหกรรมหนังสือและสัปดาห์หนังสือ
ด้านกลุ่มทรัพย์สินทางปัญญา ที่โดดเด่นและเป็นหัวใจสำคัญของตลาดหนังสือไทยในยุคนี้ คือกลุ่มนิยายวาย หรือ Boy’s Love (BL) และ ยูริ หรือ Girl’s Love (GL) ที่เติบโตจนผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นศูนย์กลางการส่งออกระดับภูมิภาค ด้วยความได้เปรียบด้านศักยภาพและความเปิดกว้างทางเพศที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้
นอกจากนี้ ผลงานฟิกชันของนักเขียนไทยยังสร้างปรากฏการณ์ตีตื้น ครองสัดส่วนใกล้เคียงกับนิยายแปลต่างประเทศ โดยสถิติการขอรับเลข ISBN จากสำนักหอสมุดแห่งชาติ ปี 2568 ระบุว่านวนิยายไทยมีจำนวนถึง 2,118 ปก ซึ่งสูสีกับนวนิยายแปลที่มี 2,128 ปก
ปรากฏการณ์หนังสือเล่มดังของนักเขียนชาวไทยยังถูกนำไปต่อยอดดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์วาย ซีรีส์แซฟฟิก และละครโทรทัศน์แนวสืบสวนสอบสวนอีกจำนวนมาก
ความสำเร็จเหล่านี้ส่งผลให้มีสำนักพิมพ์ขนาดเล็กและนักเขียนอิสระที่จัดพิมพ์ผลงานด้วยตนเองแจ้งเกิดเพิ่มขึ้น เพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่มที่ขยายตัวจนไม่เป็นเพียงกลุ่มนิชอีกต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ตลาดหนังสือไทย อ่านกัน 22 เล่มต่อปี มูลค่าตลาด 2.1 หมื่นล้าน
| มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31
Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’ |
||||
| ครั้งที่จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ | 28 (2566) | 29 (2567) | 30 (2568) | 31 (2569) |
| สถานที่จัดงาน | ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ | ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ | ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ | ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ |
| บูธหนังสือ | 905 | 898 | 902 | 912 |
| ผู้เข้าร่วมงาน / ล้านคน | 1.3 | 1.4 | 1.5 | ไม่ระบุ |
| ยอดขาย / ล้านบาท | 382 | 439 | 475 | 475 (ตั้งเป้า) |
| ที่มา: สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) / ตุลาคม 2569 | ||||
สำหรับแผนงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ภายในงานมีการจัดสรรพื้นที่บนขนาด 17,314 ตารางเมตร รองรับ 319 สำนักพิมพ์และหน่วยงาน รวม 912 บูท ซึ่งต้องปรับผังซอยพื้นที่ให้ย่อยลงเพื่อตอบรับความต้องการของสำนักพิมพ์ที่ล้นหลาม
โดยพื้นที่จำหน่ายหนังสือถูกแบ่งออกเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนหนังสือทั่วไป โซนหนังสือนิยายและวรรณกรรม โซนหนังสือเด็กและการศึกษา โซนหนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น โซนหนังสือเก่า และโซน Non-Book และบอร์ดเกม
แม้อุตสาหกรรมจะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยที่กระทบกระบวนการผลิตและกำลังซื้อบางส่วน ไปจนถึงต้นทุนราคาหนังสือที่ปรับตัวสูงขึ้นตามค่าครองชีพ
แต่ทางสมาคมยังคงตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 475 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นในคุณภาพของหนังสือปกใหม่กว่า 1,000 ปกในงาน และภาพรวมตลาดหนังสือไทยในปี 2569 ที่คาดการณ์มูลค่าเติบโตสูงถึง 21,000 ล้านบาท รวมทั้งมีการใช้กลยุทธ์ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อรีวิวและสร้างกระแสยอดขายอย่างต่อเนื่องหลังจบงาน
ด้านตลาดต่างประเทศ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สมาคมมองเห็นโอกาสเติบโตอีกมหาศาล โดยมุ่งเดินหน้าผลักดันลิขสิทธิ์หนังสือไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว
ทั้งการไปจัดแสดงที่ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย อินเดีย และงานเทศกาลหนังสือแฟรงก์เฟิร์ต
กลยุทธ์หลักคือการใช้ทุนสนับสนุนการแปลผลงานเป็นภาษาอังกฤษจากภาครัฐและเอกชนมาเป็นสะพานเชื่อมเพื่อทลายกำแพงภาษา ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการส่งออก
ขณะที่ในส่วนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI แม้จะเข้ามามีบทบาทในแวดวงหนังสือ แต่ชุมชนนักอ่านส่วนใหญ่ยังคงต้องการเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากภาพวาดและผลงานของมนุษย์ โดยมองว่าในตอนนี้ AI ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก ที่ไม่สามารถทดแทนคุณภาพและความถูกต้องเชิงลึกของหนังสือได้อย่างสมบูรณ์
