อาเซียนก็ไม่ต่างจากโซนอื่น ๆ ของโลกที่กำลังตื่นตัวกับอุตสาหกรรมชิป หลังความต้องการชิ้นส่วนเล็ก ๆ แต่ขาดไม่ได้นี้ พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
จนมีข่าวออกมาอยู่เสมอว่า ต่อให้ผลิตออกมาได้มากแค่ไหนก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเสียที
มาเลเซียคือ ประเทศที่จะได้ประโยชน์จากเทรนด์ดังกล่าวมากสุดในแถบอาเซียน เพราะเป็นฐานผลิตชิปใหญ่สุดของแถบนี้ และเป็นประเทศที่ส่งออกชิปมากสุดอันดับ 6 ของโลก
ศูนย์กลางความสำเร็จดังกล่าว อยู่ที่ปีนัง ที่แหล่งรายได้หลักในอดีตเป็นสินค้าต่างจากทุกวันนี้อย่างสิ้นเชิง
ปีนัง เป็นเกาะทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซีย โดยในอดีตย้อนราวปลายทศวรรษที่ 1700 นี่คือเมืองท่าสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แหล่งรายได้สำคัญของปีนัง ณ เวลานั้นคือ เครื่องเทศที่ปลูกและเก็บเกี่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวยุโรปต้องการอย่างมาก
หลังโลกเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม ปีนังก็เปลี่ยนตาม โดยหันไปส่งออกดีบุก และยาง
จุดเปลี่ยนสำคัญของเกาะที่ชื่อหมายถึงเมล็ดต้นหมากในภาษาท้องถิ่นมาถึงในปี 1972 โดย อับดุล ราซัก ฮุสเซน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเวลานั้น มีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและตั้งเขตการค้าเสรีในปีนังขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
ชิปเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของปีนัง ซึ่งค่ายชิปแห่งแรกที่มาเปิดโรงงานคือ อินเทล ซึ่งนอกจากเป็นโรงงานชิปแห่งแรกนอกสหรัฐฯ แล้ว
อีกเพียง 3 ปีต่อมา ยังพัฒนาขึ้นเป็นโรงงานชิปใหญ่ที่กินสัดส่วนถึง 50% ที่อินเทลผลิตได้อีกด้วย
ความสำเร็จของอินเทล ดึงดูดให้ค่ายชิปอีกหลายค่าย อย่าง เอชพี และ เอเอ็มดี มาตั้งโรงงานในปีนัง โดยต่อมาขยายไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่น ๆ อย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตามชิปยังคงเป็นอุตสาหกรรมหลักจนต่อมาปีนังกลายเป็นฐานผลิตชิปสำคัญในเอเชีย โดยช่วงไม่กี่ปีมานี้ บรรดาค่ายชิปก็ยังปักหมุดสร้างโรงงานในปีนังอย่างต่อเนื่อง
เมื่อปี 2021 อินฟินีออน ค่ายชิปใหญ่สุดในยุโรป ทุ่ม 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 67,000 ล้านบาท) สร้างโรงงานในปีนัง
นี่ทำให้ อินเทล ที่อยู่ในปีนังมานานยอมไม่ได้ นำมาสู่การลงทุน 7,100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 238,000 ล้านบาท) เพื่อขยายโรงงาน
ข่าวการลงทุนก้อนใหญ่ของค่ายชิปจากประเทศตะวันตกยิ่งตอกย้ำการเป็นฐานผลิตชิปที่สำคัญของปีนัง ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งหมดทั่วโลก
ทว่าการมีโรงงานชิปผุดขึ้นมากมายก็ทำให้พื้นที่ในปีนังเริ่มไม่พอ โดยในปี 2023 รัฐบาลมาเลเซียและฝ่ายปกครองของปีนัง เห็นชอบร่วมกันให้ถมทะเลทางใต้ของเกาะปีนังสร้างเกาะใหม่ขึ้น
เกาะมนุษย์สร้างดังกล่าวมีชื่อว่า ซิลิคอนไอแลนด์ (Silicon Island) หรือเกาะซิลิคอน ที่ตั้งชื่อตามแร่สำคัญในกระบวนการผลิตชิป และยังเชื่อมโยงกับการเป็นโซนเทคโนโลยี เช่น ซิลิคอนแวลลีย์ ในสหรัฐฯ อีกด้วย

เกาะซิลิคอนสร้างขึ้นบนพื้นที่ 2,300 เอเคอร์ (ใหญ่กว่าสวนสาธารณะเซนทรัลพาร์กในนิวยอร์กเกือบ 3 เท่า) ซึ่งใช้งบก่อสร้างทั้งหมด 3,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 114,000 ล้านบาท)
ซึ่งแม้เป็นโครงการระยะยาว และโรงงานแห่งแรกจะเดินเครื่องได้ในปี 2029 แต่รัฐบาลมาเลเซียก็คาดว่า จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากค่ายชิปต่างชาติได้มหาศาล
และสร้างรายได้ให้ประเทศสูงถึง 334,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 11 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ ชิป ถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของมาเลเซีย โดยทำเงินเข้าประเทศมากถึงปีละ 40,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) และ 6% ของชิปในสายการผลิตโลกก็มาจากมาเลเซีย
ขณะที่ในโซนเอเชีย มาเลเซีย คือ “ยักษ์ชิป” ด้วยสัดส่วนสูง 47% ของตลาดบรรจุและทดสอบชิปในโซนนี้ ซึ่งการอยู่ในอุตสาหกรรมชิปมานานกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
และโครงการเพื่ออนาคตอย่างเกาะซิลิคอน จึงทำให้มาเลเซียจะยังยืนหนึ่งด้านชิปของโซนนี้ต่อไป / straitstimes, atlanticcouncil, wikipedia
