“ความภูมิใจของการทำ The Voice มา 14 ปี”

นี่คือคำถามสุดท้ายที่เราถามโอ๋

“มันคงเป็นจุดเดียวที่ยังทำรายการอยู่ทุกวันนี้”

สำหรับคนดู ความสำเร็จของรายการอาจเป็นการได้เห็นผู้เข้าแข่งขันที่ตัวเองเชียร์กลายเป็นศิลปินดัง มีเพลงของตัวเอง และมีคนติดตามมากขึ้น

แต่สำหรับคนทำรายการอย่างโอ๋ ความภูมิใจยังรวมถึงคนที่แม้จะไม่ได้ไปถึงรอบสุดท้ายก็ตาม แต่ออกจากรายการแล้วมีงานร้องเพลง มีรายได้เลี้ยงตัวเอง

หลายคนที่ได้มาประกวดยังใช้คำว่า The Voice ต่อท้ายชื่อในการทำงาน เธอเรียกสิ่งนี้ว่า “นามสกุล The Voice”

เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์ โอ๋ – พัฒนี จรียะธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์ซิท สาม หก ห้า จำกัด (EXIT 365) ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้ผลิตรายการ The Voice Thailand

โดยในปีนี้มีคนสมัครแข่งขันมากที่สุดตั้งแต่เปิดรายการมา

แต่การมีคนอยากสมัคร และมีคนรอดู ไม่ได้ทำให้การผลิตซีซันใหม่เป็นเรื่องง่าย

ก่อนจะมาถึงคำถามเรื่องความภูมิใจ เราคุยกันตั้งแต่การทำโชว์ที่คนดูอยากกลับมาฟังซ้ำ ต้นทุนเพลง การย้ายช่อง ไปจนถึงช่วงที่ทีมงานแยกย้ายและเธอเคยคิดว่าจะเลิกทำ

สิ่งที่เราอยากรู้คือ เบื้องหลังรายการที่ทำให้คนดูมีความสุข คนทำรายการต้องจัดการกับอะไรบ้าง เพื่อให้ The Voice ยังกลับมาได้อีกครั้ง

 

คนธรรมดาที่ได้เป็นฝ่ายเลือก

ก่อนจะได้สร้างนามสกุล The Voice ในประเทศไทย โอ๋เป็นคนที่ทำงานในวงการเพลงเป็นเวลานาน จนได้ไปเห็น The Voice เวอร์ชันสหรัฐอเมริกา แล้วอยากนำรายการนี้มาทำที่ประเทศไทย

สิ่งที่เธอชอบคือการให้ศิลปินชื่อดังมานั่งหันหลัง ฟังเสียงคนที่ตัวเองยังไม่เห็นหน้า แล้วตัดสินใจว่าจะกดปุ่มหรือไม่

ซึ่งเป็นการแข่งที่วัดกันเรื่อง “เสียง” จริงๆ โดยไม่มีการเอารูปลักษณ์มาตัดสิน

พอเก้าอี้หันกลับมา คนร้องก็มีโอกาสเป็นฝ่ายเลือกบ้าง

หากมีโค้ชกดเลือกมากกว่าหนึ่งคน ศิลปินดังเหล่านั้นต้องชวนและโน้มน้าวให้ผู้เข้าแข่งขันมาอยู่ทีมตัวเอง

คนดูจึงได้เห็นทั้งความดีใจของคนที่เดินขึ้นเวที และอีกมุมของศิลปินที่คุ้นหน้า เวลาต้องแย่งคนที่ตัวเองอยากร่วมงานด้วย

เราอาจลุ้นว่าใครจะได้เข้ารอบ แต่ระหว่างนั้นก็ลุ้นด้วยว่าคนร้องจะเลือกใคร และโค้ชแต่ละคนจะงัดอะไรมาแย่งตัวกันอีก

โอ๋ชอบความรู้สึกแบบนี้ เธอใช้คำว่า “The Voice คือรายการขายความสุข”

เราถามว่า แล้วเมื่อพ้นรอบ Blind Audition ไป ทุกคนเห็นหน้ากันหมดแล้ว อะไรจะทำให้คนดูยังอยากติดตามต่อ

โอ๋เล่าถึงการได้เห็นผู้เข้าแข่งขันค่อย ๆ เปลี่ยนไปหลังทำงานกับโค้ชขนาดไหน

ตั้งแต่เพลงที่เลือก วิธีร้อง ไปจนถึงการแสดงบนเวที คนที่เราเคยฟังในวันแรกอาจมีอะไรอีกมากที่ยังไม่ได้แสดงออกมา

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าหลายคนเปลี่ยนแปลงไปมากหลังจากที่ผ่านรอบแรกไปได้ และหน้าที่ของโค้ชคือการช่วยดึงสิ่งนั้นออกมาให้ได้

 

ไม่เตี๊ยมบนเวที แต่เตรียมทุกอย่างก่อนขึ้นเวที

“เราไม่เคยสร้างดราม่า ใช้คำนี้ดีกว่า”

โอ๋ตอบเมื่อเราถามว่า ถ้ารายการตั้งใจขายความสุข มีอะไรบ้างที่เลือกจะไม่ทำ เธอแยกให้ฟังว่าดราม่าอาจเกิดขึ้นได้ แต่ทีมงานไม่ได้สร้างสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า

“โอ๋ไม่เคยบอกโค้ชเลยว่าต้องเลือกคนไหน พวกเขาเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด”

เทคนิคที่โค้ชใช้แย่งตัวกัน เพลงที่อยู่ ๆ ก็ร้องขึ้นมา หรือการตัดสินใจว่าจะกดปุ่มให้ใคร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนบนเวที โอ๋ยืนยันว่าทีมไม่ได้เข้าไปขอให้โค้ชช่วยเลือกคนที่ตัวเองอยากได้

แต่ก่อนจะปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตรงนั้น ทีมงานทำการบ้านกันอย่างละเอียด

เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกผู้สมัครหลายรอบ ทีมต้องฟังเสียง สัมภาษณ์ และดูว่าแต่ละคนมีอะไรน่าสนใจ

อย่างในปีนี้จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 30,000 คน เหลือเข้ารอบ Blind Audition เพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ทำให้ได้คนที่มีคุณภาพมาก ๆ เข้ามาแข่ง

จากนั้นจึงมาถึงการเลือกเพลง ผู้เข้าแข่งขันเตรียมรายชื่อเพลงที่อยากร้องมาให้ทีมช่วยดูว่าเพลงไหนเหมาะกับเสียง ก่อนส่งต่อให้ทีมดนตรีนำไปเรียบเรียง

คนดูจึงอาจรู้สึกว่าเพิ่งค้นพบนักร้องคนนี้เป็นครั้งแรกตอนโค้ชหันเก้าอี้ ทั้งที่เบื้องหลัง ทีมงานผ่านการฟัง การเลือก และการเตรียมโชว์ของเขามาหลายขั้นตอนแล้ว

หนึ่งในความสนุกของโอ๋คือการได้ยินเพลงคุ้นหูถูกทำออกมาอีกแบบ บางเพลงเปลี่ยนไปเป็นแจ๊ส บางเพลงทำให้คนฟังรู้สึกว่าเพลงนี้ก็ร้องอย่างนี้ได้ด้วย การเลือกเพลงและทำดนตรีจึงมีผลมากต่อสิ่งที่ผู้ชมจะได้ยินจากคนคนหนึ่ง

“คือถ้าเตรียมพื้นฐานให้ดี ทั้งโปรดักชัน โค้ช และผู้เข้าแข่งขัน ความสนุกก็จะเกิดขึ้นเองใช่ไหม?” เราถาม

โอ๋เห็นด้วย เธอมั่นใจในคนและคอนเทนต์ที่เตรียมมา เมื่อได้ผู้เข้าแข่งขันที่มีอะไรให้ฟัง มีเพลงที่เหมาะ และมีโค้ชที่พร้อมทำงานด้วย ก็มีเรื่องให้ลุ้นอยู่แล้วว่าแต่ละคนจะทำอะไรต่อ

ทีมจึงต้องเตรียมทั้งคน เพลง และเวทีให้พร้อม

ส่วนโค้ชจะกดเลือกใคร ผู้เข้าแข่งขันจะเลือกทีมไหน และจะคุยอะไรกันบนเวที เป็นสิ่งที่ปล่อยให้เกิดขึ้นจริงในวันถ่ายทำ

บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นก็สนุกจนอยากเก็บไว้ทั้งหมด แต่กลับมีปัญหาอีกอย่างตามมา

 

โค้ชร้องเพิ่มหนึ่งเพลง ทีมงานต้องตามไปขอสิทธิ์

ลองนึกถึงจังหวะที่โค้ชกำลังแย่งตัวผู้เข้าแข่งขัน แล้วอยู่ ๆ ก็ร้องเพลงขึ้นมา หรือขอให้คนบนเวทีลองร้องอีกเพลงให้ฟัง

สิ่งเหล่านั้นไม่เคยมีการเตี๊ยมกันมาก่อน

สำหรับคนดู นั่นอาจเป็นช่วงสนุกที่สุดช่วงหนึ่งของเทป แต่สำหรับทีมงาน ยังมีคำถามตามมาว่าเพลงที่เพิ่งร้องไปจะได้รับอนุญาตให้ใช้หรือไม่

“ถ้าไม่ได้เตรียมไว้ ต้องไปขอใช้เพลงกันทีหลังใช่ไหม?” เราถาม

โอ๋อธิบายว่า เพลงที่เตรียมไว้ในโชว์จะขออนุญาตล่วงหน้า แต่ถ้ามีเพลงนอกแผน เช่น เพลงที่จู่ ๆ โค้ชก็ร้องขึ้นมาเพื่อแย่งนักร้อง ทีมก็ต้องกลับไปขอสิทธิ์เพิ่มเติม

ยิ่งเป็นช่วงที่สนุกก็ยิ่งอยากเก็บไว้ แต่บางครั้งเจ้าของสิทธิ์ไม่อนุญาต ต่อให้พร้อมจ่ายก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำมาออกอากาศได้

โดยเฉพาะเพลงต่างประเทศ ซึ่งเธอบอกว่าจัดการยากขึ้นเรื่อย ๆ

เธอเล่าว่า การขอใช้เพลงไม่ได้จบที่การติดต่อศิลปินเจ้าของเสียงร้อง ทีมต้องดูต่อว่าใครมีส่วนในเนื้อร้องและทำนอง และใครดูแลสิทธิ์ให้คนเหล่านั้น

เพลงหนึ่งจึงอาจต้องติดต่อหลายฝ่าย กว่าจะได้รับอนุญาตให้นำมาใช้

บางกรณีได้รับอนุญาตให้ใช้ทางโทรทัศน์ แต่ไม่อนุญาตให้ใช้บนช่องทางออนไลน์ ทีมจึงต้องตัดช่วงนั้นออกจากคลิปออนไลน์ ทั้งที่เป็นคอนเทนต์ที่อยากให้คนได้เห็น

โอ๋ไม่ได้มองว่าเจ้าของเพลงผิดที่คิดค่าใช้จ่าย เธอเข้าใจว่าเพลงเป็นทรัพย์สินที่คนทำเพลงใช้หารายได้ เพียงแต่ในฝั่งรายการ นี่เป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะสิ่งที่ทำอยู่ก็คือรายการร้องเพลง

เรื่องลิขสิทธิ์ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุน เราชวนโอ๋เล่าต่อว่า มีค่าใช้จ่ายอะไรอีกบ้างที่คนดูอาจไม่เคยนึกถึง

คำตอบพาไปถึงทีมดนตรีและคนทำงานเบื้องหลังคอนเสิร์ตที่เข้ามาช่วยสร้างโชว์ คนเหล่านี้มีประสบการณ์ มีผลงาน และมีค่าตัว การทำเพลงให้เหมาะกับผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก็เป็นงานอีกส่วนหนึ่ง ตั้งแต่เลือกเพลงไปจนถึงการเรียบเรียงใหม่

โอ๋พยายามหาทางลดค่าใช้จ่าย เช่น หาพาร์ตเนอร์มาช่วยเรื่องแสง สี เสียง

แต่สำหรับงานดนตรี เธอไม่อยากลดจนคนฟังรู้สึกได้ว่าคุณภาพเปลี่ยนไป

เพราะเพลงที่ทำให้คนอยากย้อนกลับมาฟังอีกครั้ง ก็คือเหตุผลเดียวกับที่ทำให้รายการนี้ยังมีคนติดตาม

ปัญหาคือ ต่อให้ได้เพลงดี คนร้องดี และโชว์ที่ทีมพอใจแล้ว ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำให้คนดูอาจมาไม่ถึงรายการ

 

รายการสิบปีแล้ว จะยังมีใครดู

การย้ายจากเย็นวันอาทิตย์ไปออกคืนวันจันทร์ เป็นบทเรียนหนึ่งที่โอ๋ยังจำได้

ในความรู้สึกของเธอ เย็นวันอาทิตย์เป็นเวลาของครอบครัว เป็นช่วงที่คนดูมีโอกาสนั่งดูรายการร่วมกัน พอวันและเวลาเปลี่ยน ต่อให้เธอยังมั่นใจในโชว์ที่ทำออกมา การตอบรับก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง

“แต่คนก็ตามไปดูออนไลน์ได้ไม่ใช่เหรอ ช่องกับเวลายังมีผลมากขนาดนั้นเลยหรือ?” เราถาม

โอ๋บอกว่าตอนแรกก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะรายการมีคนติดตามบนโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เธอได้เรียนรู้คือ การออกอากาศทางทีวียังเป็น “จุดพลุจุดแรก” ที่ช่วยให้คนเริ่มพูดถึงรายการ แล้วค่อยตามไปดูต่อในช่องทางอื่น

หลายครั้งที่คนเห็นในทีวีก่อนแล้วค่อยไปตามต่อบนโลกออนไลน์ แล้วค่อยเกิดกระแสตามขึ้นมาทีหลัง

เมื่อมีโอกาสกลับมาออกช่วงเย็นวันอาทิตย์ในซีซัน All Stars เธอจึงอยากลองอีกครั้ง ซึ่งเป็นซีซันที่รวมคนตัวท็อป ๆ จากซีซันก่อน ๆ มารวมกันไว้ทีเดียว

ยังมีเรื่องค้างอยู่ในใจว่าถ้าได้กลับมาอยู่ในเวลาที่เหมาะสม คนดูจะกลับมาด้วยหรือไม่

แต่ตอนนั้นทีมงานเดิมแยกย้ายกันไปแล้ว

จากที่เคยดูแลเรื่องการตลาดและลิขสิทธิ์ โอ๋ต้องวิ่งจัดการหลายเรื่องด้วยตัวเอง ทั้งขายสปอนเซอร์ หาพาร์ตเนอร์ และหาผู้ลงทุนมาช่วยให้รายการเกิดขึ้น

ระหว่างเดินขายงาน เธอต้องเจอกับคำถามว่า

“รายการที่ทำมาสิบปีแล้วจะยังมีใครดู”

“ถ้า Rating ถึงจุดนี้แล้วค่อยมาคุยกัน”

บางคนสงสัยไปถึงรูปแบบ All Stars ว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเป็นคนที่ทั้งโค้ชและผู้ชมเคยรู้จักเสียงอยู่แล้ว การหันเก้าอี้จะยังสนุกตรงไหน

ในมุมของโอ๋ ความน่าดูอยู่ที่การพาคนเก่งที่ผู้ชมเคยชอบกลับมาอยู่บนเวทีเดียวกัน แต่ก่อนจะได้พิสูจน์เรื่องนั้น เธอต้องหาเงินมาผลิตรายการให้ได้ก่อน

“มันเหนื่อย จนอยากจะเลิกทำ” เธอเล่าถึงช่วงที่เคยคิดว่าจะทำเป็นครั้งสุดท้าย

รายได้ที่หาได้ในช่วงเริ่มต้นยังไม่คุ้มต้นทุน เธอยังคิดไม่ออกว่าจะลดค่าใช้จ่ายลงอย่างไร ขณะที่รายการประกาศออกไปแล้วและต้องเดินหน้าต่อ

ท้ายที่สุดก็มีพาร์ตเนอร์อย่าง Plan B เข้ามาร่วมทำและช่วยเรื่องการโฆษณาป้ายทั่วเมือง

All Stars จึงได้กลับไปอยู่ต่อหน้าผู้ชมอีกครั้ง

โอ๋เล่าว่า ตอนเทปแรกออกอากาศ เธอ “น้ำตาไหล” ทั้งดีใจที่ทำออกมาได้และรู้สึกสะใจอยู่ลึก ๆ เมื่อรายการที่ถูกตั้งคำถามว่ายังจะมีคนดูหรือ กลับเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ

 

ผู้สมัครกว่า 30,000 คน กับเวทีที่เพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่

เมื่อคุยถึงการกลับมาครั้งนี้ โอ๋ยอมรับว่าเคยคิดว่ารายการที่อยู่มานานอาจมีคนสมัครน้อยลง

แต่พอเปิดรับสมัครจริง กลับมีคนสนใจมากกว่า 30,000 คน เยอะที่สุดตั้งแต่มีรายการในประเทศไทย

สำหรับรายการที่เคยถูกถามว่ายังจะมีใครดู ตัวเลขนี้บอกได้อย่างหนึ่งว่า ยังมีคนอีกมากที่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ The Voice

โอ๋บอกว่าปีนี้ผู้เข้าแข่งขันที่คัดมามีตัวตนชัด ทั้งเสียงร้องและแนวเพลง ส่วนการเรียบเรียงเพลงยังเป็นสิ่งที่เธออยากให้คนรอฟัง ว่าเพลงที่เคยรู้จักจะถูกนำมาร้องใหม่อย่างไร

แต่การกลับมาครั้งนี้ยังมีอีกสองรายการที่เตรียมต่อเนื่องคือ The Voice Teens และ The Voice Celebrity

สำหรับ Teens สิ่งที่ชวนให้รอดูตั้งแต่เห็นรายชื่อ คือโค้ช เจฟ ซาเตอร์, อิ้งค์ วรันธร, โบกี้ไลอ้อน และ The TOYS ซึ่งจะมาทำงานกับผู้เข้าแข่งขันอายุ 13–19 ปี

จากศิลปินที่หลายคนเป็นแฟนคลับ คราวนี้ทั้งสี่จะมาเป็นคนฟังเสียง เลือกลูกทีม และช่วยพัฒนาโชว์ให้ผู้เข้าแข่งขัน

โอ๋มองว่าโค้ชที่วัยใกล้กันมากขึ้นจะทำให้วิธีพูดคุย การเลือกเพลง และบรรยากาศบนเวทีต่างจากรายการรุ่นใหญ่ด้วย

เราเองสงสัยว่า “ถ้าวัยรุ่นเหล่านี้ร้องเพลงเก่งอยู่แล้ว ทำไมไม่ให้ไปแข่งในรายการปกติ”

โอ๋ชวนมองว่าเสียงดีไม่ได้แปลว่าประสบการณ์เท่ากัน เด็กที่ยังไม่คุ้นเวทีอาจต้องไปแข่งกับผู้ใหญ่ที่ร้องเพลงมานาน

การมีเวทีของรุ่นตัวเองจึงเปิดโอกาสให้ได้แข่งขันกับคนที่มีช่วงวัยใกล้กัน และได้ทำงานกับโค้ชที่พวกเขาคุ้นเคย

“น้อยมากที่เราจะได้เห็นวัยรุ่นสู้กับรุ่นใหญ่ตอนเวที Battle ได้ อย่าง นนท์ ธนนท์ (แชมป์ The Voice ซีซัน 1) นี่ถือว่าเป็นของหายาก”

ส่วน The Voice Celebrity ก็เป็นการแข่งขันที่เชิญคนดัง ๆ ที่เรารู้จักอยู่แล้วมาแข่ง

โอ๋เล่าว่าคนที่มาไม่ได้ขึ้นร้องเพลงเป็นแขกรับเชิญแล้วจบ แต่ต้องเข้าแข่งขัน ผ่านการเลือก และไปต่อทีละรอบจริง ๆ

ความน่าดูจึงอยู่ที่ว่า คนที่ผู้ชมอาจรู้จักจากงานด้านอื่นจะทำอะไรได้บ้างเมื่อมายืนอยู่บนเวทีร้องเพลง

 

เมื่อถามถึงความภูมิใจในช่วงท้าย เธอเล่าถึงคนที่ได้โอกาสจากรายการ

โอ๋พูดถึงผู้เข้าแข่งขันที่เติบโตไปเป็นศิลปิน คนที่เคยอยู่ใน The Voice Kids แล้วไปต่อบนเวทีอื่น และคนที่ยังใช้นามสกุล The Voice ในการทำงานร้องเพลงของตัวเอง

เราเลยลองถามว่า ถ้าอย่างนั้น The Voice กำลังเป็นเหมือนสถาบันหรือเปล่า

“เป็นครอบครัวดีกว่า” เธอเลือกใช้คำนี้

สำหรับโอ๋ การได้เห็นคนที่เคยผ่านเวทีนี้ยังร้องเพลงต่อไป คือความภูมิใจที่ทำให้เธอยังอยากหาทางทำซีซันถัดไปให้ได้