“ ธุรกิจอีเวนต์ ” Comeback! ขอโตสักทีเถอะ

ในช่วง 4-5 ปีนี้มา “ ธุรกิจอีเวนต์ ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ไม่ค่อยสดใสมากนัก ด้วยหลายปัจจัยที่เข้ามากดดัน ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ส่งผลให้ตัวเลขมีทั้งเติบโตเล็กน้อย ทรงตัว และติดลบ

 

ธุรกิจอีเวนต์ กลับมาโตในรอบ 5 ปี

ต่างจากปี 2018 ที่ทำท่าว่าจะกลับมาเติบโตจากที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขการเติบโต 10% หลังจากเห็นทิศทางตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงต้นปี การจัดงานอีเวนต์ในรูปแบบการส่งเสริมการขายและการตลาด

ตลอดจนการจัดงานคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ทั้งจากศิลปินในไทยและต่างประเทศ และการจัดงานอีเวนต์เพื่อความบันเทิงในช่วงเทศกาลงานรื่นเริงต่างๆ ก็ทยอยกลับมาจัดกันมากขึ้น

ทิศทางที่เริ่มดีขึ้นนี่เอง เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ถึงขนาดบอกว่า

ปี 2018 เป็นปีภาพรวมตลาดสดใสขึ้นมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปีก่อนมีการอั้นงบมาพสมควร พอเข้าปีนี้ก็เริ่มใช้กันมากขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสบายใจในรอบ 5 ปีให้กับอินเด็กซ์ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับอินเด็กซ์รายเดียว แต่รายอื่นๆ ก็ด้วย สิ่งที่ห่วงอย่างเดียวคือการเมือง ขอให้นิ่งๆ แบบนี้ต่อไป ที่เหลือธุรกิจอีเวนต์จะหาช่องทางเติบโตกันเอง

แต่ละปีอินเด็กซ์จะจัดงานอีเว้นท์ทั้งเล็กและใหญ่ประมาณ 300 งาน ส่วนใหญ่ 70% เป็นงานของภาคเอกชน และที่เหลืออีก 30% มาจากภาครัฐ ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 1,650 ล้านบาท เติบโต 10% ในครึ่งปีหลังมีแบ็คล็อกแล้ว 300 – 400 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปีนี้ได้ทั้งหมด

ครึ่งปีหลังไฮไลท์อยู่ที่ค้าปลีก

สำหรับช่วงครึ่งปีหลังไฮไลท์ของอีเว้นท์ที่สำคัญอยู่ที่กลุ่มค้าปลีก เพราะยังมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่รอเปิดตัวอยู่ประมาณ 3 แห่งได้แก่ เซ็นทรัลภูเก็ตของกลุ่มเซ็นทรัล, ไอคอนสยามของสยามพิวรรธน์ และ  เทอร์มินอล 21 ของสยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในระหว่างประมูลกันอยู่

“การแข่งประมูลเพื่อให้เป็นผู้รับผิดชอบการเปิดศูนย์การค้า เป็นการแข่งขันของทั้งหน้าใหม่ และรายเดิมที่ต้องรักษาแชมป์ เนื่องจากถ้าได้รับงานไม่ได้มีแค่งานเปิดตัวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอีเว้นท์อื่นๆ ที่จะตามมาเพื่อรักษายอดทราฟฟิคให้ต่อเนื่อง สำหรับอินเด็กซ์ในช่วงปลายปีก็เตรียมจัดงานที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ทำมาเหมือนกัน”

ขณะเดียวกันด้วยลูกค้าต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ ปีนี้อินเด็กซ์ได้ลงทุนมากที่สุดในรอบ 5 ปี ด้วยเม็ดเงินถึง 100 ล้านบาท โดย 60% ถูกใช้ไปกับเครื่องเสียงเพื่อรองรับงานคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ และเลเซอร์กว่า 200 ตัว พร้อมกับเปิดบ้านในรอบ 3 ปี ให้ลูกค้าได้เข้ามาชมเทคโนโลยีที่มีทั้งหมด

สูตรสำเร็จเริ่มเปลี่ยนเพราะโซเชียลมีเดีย

เกรียงกานต์บอกต่อว่า เป้าหมายของการทำอีเวนต์ยังคงเป็นยอดขายและสร้างแบรนด์เหมือนที่ผ่านมา โดยสิ่งที่ลูกค้าต้องการยังไม่เปลี่ยนแปลงไป คือต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ ถ้าใช้อะไรเป็นรายแรกจะชอบมาก และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในยุคนี้คือต้องการอินไซต์ เพื่อช่วยเสริมให้สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

โดยกลุ่มที่ยังใช้งบกับการทำอีเวนต์สูงสุด 3 กลุ่มแรกคือกลุ่มรัฐบาล รถยนต์ โมบายโอเปอร์เรเตอร์ และยังมีฝั่งสมาร์ทโฟนที่ใช้เยอะขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งผู้ท้าชิงแบรนด์จีน

ทั้งนี้สูตรการทำอีเว้นท์ในยุคนี้เริ่มเปลี่ยนไป โดยต้องพยายามเชื่อมกับโซเชียลมีเดีย ผ่านการทำจุดให้ถ่ายรูปเพื่อสร้างคอนเทนต์ที่สามารถไปต่อไป เพราะเมื่อเกิดการแชร์ก็จะสามารถรับรู้ได้ในวงกว้าง ส่วนการโปรโมทต้องมีการทำวิดีโอ และเสริมด้วยอินฟลูเอ็นเซอร์ จากเมื่อก่อนที่ทำโฆษณาอย่างเดียว

ถึงหลายๆ งานจะประสบผลสำเร็จด้วยการโปรโมทในโซเชียลมีเดีย แต่มุมมองส่วนตัวและประสบการณ์ที่เจอมา ก็ยังมองว่ามีเดียที่ทรงอิทธิพลยังเป็นทีวี แต่ต้องเลือกรายการและช่องที่มีศักยภาพจริงๆ เพราะหลายครั้งยอดไลท์และคอมเมนต์ ไม่ได้บ่งบอกว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไปร่วมงาน กระแสดีแต่ขายบัตรไม่ออกก็เห็นมาแล้ว


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer