“นารายา” ถึงเวลาเปลี่ยนวิธีคิด ในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม

หากสังเกต ส่วนใหญ่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลกต้องเคยหกล้ม…แล้วลุกขึ้นมาเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

หนึ่งในนั้นก็มี “นารายา” บรรจุอยู่ในพจนานุกรมด้วยเช่นกัน

เพราะในอดีต “นารายา” ไม่ได้ทำธุรกิจแฟชั่น แต่เคยเป็นบริษัททำธุรกิจรับซื้อ – ขายอะไหล่รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ส่งไปยังต่างประเทศ แต่แล้วก็มาพบความจริงที่ว่า ธุรกิจนี้ไม่ได้ยั่งยืนสำหรับตัวเอง เมื่อคนซื้อกับคนขายไม่ได้ต้องการ “คนกลาง”

อธิบายให้ง่าย คือแรกๆ ลูกค้าก็ซื้อผ่าน “ตัวเอง” แต่เมื่อสามารถดีลติดต่อผ่านถึงเจ้าของสินค้าเองได้โดยตรง แล้วทำไมต้องมี “คนกลาง” ไปบวกกำไร ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น

จึงเป็นบทอวสานของธุรกิจเก่า ไปสู่ธุรกิจใหม่คือส่งออกสินค้าแฟชั่นไทยไปยังต่างประเทศ ด้วยการจ้างผลิต แต่แล้วก็พบเจอกับความล้มเหลวอีกครั้ง เพราะการจ้างผลิตไม่สามารถควบคุมดีเทลและคุณภาพสินค้าได้

ทำให้ “นารายา” เลือกจะเป็นผู้ผลิตและขายเอง โดยมีสาขาแรกคือใต้ถุน นารายภัณฑ์ ถนนราชดำริ เมื่อยอดขายดีด้วยแนวคิดการทำธุรกิจคือ “Luxury Affordable” หรือ “สินค้าดีราคาไม่แพง” ก็ขยายสาขามาที่ถนน “พัฒนพงษ์” และ เวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ จนเวลานี้มีถึง 25 สาขา

แต่เชื่อหรือไม่ว่าตลอดเวลา 29 ปีกับ 25 สาขา “นารายา” ไม่เคยทำตลาดเหมือนสินค้าแฟชั่นแบรนด์อื่น แถมขยายสาขาปีละ 1 – 2 สาขาเท่านั้น บางปีก็ไม่เปิดสาขาใหม่

แต่แล้ว…ทำไมอยู่ๆ ปีที่แล้ว 2017 “นารายา” ถึงกล้าลงทุนซื้อที่ดินเพื่อเป็นคลังสินค้าและซื้อเครื่องมือการผลิตถึง 1,100 ล้านบาท จนมาถึงปี 2018 ยังกล้าบวกต่อด้วยการควักเงินลงทุนอีก 1,000 ล้านบาทในการขยายสาขาเพิ่ม 13 สาขาในเวลาเพียง 1 ปี

“นารายา” กำลังคิดอะไรอยู่ ? จากแบรนด์ที่มั่นใจว่า “สินค้าขายได้ด้วยตัวมันเอง” ในแต่ละปีมียอดขาย 1,500 – 1,700 ล้านบาท ทำไมถึงต้องลุกขึ้นมา Action เป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปี 

เพราะในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้น ผู้บริโภคก็เปลี่ยนเร็วตามแรงหมุนของโลก

“นารายา” เองก็จะอยู่เฉยไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะในอดีตก็มีโจทย์การตลาดที่ต้อง “แก้เกม” ทันที

ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อของชาวต่างชาติที่คิดเป็น 80% จากลูกค้าทั้งหมด โดยชาวต่างชาติหลายคนเชื่อว่าแบรนด์ “นารายา” ถ้าจะซื้อของแท้ก็ต้องมาซื้อที่สาขา “เซ็นทรัล เวิลด์” เท่านั้น ทำให้ต้องสื่อสารกับลูกค้าอย่างหนักหน่วงว่า “นารายา” 25 สาขาในไทย ซื้อสาขาไหน…ได้ของแท้เหมือนกัน

จะเห็นว่าทั้งๆ ที่ “นารายา” เป็นแบรนด์ไทยแต่กลับมีลูกค้า “คนไทย” น้อยนิดแค่ 20% ซ้ำร้ายไปกว่านั้นจากการเปิดเผยของ “วาสนา ลาทูรัส” เจ้าของแบรนด์ “นารายา”  บอกว่า “คนไทย” ที่ซื้อสินค้ากลับไม่ได้ใช้เอง แต่กลายเป็นว่าซื้อฝากเพื่อนหรือญาติต่างประเทศ

จะเหลือคนไทยสักกี่คนที่ซื้อสินค้า “นารายา” เพื่อใช้เอง เป็นคำถามที่น่าคิด

“เป็นเรื่องที่เรารู้มานานคนไทยชอบกระเป๋าหนังและกระเป๋าไนลอนและวัสดุอื่นๆ ดีไซน์ทันสมัย ไม่ใช่กระเป๋าผ้าเหมือนอย่างนารายา”

และเพื่อให้คนไทยซื้อใช้เองมากขึ้น บวกกับต้องการขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้นกว่าในอดีต เพราะต้องการให้เทียบเท่ากับการขยายสาขาเพิ่มอีก 13 สาขาในปีนี้ (สรุปนารายาจะมีถึง 38 สาขาในปี2018)

ทำให้ต้องเพิ่มแบรนด์ใหม่อีก 4 แบรนด์ และเตรียมที่จะมีอีก 2 แบรนด์ใหม่ในช่วงปลายปี โดยยังไม่เปิดเผยว่า 2 แบรนด์ใหม่นั้นคืออะไร  

1.NARA เป็นแบรนด์กระเป๋าเครื่องประดับสำหรับผู้ชาย มีคอนเซ็ปต์คล่องแคล่ว เรียบง่าย

2.Aphrodite แบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับสำหรับผู้หญิง มีความ Premium มากกว่า “นารายา”           

3.LaLaMa เป็นแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับตกแต่งสไตล์โบฮีเมียน          

4.Evangelisa แบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับตกแต่งจากผ้าไหมไทยร่วมสมัย สามารถใช้ได้ทุกวัน นำมามิกซ์แอนด์แมทช์ให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของผู้ใส่

เมื่อมีสินค้ามากขึ้น ก็ต้องเพิ่มช่องทางการขายมากขึ้น นอกจากการขยายสาขาเต็มสตรีม แล้วก็ยังขอขายในออนไลน์ผ่าน “ลาซาด้า”

การหยอดดิจิทัลเข้าไปในธุรกิจของ “นารายา” ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะสาขาใหญ่อย่าง “เซ็นทรัล เวิล์ด” เองก็ถูกรีโนเวทใหม่หมดด้วยงบลงทุน 50 ล้านบาท พร้อมกับมีจอ Magic Mirror ที่ช่วยในด้านการทดลองสินค้า สามารถเลือกสีและแบบสินค้าได้  เมื่อยืนอยู่ด้านหน้ากระจก  และสามารถสั่งงานด้วยการสัมผัสหน้าจอ

เมื่อถูก Marketeer ถามว่า การใส่เงินมหาศาลเป็นประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และใส่ไอเดียการตลาดแบบเต็มกำลังเป้าหมายของ “นารายา” ในอนาคตคืออะไร ? 

“จริงอยู่เราอยากให้แบรนด์ดูเด็ก แต่นั้นไม่ใช่เป้าหมายใหญ่สุด เพราะเวลานี้สื่อต่างประเทศยกให้เราเป็น เอเซีย แบรนด์”

“แต่ในใจลึกๆ พี่หวังอยากเป็น โกลบอล แบรนด์”

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer