สิ่งที่ ‘รุ่งโรจน์ ตันเจริญ’ เรียนรู้ตลอด 9 ปี ในฐานะ CEO จาก Rabbit’s Tale สู่ RDG ที่เดินหน้าด้วย Digital Ecosystem

“ผมชอบเปรียบ RDG เหมือนรถออฟโรด ที่พยายามจะวิ่งตะลุยบุกถางไปในเส้นทางใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครไปมาก่อน มันไม่ง่าย ไม่สบายหรอก มีอุปสรรคมากมาย รถตกหลุมบ่อบ้าง รถยางแบนบ้าง คนบนรถต้องลงจากรถมาช่วยกันงัดรถบ้าง มาเข็นรถบ้าง แต่ทุก ๆ ครั้งที่มันเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เมื่อเราหันกลับไปมองก็พบว่า เอ๊ะ เราขึ้นมาสูงขึ้นจากเดิม เอ๊ะ ทางที่เราถางไว้ มันเริ่มมีคนเดินตามมานคุณเล็ก รุ่งโรจน์ ตันเจริญ กล่าวถึงบริษัทในฐานะ CEO

ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งเอเจนซี่โฆษณา Rabbit’s Tale จนถึงวันที่ขยายโพรงกระต่ายให้ใหญ่ขึ้นเป็น Rabbit Digital Group (RDG) ที่มีพนักงานกว่า 200 ชีวิต ประกอบด้วยบริษัทในเครือ 3 บริษัท และตอนนี้พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นภายใต้แนวคิด Digital Ecosystem

การเติบโตในเส้นทางสายดิจิทัลอย่างเต็มตัวของ RDG ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และหนึ่งเหตุผลสำคัญก็เกิดการจากการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ ลองทั้งถูกและผิดมาตลอด 9 ปีของผู้ชายคนนี้

 

และต่อไปนี้คือบทเรียนที่เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงให้รถออฟโรดของเขายังคงตะลุยไปข้างหน้า

 

คุณเล็ก – รุ่งโรจน์ ตันเจริญ Chief Executive Officer Rabbit Digital Group

บทเรียนที่ 1 : โลกความจริง ไม่มีคำว่าเพอร์เฟ็กต์

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือโลกความจริง ไม่เคยง่าย การจะก้าวไปให้ถึงฝัน หลายครั้งความมุ่งมั่น และการลงมือทำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องรู้จักเข้าใจธรรมชาติและตัวเราเองด้วย

“ณ วันนี้ ภาพรวมของ RDG ยังใหม่ ยังไม่ถึงสิ่งที่ผมคิดว่าควรจะเป็น อย่างเรื่องการบริหารคน มีหลายอย่างที่ยังไปไม่ถึงจุดที่เราอยากให้เป็น อีกหลายอย่างที่อยากทำให้ดีขึ้นกว่านี้อีก เมื่อก่อนเราฝันว่าอยากให้องค์กรเป็นแบบนั้นแบบนี้ ตามแบบที่ตำราเขาเขียนมา เราพยายามสร้างองค์กรให้เป็นอย่างภาพที่ฝันไว้ แต่พอมาเจอชีวิตในโลกแห่งความจริง มีปัญหาที่คิดไม่ถึงเข้ามามากมาย ไม่เหมือนในตำรา บางครั้งเราเหนื่อย ท้อ แต่ถอยไม่ได้

เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การเริ่มที่จะเข้าใจมัน นั่งลงแล้วค่อย ๆ คิด ผมเชื่อในประโยคที่ว่า “ความปลอดภัยไม่เคยทำให้ใครเติบโต” สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเจอ ต้องเติบโตจากสิ่งเหล่านี้ ปัญหาหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นเป็น Classic Problem ที่แทบทุกองค์กรที่กำลังเติบโตต้องเจอ องค์กรหลักพันหลักหมื่นคน เคยผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วทั้งนั้น ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบเหมือนตำรา มันเป็นสิ่งธรรมดาที่เราต้องผ่านไป เหมือนเพลง “สายลม” ของวงนั่งเล่นที่มีท่อนนึงร้องว่า “วันที่ทุกข์ใจจะมาเมื่อไรก็เมื่อนั้น วันที่สำคัญคือวันที่ฉันเข้าใจ ใจดีไม่ท้อพอจะทานไหว มันก็ไม่เท่าไรอย่าท้อใจ อีกไม่นานสายลมก็พัดมา” เป็นท่อนที่ผมชอบมากเลย มันคือความจริงแท้ของชีวิต โลกมันก็เป็นแบบนี้”

 

บทเรียนที่ 2 : องค์กรใหญ่ขึ้น การมีผู้บริหารที่เก่งและดีคือสิ่งที่ขาดไม่ได้

เริ่มต้นจากเอเจนซี่เล็ก ๆ ที่บริหารงานด้วยความใกล้ชิด เมื่อองค์กรขยายขึ้นจนเป็น RDG (Rabbit Digital Group) บริษัทหลักที่มี 3 บริษัทภายในเครือ นั่นคือ Rabbit’s Tale (Full-Service Marketing Agency), Moonshot (Digital PR & Content Agency) และ Code & Craft (Creative Technology Solutions) ในฐานะ CEO เขาจึงต้องมองภาพใหญ่ขึ้น หัวใจสำคัญจึงเป็นการมีผู้บริหารที่ทั้งเก่งและดี

“จริง ๆ แล้ว ภาพเราดูดีนะ ออฟฟิศสวย มีต้นไม้ มีสไลด์เดอร์ มีพลังคนหนุ่มสาวมากมาย แต่จริงๆ แล้วเรามารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องพวกนี้เลย ส่วนใหญ่เราทำงานกันหนัก ทำงานกันเครียดมากนะ ผมเห็นคนร้องไห้ในบริษัททุกอาทิตย์ ตอนบริษัทมีพนักงานแค่ 15-20 คน ดูแลง่ายกว่านี้เยอะ เรารู้จักกันหมด การบริหารจัดการคน เราก็ทำไปเรื่อย ๆ รายจ่ายบริษัทก็ไม่สูงมีปัญหาก็แก้ไป แต่เมื่อบริษัทเติบโตในแต่ละรอบ ก็เจอปัญหาใหม่ ๆ เรื่องใหม่ ๆ ที่เราต้องก้าวข้าม แตกต่างกันไป ทุก 6 เดือนต้องบังคับตัวเองให้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ทั้งในแง่การบริหารคน การตัดสินใจทางธุรกิจ การลงรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน หลาย ๆ อย่าง ก็ต้องเจ็บก่อน ถึงจะมีประสบการณ์

ตอนที่ RDG ขยายตัวจนถึงสัก 40-50 คน มันถึงจุดที่ผู้ร่วมก่อตั้งเอง ไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป เราเริ่มที่จะมีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามา ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ตรงไหนเราควรดูอยู่ ตรงไหนเราควรปล่อย ผู้บริหารแบบไหนคือคนที่ใช่และไม่ใช่ เราเริ่มจับทางได้ว่า สไตล์ของบริษัทเราเป็นอย่างไร  การมีผู้บริหารที่เก่งและทัศนคติที่ดีนั้นสำคัญมาก หลาย ๆ ครั้ง ที่เกิดปัญหา มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดสิ่งเหล่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้มีพลังในการดำเนินต่อไป คือผู้บริหารทุกคน อยู่บนเรือลำเดียวกัน เข้าใจกัน ช่วยกันวิดน้ำ อุดรูรั่ว บังคับหางเสือและใบเรือไปในทิศทางเดียวกัน

พอกระโดดขึ้นมาเกิน 100 คน เราไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขทุกเรื่อง หรือทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน มีวิธีการเดิน มีทิศทางการเดินเหมือนกันไปหมดได้ เราไม่สามารถตามแก้ปัญหาทุกเรื่องได้อีกแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไม บริษัทถึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Core Value  เพราะมันจะเป็นถนนเส้นใหญ่ ที่บอกทิศทาง บอกวิธีการเดินของเรา ทุกคนต้องปรับตัวและมาเดินบนถนนเส้นนี้ด้วยกัน องค์กรจึงจะมุ่งหน้าไปทางเดียวกันได้”

 

บทเรียนที่ 3 : พันธมิตรทางธุรกิจที่ดี คือ ผู้ผลักดันที่ทำให้เราไปได้ไกลขึ้น    

เมื่อ Rabbit Digital Group (RDG) ได้จับมือกับ TYO บริษัทโฆษณาสัญชาติญี่ปุ่นเมื่อปี 2016 นั้น นอกจากจะเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในธุรกิจด้านการสื่อสารในยุคดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยังให้บทเรียนอีกด้านกับคุณเล็กด้วย

“ก่อนหน้าที่ทาง TYO จะเข้ามา เรามีกันแค่กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง ตั้งเป้ากันว่าจะขยายทีม เพิ่มตรงนั้น ขยับไปธุรกิจนี้ ถ้าไม่ถึงก็แก้ตัวใหม่ปีหน้าแล้วกัน เมื่อเกิดปัญหา เราจะรู้วิธีการแก้ปัญหาอยู่แค่ไม่กี่วิธี การมีผู้ถือหุ้นอื่นเพิ่มเข้ามา ทำให้เรามีเป้าหมายที่สัญญาไว้ที่ต้องมุ่งไปให้ถึง ไม่ได้หมายความว่าเขาบีบให้เราต้องทำกำไรให้ได้เยอะ ๆ นะ ไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย แต่มันเป็นเรื่องดีที่มีคนช่วยผลักดันเรามากขึ้น ไม่ใช่แค่การเติบโตของบริษัทหรือการเงิน แต่รวมไปถึงช่วยแนะนำสิ่งที่เราทำ ทำให้เรามี Resource ต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งในแง่ของเครื่องมือและวิธีจัดการ มีท่าใหม่ ๆ ในการเล่นมากขึ้น ในขณะที่ เป้าหมายของเรายังเหมือนเดิม”

 

บทเรียนที่ 4 : พร้อมปรับตัวเสมอ และเดินหน้าด้วย Digital Ecosystem

ในแวดวงธุรกิจนี้ ทุกคนรู้กัน ว่าปัจจุบันกำแพงระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ได้ทลายลงแล้ว การเข้าใจ Digital Way Of Living หรือ วิถีชีวิตของคนในยุคดิจิทัล มากกว่าจำกัดตัวเองแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่คุณเล็กและ Rabbit Digital Group เชื่อมาตลอด

“เราเป็นเอเจนซี่ที่คนกว่า 80% เป็น Digital Native คือเกิดและเติบโตในยุคดิจิทัล สำหรับเรา คำว่า ดิจิทัล ไม่ใช่แค่ Medium ไม่ใช่อินเทอร์เน็ตหรือแค่เทคโนโลยีใหม่ แต่คือ “วิถีชีวิต” ของคนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปต่างจากเมื่อสิบปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง เราค่อย ๆ เรียนรู้ว่า แทนที่จะจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบเดิม ๆ ควรตั้งคำถามว่า เราเข้าใจ A Day In A Life ของกลุ่มเป้าหมายแค่ไหน โดยเฉพาะ Digital Journey (เส้นทางการรับรู้และเข้าถึงแบรนด์และสินค้าในโลกดิจิทัล) เพราะสุดท้ายงานจะต้องวิ่งไปที่เดียวกัน คือไปสู่การรับรู้ของแบรนด์และประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจากสินค้าหรือบริการนั้น ๆ”

แนวความคิดนี้นำมาสู่การปรับองค์กรใหม่ภายใต้แนวคิด Digital Ecosystem ที่ทำมาได้ราว ๆ สองปี โดยจะเน้นการเชื่อมโยงบริการของทั้ง 3 บริษัทในเครือเข้าหากัน

“วันนี้ RDG (Rabbit Digital Group) ให้ความสำคัญกับการ Synchronize และ Synergy ไปด้วยกันทั้งองค์กร เราสร้าง Ecosystem ไม่ใช่แค่คำว่า “ครบวงจร” เพียงอย่างเดียว หลาย ๆ อย่าง เรามองด้วยมุมเดียวหรือความถนัดทางเดียวไม่ได้ แต่เราต้องใช้หลากหลายมุม ร้อยเรียงองค์ความรู้ ความสามารถและบริการของทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด วันนี้เราก็เริ่มที่จะปรับไปข้างหน้าแล้ว เราต้องมองไปให้ได้ว่าอีก 3 ปีข้างหน้า ทิศทางจะไปทางไหน ปลายปีนี้ น่าจะได้เห็นกัน”

 

บทเรียนที่ 5 : เปิดมุมมองความคิด เรียนรู้จาก CEO ที่ประสบความสำเร็จ

นอกจากการเรียนรู้ผ่านการทำงานแล้ว บุคคลต้นแบบที่เคยพิชิตยอดเขา ผ่านร้อนผ่านหนาวและประสบความสำเร็จมาก่อนอย่าง CEO หลายท่าน ก็เป็นต้นแบบสำคัญที่คุณเล็กให้ความนับถือ

“คนแรกคือ พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ เขาเก่ง นิสัยดี และอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง รู้ว่าปัญหาคืออะไร ธรรมชาติขององค์กรและคนเป็นอย่างไร อะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วต้องก้าวข้ามมันไปยังไง ผมไม่ค่อยเห็นคนที่เก่งพร้อมกับน่ารักและทุกคนรัก เป็นคนที่บาลานซ์ ทั้งงาน คนรอบข้างและครอบครัวได้ดีมาก พี่โจ้เป็นเหมือนพี่ชายที่น่ารักมาก ๆ ของผมคนนึงเลย

คนที่สองคือ Elon Musk ผมชอบความคิดที่มองไปในอนาคตข้างหน้าของเขา หลักการคิดของเขาคือ เขาจะ Destruct หรือถอดโครงสร้างทุกอย่างออกมาให้เป็นหน่วยย่อยพื้นฐาน แล้วเริ่มประกอบทุกอย่างขึ้นมาใหม่ เขาเพราะเชื่อว่าทุกอย่างในโลกนี้ คุณสามารถจัดการและเจรจาต่อรองได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับลูกค้า พาร์ทเนอร์ หรือแม้กระทั่งรัฐบาล แต่ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ สถานการณ์ไหน เหตุการณ์ใดก็ตาม  สิ่งที่เป็น Fact ความจริงพื้นฐานทั้งหมด จริงแท้และคงอยู่ตลอดไป ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้คือฟิสิกส์ คุณไม่สามารถหนีกฎฟิสิกส์ได้ ด้วยกระบวนการคิดนี้ในนี้ ทำให้เรามองได้อย่างนอกกรอบจริง ๆ และเป็นสิ่งที่สามารถสร้างอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาบนโลกอย่างแท้จริง”

 

บทเรียนที่ 6 : บริหารคนรุ่นใหม่ด้วยวิธีคิด “Give them a tough love”

เมื่อพูดถึง “เด็กสมัยนี้” หลายคนอาจนึกถึงการเปลี่ยนงานบ่อย ความอดทนน้อย มีความมั่นใจ รู้เยอะ ขาดประสบการณ์ ในฐานะ CEO ของ Rabbit Digital Group ที่มีคนรุ่นใหม่ร่วมงานอยู่เป็นจำนวนมาก คุณเล็กพยายามเรียนรู้เพื่อบริหารใจคนเช่นกัน

“ในฐานะนายจ้าง ผมว่าไม่มีใครชอบสิ่งเหล่านี้หรอก มันบริหารยาก แต่ในฐานะคนด้วยกัน ผมเข้าใจนะ ผมชอบคำของพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ เขาเคยคุยกับเด็กรุ่นใหม่ว่าทำไมเป็นแบบนี้ อยู่ได้ที่นึง ปีสองปี ก็เปลี่ยนงานอีกแล้ว เด็กตอบกลับว่า ถ้าไปแล้วดีกว่า มีเหตุผลอะไรที่ต้องทนอยู่ที่เดิม ซึ่งพี่ตุ้มบอกว่า เออก็จริง ทำไมต้องทน แต่ถ้าลองวิเคราะห์เข้าไปเรื่อย ๆ จะมีบางอย่าง

เรื่องแรก น้อง ๆ รุ่นใหม่ หลายคนจะชอบคิดว่า ทำงานไปปีสองปี ก็ได้เรียนรู้หมดแล้ว ย้ายงานดีกว่า แต่จริง ๆ สิ่งที่อยากจะแนะนำน้อง ๆ คือ ให้ถามตัวเองได้ลองลุยกับมันให้ดีที่สุดแล้วหรือยัง หรือเข้าใจในสิ่งนั้นจากแก่นแท้จริงหรือเปล่า ถ้าตอบคำถามนี้กับตัวเองได้ชัดและแน่ใจว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา และเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ คุณไปเถอะ อาจจะไปเจอที่ที่เหมาะกับเรามากกว่า

แต่ในขณะเดียวกัน ต้องถามตัวเองดี ๆ นะ ว่าหรือมันเป็นแค่ข้ออ้าง แค่ต้องการหนีปัญหาบางอย่าง หรือไม่มีความพยายามความอดทนมากพอ ก็เลยหนีไปที่อื่น สนามหญ้าบ้านคนอื่นมันเขียวกว่าบ้านตัวเองเสมอนั่นแหละ ถ้าดูดี ๆ สองสิ่งนี้ต่างกันนะ ผลลัพธ์เหมือนกันเป๊ะเลย ถ้าดูเผิน ๆ เหตุผลก็เหมือนกันเป๊ะเลย แต่อันนี้ไม่มีใครตอบได้ยกเว้นตัวคุณเอง คุณต้องซื่อสัตย์กับความคิดตนเองมาก ๆ

 

อีกชุดคำพูดของคุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เคยเขียนไว้ภายใต้หัวข้อเรื่อง “การเติบโต” ผมอ่าน แล้วชอบมาก เค้าเขียนว่า

  1. เข้มแข็งไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก แต่คือปล่อยให้ใจรู้สึกเต็มที่และเติบโตจากความเจ็บปวดนั้น
  2. กล้าหาญไม่ได้แปลว่าไม่กลัว แต่คือการเดินเผชิญหน้าเข้าสู้ แม้ว่าจะกลัวมากแค่ไหนก็ตาม
  3. การเติบโตไม่เคยง่าย หากว่าอะไรง่าย นั่นคือจริง ๆ แล้วสิ่งนั้นมันไม่ได้สอนอะไรเราเลย

 

สุดท้ายแล้ว ผมว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับอายุ แต่มันคือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ยุคเรามีทางเลือกมากกว่าพ่อแม่มากมาย เมื่อก่อนมีตัวเลือกไม่มากนัก หนักแค่ไหนก็ต้องอดทน แต่ยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่มีตัวเลือกเยอะแยะเต็มไปหมด อะไรที่เราไม่ชอบนิดหน่อย ก็สามารถเปลี่ยนได้ง่าย ๆ รวมไปการที่มี Social Network ที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบอยู่ในทุก ๆ วัน

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีนะ เรามีตัวเลือก เรามีข้อมูลมากมายอยู่ในปลายนิ้ว แต่มันก็สามารถเป็นได้ทั้งประโยชน์ และ เป็นโทษ เราต้องคิดว่า ในยุคแบบนี้ ที่หลาย ๆ คนเป็นคล้าย ๆ กันหมด ต้องถามตัวเองดี ๆ ว่า ถ้าเราจะเติบโตมาในยุคนี้อย่างแตกต่างและแข็งแรง เราจะเติบโตอย่างไร

กลับมาที่บริษัท เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว มันช่วยอะไรได้บ้าง เมื่อเราเข้าใจถึงจุด ๆ หนึ่ง น้อง ๆ ในบริษัทของเรา จะเป็นทั้ง”ลูก” และ “น้อง” ของเรา บางครั้งเค้าอาจจะดื้อบ้าง บางทีเราอาจจะตามใจเค้าเกินไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเราต้องเลี้ยงดูเค้า เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก เราจะเอาแต่ประคบประหงม ประเคนให้ทุกอย่าง ใจดีเกินไป ก็ไม่ดี ไม่งั้นเราจะ พ่อแม่รังแกฉัน ซึ่งมันมันไม่ดีกับใครเลย ไม่ดีต่อน้องๆ ในอนาคตข้างหน้า ไม่ดีต่อบริษัท หลาย ๆ ครั้ง เราต้องให้ tough love เพื่อให้เค้าเติบโตขึ้น ค่อย ๆ ปล่อย ดุบ้าง ทำโทษบ้าง อยากได้อะไรก็ต้องพยายามด้วยตัวเอง โดยเรา support อยู่ห่างๆ ซึ่งสิ่งนี้มันจะเกิดได้ เราต้องมีคนที่พร้อมจะ Get a tough love ไปกับเรา พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน

จริง ๆ แล้วจะเห็นว่าสุดท้ายทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนา ถ้าเจตนาดี เราจะ Tough love แค่ไหน คนที่เข้าใจเขาก็จะได้เติบโตขึ้น ถึงแม้วันหนึ่งเขาจะไปที่อื่น ไปทำธุรกิจส่วนตัว ไปทำงานที่ไหนก็ตาม อยากให้ไปไหม ไม่อยากหรอก แต่เราเข้าใจถ้าเขาต้องไป หลาย ๆ คนที่จะออกไปทำอะไรของตัวเอง ผมให้เค้าเขียนแผนธุรกิจมาให้ผมดู หรือช่วยเค้าไปทำ forecast ด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้ว วันนี้เราไม่ได้คาดหวังว่าเค้าต้องอยู่กับเราไปอีก20-30ปี เหมือนรุ่นก่อน ๆ หรอก สิ่งที่ทำได้คือ เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer