ฝันอยากเป็น “นางฟ้าหน้าสวย” กลายเป็น “นักมวยหน้าสด” ชีวิตนี้ไม่มีง่าย

ภาพยนตร์โฆษณากระดาษเช็ดหน้าคลีเน็กซ์  ชื่อชุด “อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ”  ที่ไปคว้า 2 รางวัล Gold และ Silver Lion จากเวทีเมืองคานส์ในปีนี้

สร้างจากเรื่องราวในชีวิตจริงของริกะ  อิชิเกะ สาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นที่มีรูปร่างเล็กๆ น่ารัก ยิ้มสวย หัวเราะเก่ง  แต่มีลีลาการต่อสู้ สุดโหดบนสังเวียนของการต่อสู้แบบผสม( Mix Matial Arts  หรือ MMA)

เชื่อไหมว่าความฝันของผู้หญิงที่มีฉายาว่า “Tiny Doll”คนนี้ไม่ได้อยากเป็นนักสู้ แต่เธออยากเป็น “นางฟ้า” เป็นแอร์โฮสเตสที่ได้แต่งตัวสวยๆเดินทางไปมาทั่วโลก

แล้วทำไมชีวิตต้องพลิกผัน  จาก “นางฟ้าหน้าสวย” กลายเป็น “นักมวยหน้าสด” มีชีวิตส่วนใหญ่ต้องอยู่ในห้องซ้อมเป็นหลัก

“ถ้าซ้อมหนัก เราก็เจ็บตัวน้อย ” เป็นสิ่งที่เธอต้องท่องไว้เตือนตัวเอง

 

ถ้าไม่สู้ ก็หนีไป

ย้อนกลับไปในวัยเด็กเธอเกิดที่เมืองไทย เป็นลูกคนกลางของครอบครัวที่มีลูกสาว 3 คน ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับคุณพ่อชาวญี่ปุ่นที่กรุงเทพฯ  เพราะคุณแม่มีร้านอาหารอยู่ที่ญี่ปุ่น

ความที่เป็นเด็กลูกครึ่งมีชื่อแปลก ๆ  ริกะเลยตกเป็นเป้าของการถูกล้อเลียนและถูกรังแกมาตั้งแต่เด็ก มีทั้งล้อเล่นด้วยความเอ็นดู ไปจนถึงหมั่นไส้จริงๆ แต่ด้วยความเป็นคนที่ตัวเล็กเลยไม่กล้าที่จะโต้ตอบ จนถูกแกล้งหนักขึ้นทั้งโดนผลัก โดนดึงผม เสียน้ำตาไปหลายครั้ง

เมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี เธอเลยมีความรู้สึกฮึดสู้ขึ้นมาเลยไปสมัครเรียนคาราเต้ โดยมีความคิดแบบเด็กๆว่าถ้าใครแกล้งอีกก็จะตอบโต้กลับ  

“จริงๆแล้วไม่เคยได้เอาไปใช้กับใครหรอกค่ะแต่สิ่งที่ได้ก็คือรู้สึกเลยว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น เข้มแข็งขึ้น ความรู้สึกกลัวคนอื่นน้อยลงและที่สำคัญทำให้รู้ตัวว่าชอบเล่นกีฬามากๆ”

ช่วงเวลาที่เรียนคาราเต้ กีฬา ที่เธอชอบดูมากผ่านทางเคเบิ้ลทีวีคือมวยปล้ำอาชีพและกีฬา MMA มวยปล้ำคือการแสดงที่ดูแล้วสนุกแต่ MMA คือของจริงที่ดูแล้วรู้สึกว่าใครชนะได้คือคนเก่ง และเท่มากๆ

หลังจากเรียนคาราเต้ไปได้ประมาณ 4 ปีก็เลิกเรียนเพราะต้องทุ่มเทให้กับการเรียนในชั้น ม.ปลาย แต่ยังเล่นปิงปอง เล่นบาสเก็ตบอล ต่อเนื่องมาจนได้ไปเรียนต่อที่สถาบันการบินพลเรือน สาขา Airport Management (การจัดการท่าอากาศยาน)

ในช่วง2-3 ปีแรกหลังเรียนจบ ริกะทำงานหลายแห่งมากทั้งที่ดิวตี้ ฟรี เป็นเลขาสำนักงานกฎหมาย  ทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์  แอร์โฮสเตส ก็สมัครไปหลายสายการบิน แต่ไม่โดนเรียกเสียที แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้เป็นคนชอบงานบริการเสียทีเดียว

จนอายุประมาณ 25 ปี หลังจากทิ้งร้างกับการเล่นคาราเต้มานาน เธอเริ่มคิดถึงอารมณ์และความสุขที่เคยได้รับจากกีฬาคาราเต้ เลยไปสมัครเรียนใหม่อีกครั้ง

ในช่วงเวลานั้นเธอได้รู้จักกับ “ครูตอง” ชนนภัทร วิรัชชัย” นักชก MMA อาชีพชื่อดังของไทย และทำให้เธอได้เข้าไปสัมผัสกับกีฬา MMA จริงๆเป็นครั้งแรก

ครั้งนี้ไม่ใช่เรียนเพราะต้องการเอาไว้ป้องกันตัว เหมือนตอนเป็นเด็ก แต่เป็นความรู้สึกที่หลงใหลในเรื่องของศิลปะการต่อสู้อย่างจริงจัง 

 เธอบอกว่าเสน่ห์ของ MMA คือการต่อสู้แบบผสมผสานเป็นการนำเอากีฬาที่ดีที่สุดของแต่ละประเทศมารวมกัน  

4 ศาสตร์การต่อสู้ที่สำคัญของMMAคือมวยไทย เอาไว้ใช้หมัดเท้าเข่าศอก มวยสากล สำหรับเต้นฟุตเวิร์คและออกหมัดที่เร็ว มวยปล้ำเอาไว้ทุ่ม ส่วนจูจุสึ มีลักษณะเด่นในเรื่องการต่อสู้จับล็อกบนพื้น

เป็นกีฬาที่ท้าทายมากเพราะถ้าเรียนคาราเต้อย่างเดียว ยูโดอย่างเดียวเราอาจจะเบื่อแต่นี่ต้องเรียนหลายอย่าง  แต่ในตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักสู้หรือต้องลงแข่งขันเลย 

 เรียนไปได้ประมาณ 4-5 เดือนก็มั่นใจว่านี่คือสิ่งที่เธอชอบ นี่คืองานอาชีพที่เธอจะทำเลยตัดสินใจลาออกจากงานประจำ รับแค่งานฟรีแลนซ์ เช่นงานถ่ายแบบเสื้อผ้าบ้างเท่านั้น

เริ่มสู่สังเวียนนักสู้  

ตั้งแต่เด็กจนโต  ริกะไม่เคยแข่งขันกีฬาอะไรเลย ไม่มีตู้โชว์สะสมเหรียญ สะสมถ้วยรางวัล เหมือนคนอื่นเขา  

การแข่งขันของเธอเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่ออายุ  26 ปี ในรายการ “บราซิลเลี่ยน จูจุสึ” ที่มีโอกาสได้เหรียญทองมา หลังจากนั้นก็ได้แข่งในรายการ MMA จริงๆของเมืองไทยซึ่งเป็นรายการที่ไม่ได้ใหญ่มาก ก็ชนะมาอีกด้วยการล็อคแขนคู่ต่อสู้ในเวลานาทีกว่าๆ

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน แม้ว่า MMA จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเมืองไทย แต่การจัดแข่งในประเทศมีน้อยมาก ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆเช่นสิงคโปร์ มาเลเซีย  ยิ่งนักต่อสู้ที่เป็นผู้หญิงด้วยแล้วจะหาคู่ต่อสู้ได้ยาก  

บังเอิญในช่วงเวลานั้นบริษัท วันแชมเปี้ยนชิพ ที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศสิงคโปร์ได้มาเปิดสำนักงานที่ประเทศไทยเป็นแห่งที่ 2 มี “สุกี้” กมล สุโกศล แคลปป์ ประธานบริษัท กำลังหานักต่อสู้กีฬาประเภทนี้เพื่อปั้นเป็นสตาร์ชาวไทยเพื่อกระตุ้นคนดูในเมืองไทย

ริกะ มีโอกาสได้ขึ้นชกรายการนี้ในรุ่นน้ำหนักต่ำกว่า 50ก.ก และเธอก็สามารถชนะคู่ต่อสู้ ออเดรย์ ลอร่า โบนิเฟซ  จากมาเลเซีย ด้วยการไล่ถลุงคู่ต่อสู้ อย่างไม่ยั้งก่อนหมดยกแรกไม่ถึง 30 วินาที จนชนะไปด้วย TKO ( กรรมการจับให้คู่ต่อสู้แพ้)

เป็นการเริ่มต้นแข่งอาชีพแบบจริงจังครั้งแรกของเธอ พร้อมๆกับความสนุกที่เพิ่มขึ้น 

“คือมันไม่ใช่กีฬาที่เน้นการต่อสู้แบบแรงๆชนะแล้วรับเงิน กลับบ้าน แต่เราต้องคิดตลอดเหมือนกับการเล่นหมากรุก ต้องรู้จักรุกและรับ และพยายามดึงให้คู่ต่อสู้เข้ามาอยู่ในเกมของเราซึ่งเป็นกีฬาที่เราถนัดให้ได้  ถ้าเดินเกมผิดชีวิตก็เกมเหมือนกัน”

จุดแข็ง ของริกะส่วนใหญ่ที่เห็นคือท่าจับล็อคกับพื้นแต่จริงๆแล้วเธอบอกว่าเธอถนัดสายคาราเต้ ที่เน้นการยืนในการต่อสู้มากกว่า 

ต้องเปลี่ยนตัวเอง และมีวินัยอย่างหนัก

 จากเดิมชีวิตริกะ ก็เหมือนเด็กสาวทั่วไปที่ในวันหยุดชอบนอนตื่นสาย ตื่นขึ้นมาก็สไลด์มือถือเข้าโซเชียลดูโน่น นี่ นั่นไปเรื่อยๆ  บ่ายๆค่อยแต่งตัวสวยๆออกไปช็อปปิ้ง ดูหนัง

เธอบอกว่าชีวิตแบบนั้นคือความสุขที่ยังชอบมาก แต่ทำได้ยากขึ้นเพราะ   การต่อสู้ที่เธอเลือกต้องฝึกหนักในกีฬาหลายๆประเภทพร้อมๆกัน เพื่อเอาไว้รับมือกับคู่ต่อสู้ซึ่งไม่รู้ว่าจะงัดไม้เด็ดของการต่อสู้แบบไหนออกมา

ดังนั้นความมีวินัยในตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุดต้องซ้อมสัปดาห์ละ 6 วันเช้า – เย็น และจะเพิ่มดีกรีความเข้มข้นมากขึ้นในช่วง5-6 สัปดาห์ก่อนการแช่งขัน

 “ต้องบังคับให้เปลี่ยนตัวเอง ต้องคิดเสมอว่า ถ้าเราหยุดซ้อมแค่วันเดียว หรือช่วงที่เรานอนอยู่  คู่ต่อสู้อาจจะอยู่ในสนามซ้อม เขากำลังพัฒนาไปมากกว่าเรา ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ไม่อยากเสียเลือด หรือหน้าแตก ต้องลุกขึ้นซ้อมเดี๋ยวนี้”

 ปีที่ผ่านมาริกะได้เข้าแข่งขันรายการวันแชมเปียนชิพ ไดนาสตีออฟฮีโรส์ ที่  ประเทศสิงคโปร์ โดยชนะนิตา เดียจากประเทศอินโดนีเซีย ด้วยท่าเฮดล็อค  

 ต่อมาเป็นฝ่ายแพ้ต่อโจมารี ตอร์เรส ซึ่งเป็นนักสู้ชาวฟิลิปปินส์ ในศึกวันแชมเปี้ยนชิพ  วอริเออร์คิงดอม ที่จัดขึ้นที่มาเก๊า และเมื่อปลายปีที่แล้วเป็นฝ่ายชนะโรม ตรินิแดด นักสู้ชาวฟิลิปปินส์  ด้วยการหักรัดให้คู่ต่อสู้ยอมจำนน ในรายการวัน วอริเออร์ออฟเดอะเวิลด์  เมืองทองธานี

“ทุกครั้งที่แพ้ เป็นเพราะเราเตรียมตัวมาไม่ดีพอจริงๆไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อม อาหารการกินซึ่งจะส่งผลกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย”

ทุกวันนี้ริกะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกซ้อมอยู่ที่ไทเกอร์ยิม ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเธอบอกว่าภูเก็ต มีค่ายMMA ระดับมาตรฐานเยอะมากเป็นเหมือนสวรรค์ของนักต่อสู้ จากทั่วโลกที่เดินทางมาฝึกซ้อม    

พอวกไปถามเรื่องค่าตัวเธอหัวเราะ ไม่ยอมเปิดเผย  แต่บอกว่าอย่างรายการวัน แชมเปี้ยนชิพ ค่าตัวแต่ละครั้งหายเหนื่อย แล้วถ้าชนะก็จะได้รับเงินโบนัสอีกเท่าตัวด้วย

ความฝันของเธอก็เหมือนกับนักกีฬาทุกคนที่มีเป้าหมายของการเป็นแชมป์ให้ได้นานที่สุด  สำหรับตัวเธอเองถือว่ายังใหม่มากบนเส้นทางการต่อสู้ เพราะขึ้นชกอาชีพมาประมาณ 1 ปีกว่าๆเท่านั้น การพัฒนาตัวเองจึงยังจำเป็นต้องใช้เวลา

เก่งกีฬาต่อสู้ชนิดที่เป็นแชมป์มาแล้วหลายรายการ แต่เชื่อมั้ยว่า เมื่อลงจากเวที หากจะต้องทะเลาะกับใครริกะบอกว่ายอมยกมือไหว้ขอโทษแทน เพราะไม่อยากเจ็บตัว ไม่อยากเสียเงิน  สู้เก็บพลังไว้ปล่อยเต็มที่กับคู่แข่งบนเวทีที่ได้เงินกลับมาแน่ๆดีกว่า  

“มีคนเคยพูดว่า งานประจำหล่อเลี้ยงชีวิต แต่สิ่งที่เรารักเลี้ยงจิตวิญญาณ   นักสู้ MMA เป็นงานประจำที่หล่อเลี้ยงชีวิต และยังเป็นสิ่งที่เรารักซึ่งจะหล่อเลี้ยงวิญญาณอีกด้วย  ดังนั้นริกะคิดว่าคงต้องเต็มที่กับอาชีพนี้ไปอีกนานแน่นอน”

ริกะกล่าวปิดท้ายยิ้มๆ พร้อมฝากดูผลงานครั้งต่อไปของเธอในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ด้วย

 

 

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer