5 เทรนด์รถยนต์ ปี 2018

5 เทรนด์รถยนต์ ปี 2018

รถยนต์ เป็นตลาดที่มีเรื่องตื่นเต้นเข้ามาอยู่เสมอ.. ไม่ว่าจะเป็น รถที่เร็วที่สุดในโลก รถที่แพงที่สุดในโลก รถที่ไม่ใช่น้ำมัน รถบินได้

แต่ในความเป็นจริงๆ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

และยิ่งเป็นสินค้าที่ราคาสูงอย่าง รถยนต์ ยิ่งต้องใช้เวลา

 

1.ยอดขายจะไม่บูมเหมือนเดิม

ไม่ใช่แค่ในไทยที่ยอดขายรถลดลง ในตลาดสหรัฐฯ ยอดขายรถในปี 2017 ก็ติดลบในรอบ 7 ปี ซึ่งก็มาจากหลายปัจจัย ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้บริโภคใช้รถนานขึ้นเพราะเชื่อใจในคุณภาพของสินค้า เชื่อใจคุณภาพของรถมือสอง รวมถึงการซื้อแบบปล่อยเช่า (Leased) โดย 1 ใน 3 ของรถใหม่ที่ออกสู่ตลาดอยู่ในรูปแบบ Lease

นอกจากนั้นการเข้ามาของ Ride-Sharing Services หรือ ระบบขนส่งสาธารณะทำให้คนซื้อรถน้อยลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจฟังดูแย่สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นข่าวดีสำหรับเมืองที่กำลังพัฒนาให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ส่วนประเทศที่กำลังเติบโตสูงอย่าง CLMV นั้น ยอดขายของรถยังโตได้อยู่

 

2.รถยนต์ไฟฟ้า

ในตอนที่รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกผลิตออกมา ทุกคนตื่นเต้นกันมาก เพราะมันหมายถึงการลดใช้น้ำมัน ลดค่าใช้จ่าย
แต่ในการใช้จริง รถยนต์ไฟฟ้า ไม่สามารถมาแทนที่รถยนต์แบบเดิมได้ 100% เพราะผู้ใช้ก็ยังกังวลกับการขับทางไกล กังวลที่ต้องระวังเรื่องแบ็ตเตอรี่เหมือนกลัวสมาร์ทโฟนแบ็ตหมด สถานที่ชาร์จยังไม่ครอบคลุม รวมถึงการลดหย่อนภาษี 7,500 ก็ยังไม่สามารถจูงใจให้คนอยากหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ยอดขายรถในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ท้องตลาด 5,686 คัน แต่เมื่อเทียบกับทั้งตลาดสหรัฐฯ รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 0.4% เท่านั้น แต่ก็ถือว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีการตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เติบโต 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

3.รถยนต์กึ่งอัตโนมัติ

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Car) เป็นคำที่ได้ยินมานานมาก จนทุกวันนี้ผู้ผลิตรถยนต์ทำรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกันหมดแล้ว เริ่มตั้งแต่ผู้นำอย่าง Tesla ที่นำเทรนด์นี้ จนปลุกกระแสให้แบรนด์อื่นๆ เริ่มทำตาม

แต่สำหรับคนที่อยากใช้ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ บนท้องถนน คงต้องรอไปอีกนาน เพราะกฎหมายยังไม่รองรับ และสภาพถนนของเมืองไทยที่ยังไม่พร้อม

สิ่งที่จะเห็นจากนี้ คือ รถยนต์กึ่งอัตโนมัติ ที่เหมือนรถยนต์ทั่วไปนี่แหละ แต่มีระบบบางอย่างที่ช่วยเหลือเราแทน เช่น ระบบจอดรถอัตโนมัติที่จอดรถได้ในพื้นที่ที่คนไม่สามารถจอดได้ ระบบเบรกอัตโนมัติ หรือระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ เป็นต้น

 

4.Subscription Model

Subscription Model คือ โมเดลการซื้อรถที่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนรถได้ทุกๆ 1-2 อาทิตย์ เพราะอย่างที่รู้กันว่า คนที่จะซื้อรถพรีเมียมเหล่านี้เป็นคนมีกำลังซื้อสูง และก็ไม่ชอบอะไรจำเจ คุณจะเห็นได้จากบ้านมหาเศรษฐีทั้งหลายที่มีรถหลายคันจอดในบ้าน สุดท้ายก็จอดทิ้งไว้เฉยๆ จะดีกว่าไหม ถ้าคุณได้รถรุ่นใหม่มาขับทุกๆ 1-2 อาทิตย์

Porsche, Volvo, Cadillac และ Lincoln เป็นแบรนด์รถที่กำลังทำเรื่องนี้ เพราะพวกเขาต้องการให้ผู้บริโภคผูกพันกับแบรนด์ให้ได้นานที่สุด ลองจินตนาการว่า คุณมีรถอยู่ 5 แบรนด์ คุณก็อาจจะขับวนไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์ แต่ถ้าคุณมีอยู่ 2 แบรนด์ แต่แบรนด์หนึ่งส่งรถรุ่นใหม่ มาให้คุณขับเรื่อยๆ คุณจะรู้สึกดีกับแบรนด์ไหนมากกว่ากัน?

 

5. Ride-Sharing Services

Ride-Sharing Services เป็นบริการที่เข้า Disrupt ธุรกิจในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป เพราะรถแท็กซี่มีราคาสูงมาก
สำหรับในประเทศไทย ธุรกิจนี้ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก เพราะราคาที่ไม่มีโปรโมชั่นของ Uber หรือ Grab ก็ไม่ได้ถูกกว่าแท็กซี่เท่าไหร่ แถมบางทีก็ยังต้องรอรถนาน เพราะรถติดอีกด้วย

แต่ในบางประเทศที่กฎหมายแข็งแรงอย่างญี่ปุ่น แท็กซี่ของพวกเขาก็ยังอยู่ได้แม้จะราคาสูงมาก เพราะระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ต่อให้ไม่มีรถยนต์ก็เดินทางไปไหนมาไหน สบาย
ฉะนั้นตอนนี้ Ride-Sharing Services ที่เกิดขึ้นยังมีโอกาสเปลี่ยนหน้าได้อยู่เสมอ

ในสหรัฐ Uber อาจจะถูก Lyft แซง
ในไทยอาจมีผู้เล่นใหม่เข้ามา

– – – – – – – – – – – – – – – – – – –

คงต้องบอกว่าเทรนด์เกี่ยวกับรถยนต์ที่เกิดขึ้นบนโลก ยังอยู่ในช่วง Concept มากกว่าการนำมาใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น รถขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถยนต์ไฟฟ้า

อย่างถ้าผู้ผลิตรถญี่ปุ่น อยากจะลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างจริงจัง พวกเขาก็ต้องลงทุนสร้างสถานีชาร์จไฟที่ต้องใช้ต้นทุนสูง การนำเข้ารถเข้ามาก็ต้องเสียภาษีอีก ราคารถยนต์ไฟฟ้าอาจจะสูงถึง 3-5 ล้านบาทก็ได้ คำถามคือ คนที่มีเงินอยากจะเปลี่ยนมาใช้ไหม หรือ ยอมขับรถหรูเติมน้ำมันแบบเดิม สบายกว่า?

เพราะการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง ผู้บริโภคก็ต้องแลกมาซึ่งความพอใจของตัวเอง