#FindMeOnMars โฆษณาที่ประสบความสำเร็จของ Visa ชวนลูกค้าไปดาวอังคารกันเถอะ

เคยไหมที่ตื่นขึ้นพร้อมกับเสียงที่วนไปมาว่า ชีวิตคืออะไร …

“นั่นสิ ชีวิตคืออะไร”

หลังจากที่ครุ่นคิดมาทั้งชีวิต ในที่สุดก็ได้คำตอบแล้วว่า..

“ไม่รู้ว่ะ”

บางครั้งคำถามที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ และบางทีคำตอบของชีวิตคืออะไร อาจไม่สำคัญเท่ากับเราได้พยายามออกไปหาคำตอบแล้วหรือยัง

เกริ่นเรื่อง “คุณค่าของชีวิต” เพราะกำลังอินอยู่กับหนังโฆษณาตัวหนึ่ง เห็นคนแชร์เยอะ บอกเลยว่า performance มาโหดมาก ปล่อย 1 อาทิตย์ มีคนดูไป 2 ล้านครั้ง คนแชร์ไปกว่า 8000 แชร์ อื้อหืมมมม ตอนแรกตั้งใจแค่ดูผ่านๆ แว๊บแรกเห็นชื่อเรื่อง  #FindMeOnMars  เรียกแขกใช้ได้ แต่ความยาวตั้ง 15 นาที นี่ถ้างานไม่คราฟต์จริง งานนี้ลำบากแน่

ทว่า…เปิดเรื่องแค่ 1 นาที ถึงกับต้องปรับเก้าอี้เอนหลังอีกนิด เพราะรู้เลยว่าคงต้องดูจนจบ… สำหรับใครที่ยังไม่ดู รับประกัน เป็น 15 นาทีที่คุ้มค่า ไม่เปลืองไฟ เปลืองเน็ต ชัวร์

#FindMeOnMars (ไฟน์มีออนมาร์ส) คือหนังที่เล่าถึง “โจ” ชายหนุ่มที่รู้สึกเบื่อชีวิตและตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการส่งคนไปอยู่บนดาวอังคาร เขาเริ่มต้นออกเดินทางไปพร้อมกับ “อาร์มสตรอง” เพื่อนมดตัวน้อย สัตว์เลี้ยง(ที่ไม่ควรจะเป็นสัตว์เลี้ยง)เพียงหนึ่งเดียว แต่ยังไม่ทันถึงอเมริกาเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเที่ยวบินของเขามีปัญหาจนต้องติดอยู่ที่ไต้หวันหลายวัน เขาจะผ่านสถานการณ์อย่างไรในช่วงเวลาที่คับขัน โจและเพื่อนมดตัวน้อยจะไปถึง “ดาวอังคาร” หรือไม่

 

นี่คือผลงาน Corporate Branding ล่าสุดของ วีซ่า ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลระดับโลก หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากเรื่องที่แล้ว #TokyoUnexpected ที่กวาดยอดวิวและแชร์ไปเต็มขั้น ในปี 2017 ที่ผ่านมา กระทั่งมาต่อยอดด้วย #FindMeOnMars ที่เพิ่งปล่อยออกไป และสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

 

ในยุคที่วิดีโอเกลื่อนโซเชียล ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไวรัลวิดีโอสักเรื่องจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะความหาญกล้าของทีมงานที่จัดเต็มความยาวถึง 15 นาที แต่เป็น 15 นาทีที่มีสีสันให้ตามจนจบ นอกจากนี้ถ้าเก็บรายละเอียดทุกเม็ดจะเห็นว่า เรื่องนี้ทำการบ้านดีมาก

และเบื้องหลังความสำเร็จของการทำวิดีโอไวรัลชิ้นนี้มีอะไรบ้าง วันนี้เราเดินทางมามาพูดคุยกับ สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการ วีซ่า ประจำประเทศไทย “คีย์แมน” ของงานชิ้นนี้กัน

 

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการ วีซ่า ประจำประเทศไทย

 

ผู้บริโภคเปลี่ยน วีซ่า ก็ต้องเปลี่ยน

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ ด้วยเพราะเป็นธุรกิจที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อการใช้จ่าย ปฏิเสธไม่ได้ว่าโจทย์การสร้างแบรนด์ของ วีซ่า ก็ต้องหมุนไปตามเทรนด์ผู้บริโภค เทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนไปทางไหน วีซ่า ก็ต้องปรับเกมการสื่อสารไปทางนั้น ซึ่งตอนนี้เทรนด์โลกชัดเจนว่าไปทางดิจิทัล และเราก็ได้เห็นความเป็นผู้นำของ วีซ่า กับการสร้าง content สื่อสารแบรนด์ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอ

“ทุกวันนี้คนมีบัตรเครดิตมากกว่า 2 ใบ ทำอย่างไรที่เขาจะหยิบเรามาใช้ กลยุทธ์ของเราเลือกที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้า เราเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าความหมายของชีวิต เราเชื่อว่าการได้ออกเดินทางจะทำให้คุณค้นหาคำตอบในความหมายชีวิตของคุณได้ ซึ่งเราพร้อมที่จะช่วยให้การเดินทางค้นหาความหมายในชีวิตของคุณเป็นไปได้อย่างราบรื่นที่สุด” ผู้บริหารเริ่มต้นเล่า key message ของงาน

คงจำกันได้กับ #TokyoUnexpected หนังสั้นโฆษณาของบัตร วีซ่า ปีก่อน ที่เล่าเรื่องราวการเดินทางของสาวไทยคนหนึ่งในญี่ปุ่นที่เจอประสบการณ์แบบไม่คาดคิด  ทั้งลืมกระเป๋าเงิน และหลงทาง แต่ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรสุดท้ายการเดินทางก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยมี วีซ่า ที่เป็นตัวช่วยที่สำคัญ

ต่อยอดมาถึงงานล่าสุด เนื้อเรื่องเปลี่ยน แต่แกนก็ยังอยู่ในเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจ การเดินทางที่ออกไปตามหาความหมายในชีวิต ความสุขที่ยังคงมองไม่เห็น ซึ่งตลอดทั้งเรื่องเราแทบไม่ได้เห็นโลโก้แม้แต่น้อย แต่แบรนด์กลับเข้าไปอยู่ในใจ ด้วยบทที่เนียน ดูแล้ว real ไม่ fake

“อย่างแรกก็ต้องขอบคุณทีมครีเอทีฟ ผู้กำกับ และทีมงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยทำให้ message ที่เราต้องการจะบอกชัดเจนขึ้น เราเชื่อว่าปัจจัยที่ทำให้ตัวหนังประสบความสำเร็จ เพราะ message ที่เรากำลังบอก มันเข้าไป Touch ข้างในจิตใจของผู้คน

Content ดี นานแค่ไหนก็เอาอยู่

ยอดชมวิดีโอถึง 2 ล้านในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ในยูทูบอีก 4 แสนกว่าคน เป็นเลขการันตีชัดเจนว่าหนังโฆษณาเข้าไปถึงใจคนแค่ไหน

“ที่เราภูมิใจคือยอดแชร์ในเฟซบุ๊กเกินกว่า 8000 แชร์ หมายความว่า message ไม่ใช่แค่ถึงคนดูเท่านั้น แต่ยังประทับใจมากพอที่จะส่งต่อไปให้เพื่อนๆของเขาอีกทอดหนึ่ง ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่เราต้องการ มันสะท้อนว่านอกจากสร้างการรับรู้ได้แล้ว เราสร้างการยอมรับในแบรนด์ได้ด้วย”

ขณะที่สูตรการทำหนังโฆษณาก็พูดกันอยู่ทุกวันว่าไม่ควรเกิน 5 นาที ไม่พอต้องตรึงคนดูให้ได้ตั้งแต่ 5 วินาทีแรก แต่งานนี้ วีซ่า ฉีกกฎเหล็กกระจุย ใช้เวลาเต็มที่ถึง 15 นาที ถามว่าทำไมถึงกล้า ผู้บริหารยิ้มตอบ เพราะมั่นใจในเนื้อหาที่ตรงกับ insight ผู้บริโภคยุคใหม่

“คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่างานของเราดีหรือไม่ มันก็หนีไม่พ้นการหา insight ที่แท้จริงของลูกค้า เรามีการทำวิจัยและที่สำคัญคือพฤติกรรมการรูดบัตรทำให้เรารู้ว่าลูกค้ากำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่ เรารู้ว่าลูกค้าใช้จ่ายแบบไหน นั่นล่ะคือ insight ที่เราได้มา เราพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบความท้าทาย ชอบการเดินทาง ชอบการท่องเที่ยว ซึ่งเนื้อเรื่องมันก็เดินอยู่บนแกนนี้ และมันแข็งแรงพอที่มัดคนดูให้อินตามได้ เพราะฉะนั้นเรื่องเวลามันไม่ใช่ประเด็นหลักละ แต่ก็ต้องเก็บรายละเอียดอย่างอื่น เพื่อให้หนังมันน่าสนใจและน่าติดตามไปจนจบ”

หน้าที่คุณคือออกเดินทาง อย่างอื่น Visa จัดการให้

ทีเด็ดเรื่องนี้อยู่ที่การเก็บรายละเอียด อย่างการสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครก็เป็นอีกจุดที่ทีมงานให้ความสำคัญเก็บรายละเอียดได้ดี “โจ” ชายหนุ่มผู้เลี้ยงมดเป็นเพื่อน ตรงนี้ก็ตอกย้ำภาพลักษณ์ให้ชัดว่าเขาต่อต้านสังคมขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วถึงอยากจะหนีไปให้ไกลสักแค่ไหน เขาก็ปฏิเสธความต้องการที่ลึกที่สุดของหัวใจไม่ได้ แทนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการค้นหาอะไรบางอย่างที่ไกลออกไป จนลืมสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ตัว

“เราคิดอย่างละเอียดตั้งแต่ชื่อเรื่อง #FindMeOnMars สังเกตคำนำหน้ามีคำว่า FindMe ตรงนี้เราก็ต้องการกระตุ้นให้คนดูออกไปค้นหาสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการค้นหาตัวเองให้เจอ อย่ากลัวที่จะเดินทาง อย่ากลัวที่จะท่องเที่ยว คุณออกไปค้นหาตัวเองให้เต็มที่ ส่วนเรื่องการใช้จ่าย ให้ วีซ่า เราช่วย”

ทั้งหมดคือเบื้องหลังของ #FindMeOnMars ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน ทุกคนคงรู้แล้วว่าแท้จริง ดาวอังคารอาจไม่ได้อยู่ห่างไกลที่ไหน แต่เป็นความสุขที่เติมเต็มคุณในแบบที่แตกต่างกัน และแน่นอนว่าคุณต้องออกเดินทางเพื่อตามหาดาวอังคารของตัวคุณเอง

เช่นเดียวกับดาวอังคารของ สุริพงษ์ ที่บอกตอนท้ายกับเรา สำหรับเขา ที่ไหนก็เป็นดาวอังคารได้ ขอแค่มีคนที่รักรออยู่ก็พอ

 

LINE it!