ปัจจุบันเวียดนามมีประชากรสูงกว่า 95 ล้านคน ร้อยละ 30 เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ กลุ่ม Millennials มีความรู้ สนใจใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง รักการดูแลรักษาสุขภาพ ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และชอบผลิตภัณฑ์หรือบริการนำเข้าจากต่างประเทศ

ถ้านับเฉพาะอุตสาหกรรมความงามของประเทศเวียดนาม มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สูงถึงร้อยละ 30 โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Millennials ที่เป็นผู้มีรายได้ระดับปานกลางและรายได้ระดับบน

ขุมทรัพย์ที่รออยู่ในตลาดความงามเวียดนาม

ปัจจุบันตลาดความงามเวียดนามมีสัดส่วนนำเข้า 90% และอีก 10% ผลิตภายในประเทศ ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจะจับกลุ่มกลาง-บน ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจความงามภายในประเทศ จับตลาดล่างเป็นหลัก เนื่องจากสินค้าและบริการภายในประเทศไม่มีเงินทุนในการพัฒนาและวิจัยสินค้าบริการ ขาดแคลนนวัตกรรม การโฆษณา และการตลาด

ด้านตลาดออนไลน์ของเวียดนาม 50% ของสินค้าอุปโภคและบริโภคที่คนนิยมซื้อบนโลกออนไลน์คือ สินค้าความงาม ซึ่งเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวหน้าเป็นที่นิยมมากที่สุด

โดยสินค้ากลุ่มความงามเป็นตลาดที่กำลังหอมหวนมากในเวียดนาม ใครที่สามารถเข้าไปตลาดได้ก่อน ย่อมสร้างการรับรู้และความรู้เกี่ยวกับแบรนด์ได้ก่อน นำเทรนด์ตลาดได้

สำหรับในปี 2560 ที่ผ่านมา ชาวเวียดนามซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวนำเข้าจากต่างประเทศรวม 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 198,000 ล้านบาท สูงกว่าปี พ.ศ. 2559 ถึง 3 เท่า และคาดว่าในปี 2561จะสูงขึ้นอีกกว่าเท่าตัว

ซึ่งปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจากการขยายสาขาของศูนย์การค้าของต่างชาติและท้องถิ่น รวมถึงร้านค้าสาขาที่จำหน่ายเครื่องสำอาง เช่น Medicare, Guardian, and Pharmacity เป็นต้น

จากข้างต้นเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ความงามจากประเทศเกาหลียังคงสูงเป็นอันดับที่ 1 มีสัดส่วนถึง 30% และสหภาพยุโรปตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 23% ญี่ปุ่น 17% โดยผลิตภัณฑ์ความงามจากประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดที่ 13% เห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ความงามจากไทยมีสัดส่วนที่ยังไม่มาก ยังมีโอกาสขยายที่สูงอยู่

และผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวเวียดนามสามารถจำแนกได้ดังนี้ เขตฮานอย จะชื่นชอบสินค้าและบริการนำเข้าจาก เกาหลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี,  ดานัง ชื่นชอบสินค้าและบริการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา  และโฮจิมินห์ ชื่นชอบสินค้าและบริการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส

ถ้าถามว่าทำไมแต่ละพื้นที่จึงชื่นชอบสินค้านำเข้าแตกต่างกัน เป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการรุกตลาดก่อนใครในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มมีตลาดสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ซึ่งเป็นที่จับตามองของเวียดนามไม่น้อยเช่นกัน

ทำไมสินค้าจากไทยเป็นที่ถูกจับตา? เป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคเวียดนามรู้จักสินค้าไทยจากการเปิดตัวต่างๆ ที่ใช้ดาราไทย โดยชาวเวียดนามชอบดาราไทยเป็นต้นทุนอยู่แล้วทำให้เกิดการติดตามสินค้าความงามจากไทยที่ดาราไทยคนนั้นใช้ เป็นต้น แต่ด้วยกลุ่มผู้ใช้ชาวเวียดนามมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย หากเป็นสินค้าใหม่ สินค้าที่นำเข้าไปควรเป็นสินค้าที่เปิดตัวในไทยและพวกเขารู้จักอยู่แล้วจะดีกว่า

อีกหนึ่งเหตุผลนั้นคือ ผู้บริโภคหรือสาวๆ ชาวเวียดนามนั้นเป็นผู้บริโภคที่ต้องการผลลัพธ์จากการใช้สินค้าหรือบริการทันที ซึ่งสินค้าจากไทยจะมีการโฆษณาว่า “เห็นผลภายใน 7 วัน” ยิ่งเป็นการการันตีว่าได้เห็นผลลัพธ์ทันใจอย่างที่ต้องการได้แน่นอน

Modren Trade ช่องทางนี้และใช่เลย

ปัจจุบันชาวเวียดนามนิยมซื้อสินค้าความงามตามร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ และร้านเครื่องสำอาง สูงเป็นอันดับที่ 1 ต่อมาคือ ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต การขายตรง และศูนย์ความงาม ตามลำดับ ดังนั้นแบรนด์ที่เข้าไปต้องศึกษาดูว่าสินค้าของตัวเองอยู่ในระดับไหน และเลือกช่องทางให้เหมาะสมกับสินค้า ก็จะสามารถเจาะตลาดได้อย่างแน่นอน

ถ้าดูจากปัจจัยสนับสนุนการเติบโต คือ การขยายสาขาขอ ศูนย์การค้าของต่างชาติและท้องถิ่น (Modren Trade) รวมถึงร้านค้าสาขาที่จำหน่ายเครื่องสำอาง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นถ้าแบรนด์เข้าไปเจรจา หรือหาตัวแทนจากภายในประเทศ เพื่อนำสินค้าเข้าสู่ Modren Trade

ทำไมเข้าไปในช่องทาง Modern Trade ถึงดีกว่า เนื่องจากสาวๆ เวียดนามในปัจจุบันมองว่า ธุรกิจความงามไม่ใช่สินค้าจำเป็นแต่เป็นสินค้าหรูหรา ถ้าหากต้องการความหรูหราต้องซื้อใน Modern Trade ต่างจากแต่ก่อนที่นิยมซื้อในร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งสาวๆ ในปัจจุบันมองว่าช่องทางเก่าแก่อย่างร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ เป็นสินค้าแบบ Local ไปแล้ว

เปิดพฤติกรรมผู้บริโภคชาวเวียดนาม

ทราบถึงตลาดและช่องทางการเข้าไปทำตลาดแล้วต่อไปคือเรื่องสำคัญ นั่นคือ “พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวเวียดนาม” ที่ถ้ารู้แล้วยิ่งได้เปรียบ

ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคเวียดนามในกลุ่มธุรกิจความงามที่แบรนด์ต้องรู้ก่อนเข้าไป คือ  สาวๆ เวียดนามมีความเชื่อว่าหากรูปลักษณ์ดี จะส่งผลต่ออาชีพ และรายได้ที่ดีขึ้น โดยได้รับอิทธิพลจากกลุ่มบล็อกเกอร์ และศิลปินดารา ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ สุภาพสตรีที่มีอายุระหว่าง 15-39 ปี รักการแต่งหน้า บำรุงผิวพรรณ ซึ่งมีประชากรประมาณ 20 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรหญิงทั้งหมดของเวียดนามเลยทีเดียว

และในปี 2016 พบว่าชาวเวียดนามยอมรับสินค้าประเภทความงามเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ต้องการแค่เพียงพื้นฐาน เริ่มสนใจในสินค้าปลีกย่อยมากขึ้น ได้แก่ แป้งรองพื้น ครีมล้างเครื่องสำอาง โทนเนอร์ล้างหน้า ครีมกันแดด ขณะเดียวกันสินค้าระดับพรีเมียมด้านความงามก็เข้าตลาดเวียดนามเพิ่มขึ้นในกลุ่มครีมบำรุงผม ครีมบำรุงผิว ตลอดจนธุรกิจบริการด้านความงามอย่าง สปา ซาลอน และคลินิกความงาม

กลุ่มสินค้าความงามที่เพิ่งเข้าตลาดใหม่ มักจะได้รับความนิยมซื้อและใช้จากกลุ่มเป้าหมายเพศหญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี สินค้าที่เลือกซื้อชิ้นแรกของกลุ่มนี้คือ โฟมหรือครีมล้างหน้า ช่องทางการสื่อสารหลักได้แก่ การแจกตัวอย่างสินค้า การส่งเสริมการขายในโรงเรียน, โรงภาพยนตร์, โรงอาหาร หรือศูนย์อาหาร และการเป็นสปอนเซอร์ในกิจกรรมต่างๆ

การพิชิตใจกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุมากขึ้น จำเป็นต้องสร้างเทรนด์ใหม่ ปลุกกระแสความต้องการ สร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมายก่อนจึงจะสามารถเข้าตลาดได้ง่าย สำหรับแบรนด์ขนาดเล็กจะสามารถแข่งขันกับแบรนด์ขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดได้ จำเป็นต้องสื่อสารหรือสร้างจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ เน้นส่วนผสมหรือสูตรที่พิเศษ หรือข้อเสนอพิเศษเฉพาะบุคคล เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมากในเวียดนาม

ด้านทัศนคติของผู้บริโภคเวียดนาม สินค้าความงามนำเข้าจากต่างประเทศเป็นที่ชื่นชอบมากกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ เนื่องจากมีความหลากหลายและราคาที่มากกว่า ต่างจากสินค้าท้องถิ่นที่เน้นการลดราคาเยอะๆ อ้างผลลัพธ์ที่เห็นได้รวดเร็ว และใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ

3 เทรนด์ โอกาสของแบรนด์ไทย

ต่อมาสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการไปทำตลาดในเวียดนามนั้น คือ “เทรนด์” รู้จักเทรนด์มีชัยไปกว่าครึ่ง โดยขอนำเสนอ 3 เทรนด์ในการเข้าไปทำตลาดความงามในเวียดนาม ดังนี้

เทรนด์แรก: Upgraded Demand

สินค้าและบริการกลุ่มไฮเอนด์เติบโตมากขึ้นในเวียดนาม จำนวนรถยนต์มีจำนวนเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 ใน 3 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในเวียดนามมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ส่วนตัว และใช้บริการอินเทอร์เน็ต

เทรนด์สอง: Women are more conscious about beauty health

โดยผลวิจัยพบว่า ผู้หญิงต้องการความภาคภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้น แฟนหรือสามีอยากให้ตนเองดูดี จะได้ไม่เสียหน้า เวลาพาไปพบเพื่อน ความสวยช่วยสร้างความมั่นใจ และสร้างความประทับใจให้แก่คนที่พบเห็น

เทรนด์สาม: the Y Generation

คน Gen Y เริ่มหันเข้าสู่วัฒนธรรมห้าง หมายถึงอะไรๆ ก็ไปห้างสรรพสินค้า โดย Gen Y เริ่มเสพติดการท่องเที่ยว และใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น พร้อมเกาะติดกระแสต่างๆ ทั้งเรื่องแบรนด์ ความคิดใหม่ เทรนด์ใหม่ หรือ Net Idol หรือ Icon เป็นที่ยอมรับมากขึ้น รวมทั้งเสพสินค้าตามกระแสภาพยนตร์

ซึ่งดาราละครเกาหลีเข้าไปมีบทบาทมากในเวียดนามเกือบ 20 ปีแล้ว คนเวียดนามอยากยกระดับตนเองจากระดับฐานะทางเศรษฐกิจจาก C D เป็น A B ดังนั้นการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความรู้สึกว่าเขาเหล่านั้นอยู่ในระดับ A B จะเป็นแรงจูงใจที่ได้รับความสนใจหรือตอบสนองมาก

4 สิ่งที่ควรทำในตลาดความงามเวียดนาม

  1. เน้นคุณภาพและความปลอดภัย

ผู้บริโภคเวียดนามให้ความสนใจและความสำคัญต่อฉลาก ประเทศที่ผลิตมาก กระแสการรักษาสุขภาพ ข่าวลือและของปลอมที่มีส่วนผสมสารอันตราย ดังนั้น แบรนด์หรือบริษัทที่ก่อตั้งมานาน หรือมีเสียงในตลาดจะได้เปรียบในตลาด

  1. อย่ามองข้าม กระแสนิยม

กระแสส่วนผสมจากธรรมชาติ เป็นกระแสหลักทั่วโลก จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับตลาดเวียดนาม ที่ผู้บริโภคก็อิงจากกระแสนี้เช่นเดียวกัน

  1. ข้อเสนอที่แตกต่าง สิทธิพิเศษ

นโยบายการค้าระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ทำให้นักธุรกิจไทยได้รับสิทธิพิเศษมากมายด้านภาษี ดังนั้น การเข้าตลาดเวียดนามไม่ต้องกังวลเรื่องคู่แข่งในประเทศ แต่สิ่งที่จะสร้างความโดดเด่นนั่นคือ ประเภทของสินค้าหรือบริการควบคู่ไปกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะนำเสนอไปยังผู้บริโภคได้อย่างแตกต่างและน่าสนใจกว่า

  1. อย่าลืมสื่อสารบนโลกออนไลน์

การสื่อสารแบรนด์บนโลกออนไลน์ในเวียดนามเป็นสิ่งจำเป็น เพราะผู้บริโภคชาวเวียดนามใช้ในการแสวงหาข้อมูล อ่านรีวิว เข้าถึงข้อมูลด้านราคา สถานที่จัดจำหน่ายบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบิวตี้บล็อกเกอร์และเว็บขายของออนไลน์ในเวียดนามก็กำลังเติบโตขึ้น ดังนั้น นักธุรกิจไม่ควรมองข้ามกลุ่มนี้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทางการรับรู้ของผู้บริโภค

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline