คืบหน้าที่ดินหลังสวน! “SC Asset” เผยราคาขายอาจพุ่งขึ้นไป 6 แสน/ตร.ม. หลังสร้างเสร็จ

คืบหน้าที่ดินหลังสวน! “SC Asset” เผยอยู่ในระหว่างวางแผน คาดเปิดตัวโครงการได้ปีหน้า เชื่อราคาขายอาจพุ่งขึ้นไป 6 แสน/ตร.ม หลังสร้างเสร็จ ด้านผลประกอบการครึ่งปีแรก 2018 เป็นไปตามเป้า เชื่อทั้งปีสามารถปิดยอด 17,000 ล้านบาทได้แน่นอน

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า หลังจากที่ช่วยกลางปีก่อนบริษัท สโคป จำกัดซึ่งบริษัทที่ SC ถือหุ้นอยู่ 90% ได้เข้าไปซื้อที่ดินประมาณ 2 ไร่ บริเวณถนนหลังสวนด้วยมูลค่าประมาณ 3.1 ล้านบาท สร้างเสียงฮือฮาไปทั่ววงการอสังหาริมทรัพย์นั้น

ความคืบหน้าเบื้องต้นขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบและวางแผนว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมที่ออกมาในรูปแบบไหนเพราะด้วยต้นทุนของที่ดินค่อนข้างสูงจึงต้องรีดศักยภาพของที่ดินออกมาให้มากที่สุดคาดว่าจะสามารถเปิดตัวโครงการได้ประมาณปีหน้าซึ่งในส่วนนี้ทางสโคปที่มียงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์นั่งตำแหน่งซีอีโอ จะเป็นฝ่ายที่ออกมาให้ข้อมูล เพราะถือรับผิดชอบโดยตรง

เหตุผลที่ซื้อที่ดินผืนนี้เป็นเพราะ 1. อยู่ใจกลางเมือง 2. ติดรถไฟฟ้า 3. อยู่ใกล้เซ็นทรัลชิดลม ที่มีเรื่องราว ความขลัง และความสะดวก 4. อยู่ติดสวนลุมพินี ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สร้างเสน่ห์การใช้ชีวิตในย่านหลังสวน สำหรับราคาขายนั้นขณะนี้ยังไม่ได้เคาะว่าจะออกมาที่เท่าไหร่ แต่เชื่อว่าหลังจากสร้างเสร็จแล้ว ราคาเฉลี่ยไม่น่าจะต่ำกว่า 600,000 บาท/ตร.. อย่างแน่นอน

ครึ่งปีแรก 2018 รายได้โตถึง 44%

สำหรับทิศทางธุรกิจนั้นณัฐพงศ์กล่าวว่าทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก 2018 เป็นไปด้วยดี GDP เติบโตราว 4% รวมไปถึงสัดส่วนหนี้ต่อครัวเรือนที่ลดลง

เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรก SC เติบโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิ เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้ โดยมีรายได้รวม 6,652 ล้านบาท เติบโต 44% (yoy) โดยรายได้หลักมาจากโครงการเพื่อขาย 6,223 ล้านบาท คิดเป็น 94% ของรายได้รวม ประกอบด้วย

รายได้จากการขายแนวราบ 4,522 ล้านบาท เติบโต 49% (yoy) ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา การเติบโตของแนวราบมีความโดดเด่นในกลุ่ม ได้แก่ บ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป เติบโต 67%, บ้านราคา 8-20 ล้านบาท เติบโต 512% ขณะที่ราคาน้อยกว่า 5 ล้านบาท เติบโต 132%

บ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทนั้น อยู่ในความสนใจของ SC ราว 2 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นบ้านราคานี้ในภาพรวมตลาดอยู่ประมาณ 10% แต่ปีนี้ขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 แล้ว                            

และเป็นรายได้จากการขายคอนโดฯ 1,701 ล้านบาท เติบโต 49% (yoy) เช่นกัน ส่วนใหญ่มาจากการโอนโครงการ SALADAENG ONE (ศาลาแดง วัน) 1,119 ล้านบาท และที่เหลือ 582 ล้านบาท มาจากคอนโดฯ สร้างเสร็จพร้อมอยู่จากโครงการ CHAMBERS (แชมเบอร์ส), CENTRIC (เซ็นทริค) และ THE CREST (เดอะเครสท์)

กำไรโต 107% ด้วย 2 สาเหตุ

ด้านกำไรสุทธิ 704 ล้านบาท เติบโต 107% (yoy)  ด้วย 2 สาเหตุหลัก คือ 1. มีรายได้เติบโตทั้งแนวราบและแนวสูง โดยเริ่มโอนคอนโดฯ SALADAENG ONE (ศาลาแดง วัน) ในไตรมาส 2

2. การบริหารค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพดีขึ้น ทั้งด้านการตลาด ด้วยรายได้ที่เติบโต 49% แต่มีค่าใช้จ่ายการตลาดลดลง 13% โดยได้มีการทำ JBP (Joint Business Partner) กับ Google

และใช้การตลาดออนไลน์สูงกว่าปีที่ผ่านมาเกือบ 100% เพราะเมื่อเทียบกับสื่อเทรดิชั่นนัลถูกว่า 4-5 เท่าเลยทีเดียว พร้อมกับค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการแนวราบเฉลี่ยลดลง 15%

เชื่อปี 2018 เป็นไปตามแผน 17,000 ล้านบาท

สำหรับยอดขายรวมครึ่งปีแรกเท่ากับ 7,235 ล้านบาท โดยมาจากแนวราบและแนวสูงในสัดส่วน 70% และ 30%โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2018 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมและหนี้สินรวมเท่ากับ 41,711 ล้านบาท และ 26,583 ล้านบาทตามลำดับ

ในครึ่งปีหลัง SC จะมีโครงการเปิดขายรวมทั้งสิ้น 51 โครงการ มูลค่ารวม 47,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 15 โครงการใหม่ มูลค่า 15,000  ล้านบาท และโครงการต่อเนื่อง 36  โครงการ มูลค่า 32,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรอโอนหรือ Backlog เท่ากับ 10,730 ล้านบาท โดย 45% จะรับรู้รายได้ในปี 2018

เมื่อตอนต้นปี SC เป้ายอดขายและรายได้ของปีนี้ที่ 17,000 ล้านบาท ขณะนี้ทำไปได้ 69% เหลืออีกเพียง 31% ด้วยเวลาอีก 6 เดือนก็เชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าแน่นอน ทั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนเป้าแต่อย่างใด

ครึ่งปีหลังเตรียมเปิด 15 โครงการ

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังวางแผนเปิด 15 โครงการใหม่ แบ่งเป็นคอนโดฯ 1 โครงการ คือ แชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท ราคา 3-5 ล้านบาท

จริงๆ แล้วตามแผนจะเปิดเดอะเครสท์ก่อน แต่เนื่องจากปีหน้าวางแผนที่จะเปิดโครงการเดอะเครสท์อีก 2 โครงการ จึงได้เลื่อนไปเปิดตัวปีหน้าพร้อมกันไปเลย และเลื่อนมาเปิดตัวแชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น ก่อน ซึ่งเลือกเฉพาะตึก A จากทั้งหมด 3 ตึกมาเปิดขายก่อน โดยจะเปิดขายให้กับกลุ่มลูกค้าเดิม พนักงาน และลูกค้าชาวต่างชาติ คาดว่าจะมียอดขาย 80-90% ได้อย่างแน่นอน ที่เหลือจะขายประมาณไตรมาส 3 ปีหน้า ในราคาเฉลี่ย 130,000 ตารางเมตร

ด้านโครงการแนวราบทุกระดับราคาจำนวน 14 โครงการ มูลค่ารวม 13,300 ล้านบาทดังนี้ บ้านราคา 3-60 ล้านบาท จำนวน 10 โครงการทาวน์โฮม 2 โครงการ และโฮมออฟฟิศ 1 โครงการ ราคา 2-10 ล้านบาท  ได้แก่ แบรนด์ใหม่ชื่อ  “V Compound”  เป็นบ้านและทาวน์โฮม ราคา 3-7  ล้านบาท ชื่อโครงการวี คอมพาวด์ ราชพฤกษ์ปิ่นเกล้า 

“V Compound เป็นแบรนด์ที่ออกมาเจาะคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการบ้านทำเลวงแหวน ในราคาที่สามารถจับต้องได้

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ SC ได้วางงบซื้อที่ดินไว้ที่ 7,000 ล้าน ตอนนี้ใช้ไปประมาณ 60% ที่เหลืออีก 40% จะถูกใช้ในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ยังมีแพลนออกหุ้นกู้ประมาณ 2,000-3,000 ล้าบาท เนื่องจากมีหุ้นที่ครบอายุประมาณ 800 ล้านบาท และนำไปลงทุนในโครงการใหม่ๆ ปัจจุบันมีต้นทุนดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 3%

คืบหน้า Re-invention 2020

ทั้งนี้ SC ได้ประกาศกลยุทธ์ Re-invention 2020 ที่ต้องการเปลี่ยนจากการเป็นดีเวลอปเปอร์” สู่การเป็น “Living Solutions Provider” มีความคืบหน้าไปแล้วตามแผน ดังนี้

1. ร่วมพัฒนา Baan Rue Jai  Application กับบริษัท ไฟร์ วัน วัน จำกัด เพื่อสร้างประสบการณ์การสื่อสารที่ใกล้ชิดระหว่าง SC และ ชาว SC Family เตรียมเปิดให้ดาวน์โหลดไตรมาส 4 นี้ 

โดย 2 feature สำคัญเป็นการแจ้งซ่อม และ One-on-One Conversation ที่ชาว SC Family สามารถติดต่อ SC และติดตามสถานะงานซ่อมได้ทุกที่ตลอด 24 ชม. และหลังจากนี้จะมี feature ใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาทุก ๆ ไตรมาส ผ่านวิธีคิดอย่างเข้าใจและรู้ใจผู้ใช้  (human-centric)

2. มีการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจหลากหลายใน  ecosystem นำร่องโดยการจัดสรรพื้นที่จำนวน 6 ไร่ บริเวณด้านหน้าของที่ดินบางกะดี จ.ปทุมธานี ขนาด 240 ไร่เพื่อพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้อยู่อาศัยและชุมชนในย่าน

3. เริ่มปรับปรุงพื้นที่กว่า 1,500 ตร.. บริเวณชั้น 14  ณ อาคารชินวัตร 3 สำนักงานใหญ่ เป็น co-working space เพื่อส่งเสริมการทำงาน (co-creation) ร่วมกับ Startup หรือกลุ่มพันธมิตรธุรกิจต่างๆ พร้อมเปิดใช้ไตรมาส 2/2019 ใช้งบไปทั้งหมดประมาณ 40-50 ล้านบาท

ขณะเดียวกันในแต่ละปีได้วางแผนใช้งบราว 50 ล้านบาท สำหรับความร่วมมือที่เกียวข้องกับ Startup ขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่วมมือกับ Redek เพื่อวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อทำนายทิศทางการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตในปี 2030

4. ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ Slingshot Group ปรับวัฒนธรรมองค์กร เพื่อรองรับการเติบโตในบริบทใหม่ สำหรับทุกคนในองค์กร และคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าร่วมงานกับ SC ในอนาคต  


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer