Food passion “องค์กรไม่ใช่ผู้สร้างคนอย่างเดียว ในมุมกลับกันคนยังเป็นผู้สร้างองค์กร”

จากธุรกิจร้านอาหารปิ้งย่างเล็กๆ เปิดบริการสาขาแรกที่ “เซ็นทรัล ลาดพร้าว” เมื่อ 31 ปีที่แล้ว มาถึงวันนี้ ฟู้ดแพชชั่น (Food Passion) หรือที่รู้จักดีในนามผู้ก่อตั้งแบรนด์ “บาร์บีคิวพลาซ่า” ที่ ณ วันนี้มีถึง 169 สาขาทั้งในและต่างประเทศ และมีพนักงานรวมกันทั้งหมดมากกว่า 4,000 คน 

หลายคนอาจสงสัยว่าเบื้องหลังความสำเร็จของร้านอาหารเล็กๆ บริหารงานสไตล์เก่าแก่ แบบ  Family business มาถึงวันนี้ ฟู้ดแพชชั่นกลายเป็นหนึ่งในองค์กรที่ทรงอิทธิพลในธุรกิจเชนร้านอาหารเมืองไทย ได้อย่างไร?

คำตอบอาจมีสารพัดเหตุผลมากมายทั้งด้านคุณภาพอาหารดี บริการขั้นเทพ กลยุทธ์การตลาดอันชาญฉลาด แต่ทุกอย่างที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด “พนักงาน”

ไม่แปลกที่ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อเมื่อ 30 ปีที่แล้วจนมาถึงรุ่นลูกอย่าง “ชาตยา สุพรรณพงศ์” ที่นั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด จะให้ความสำคัญกับเรื่อง “คน” เป็นอันดับต้นๆ มาโดยตลอด และถึงแม้จะต่างรุ่นต่าง พ.ศ. กัน แต่การดูแลคนในองค์กรเหมือนคนในครอบครัว ยังคงเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของการบริหารคนในแบบฉบับของฟู้ดแพชชั่นมาโดยตลอด

และจากการบ่มเพาะเรื่องคนมายาวนาน ทำให้วันนี้ฟู้ดแพชชั่นได้รับรางวัลจากเอออน (AON) ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กร และทรัพยากรบุคคลผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ให้เป็นหนึ่งในองค์กรสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย ในปี 2560 และล่าสุดกับรางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจให้พนักงานฟู้ดแพชชั่นทุกคน นั่นก็คือ   “ที่สุดแห่งสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย” ประจำปี 2561

โดย AON ใช้วิธีสำรวจความคิดเห็นพนักงานของแต่ละองค์กรไปพร้อมๆ กับการสุ่มสัมภาษณ์พนักงานและผู้บริหารในองค์กร แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านการบริหารงานบุคคลและองค์กร โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานบริหารทรัพยากรบุคคลจากองค์กรและสถาบันต่างๆ ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ ซึ่งในวันนี้ก็ปรากฏผลออกมาให้เห็นแล้วว่า แนวทางการบริหารงานบุคคลที่ฟู้ดแพชชั่นดำเนินการมาโดยตลอดนั้น เดินมาถูกทางแล้ว

แต่…ใครจะเชื่อว่าบริษัทที่คว้ารางวัลนี้อย่าง ฟู้ดแพชชั่น หากย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้วยังบริหารพนักงานด้วยระบบ HR 1.0 ในขณะที่องค์กรชั้นนำแซงหน้าไป 2.0 หรือบางแห่งไปถึง 3.0

“ตอนนั้นเรายังบริหารพนักงานแบบ 1.0 คือ จ่ายเงินเดือน รับคนเข้า เอาคนออก เช็กบัตรตอก ออกใบเตือน แต่เราคิดว่ามันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง แล้วโจทย์นั้นคือจาก 1.0 เราต้องข้ามไป HR 4.0 เลย นั่นคือ พนักงานคือคนขับเคลื่อนองค์กร แล้วเราจะทำอย่างไร” ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เล่าย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ที่ตัวเธอคิดจะเปลี่ยนแนวคิดการบริหารคน

วิธีทางลัดคือใช้ต้นทุนเดิมที่ตัวเองมีอยู่ ถึงจะเป็นต้นทุนที่ไม่มีราคา แต่มีมูลค่าสูงที่สุดในการทำธุรกิจ นั่นคือหลักการ “บริหารใจ” พนักงาน

โดยเฉพาะการจะไปสู่ HR 4.0 ตั้งแต่เจ้าของบริษัทผู้บริหารระดับสูงไล่ไปถึงพนักงานใน 145 สาขา ต้องมีความเชื่อในเรื่องเดียวกัน พร้อมกับจูงมือเดินไปพร้อมๆ กัน

จึงไม่แปลกใจเลยในวันที่ฟู้ดแพชชั่นวางพันธกิจขององค์กรที่มีอยู่ 6 พันธกิจนั้น จะมีอยู่ถึง 2 พันธกิจที่มุ่งเน้นไปในเรื่องการบริหารพนักงาน   

1. พัฒนาพนักงานให้มีความเก่งขึ้น อาทิ การสร้างศูนย์การเรียนรู้ฟู้ดแพชชั่นที่สำนักงานใหญ่ โดยนักศึกษาก็คือพนักงานที่อยู่ตามสาขาหน้าร้านต่างๆ ซึ่งมีมากกว่า 1,000 คนที่ครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน และต้องออกจากโรงเรียนมาทำงาน โดยมีให้เลือกเรียนทั้งออนไลน์ หรือจะไปเรียนที่ศูนย์ ซึ่งจะได้รับวุฒิการศึกษา ปวช. แล้วในอนาคตจะอัพเกรดเปิดหลักสูตรถึงปริญญาตรี

2. การสร้างองค์กรให้มีความสุข พร้อมกับสร้างให้ฟู้ดแพชชั่นเป็นองค์กรไทยที่ใครๆ ก็อยากมาทำงาน ทำให้ที่ผ่านมาบริษัทแห่งนี้มีนโยบาย Happy Four Plus Four (Happy 4+4) เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะเพิ่มเติมความสุขให้แก่พนักงานทุกคน

 

1. กินดี:  มีอาหารเช้าฟรีให้แก่พนักงานทั้งในสำนักงานใหญ่และสาขา

2. พักสบาย: ในร้าน 145 สาขาจะมีห้องพักพนักงานเล็กๆ พร้อม wifi

3. กายแข็งแรง: บริษัทสนับสนุนให้พนักงานออกกำลังกาย มีอุปกรณ์การเล่นกีฬา มีสวนและลู่วิ่งให้พนักงานได้มีโอกาสออกกำลังกายหลังเลิกงานหรือช่วงพักเบรก

4. แบ่งปันความรู้: มอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่พนักงานในรูปแบบต่างๆ อาทิ ทุนสานฝัน ทุนการศึกษาที่ให้พนักงานได้มีโอกาสเรียน โดยสามารถปันเวลาจากการทำงานเพื่อเข้าห้องเรียน แถมเป็นทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ

5. ครอบครัวสุข: บริษัทมีโครงการดูแลบุตรของพนักงาน อาทิ การจัดแคมป์พัฒนาการศึกษาบุตรพนักงาน มีการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงาน ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 17 ปี แล้ว

6. จิตดี: มีการกำหนดให้มีคำว่า Enjoy ในวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทฯ เพื่อมุ่งเน้นให้พนักงานทุกคนมีจิตใจที่เบิกบาน มีความเอื้ออาทรต่อกัน และเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ส่งต่อความสุขให้กับผู้คนรอบข้าง

7. มีเงินใช้:  มีโครงการให้พนักงานออมเงิน ส่งเสริมพนักงานเติบโตในสายงานเพื่อความมั่นคงทางการเงิน ควบคู่ไปกับสวัสดิการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และยังส่งเสริมให้พนักงาน มีกิน มีใช้ และเหลือเก็บ ผ่านการวางแผนทางการเงิน การออมเงิน และการเพิ่มมูลค่าจากการออม โดยโครงการ “Happy Money”

8. ให้สังคม: มีกิจกรรมที่ส่งเสริมและบ่มเพาะให้พนักงานได้ร่วมกันทำความดีเพื่อสังคมและผู้อื่น ในช่วงครบรอบวันเกิดของบริษัท “7 Days ทำดีรอบบ้าน” และการเข้าร่วมงานจิตอาสาในโอกาสสำคัญต่างๆ ของประเทศ

เมื่อวางโครงสร้างด้วยวิธีบวกความสุขให้พนักงาน 4,000 ชีวิตในอาณาจักรตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้ตอบแทนกลับมาเธอบอกว่าคุ้มค่ากับเวลาและความเหนื่อยที่ได้ทุ่มเทลงไป

แล้วสิ่งที่ฟู้ดแพชชั่นได้กลับมาจากพนักงาน 4,000 ชีวิต นั้นคืออะไร?

ชาตยา สุพรรณพงศ์ บอกว่ามี 3 ข้อหลัก + 1 ข้อพิเศษใส่ไข่

จากนั้นเธอก็อธิบายให้ฟังพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุข

“1. พนักงานจะพูดดีกับองค์กรให้คนภายนอกได้รับรู้ ทั้งคนรู้จักและเพื่อนสนิท ตรงนี้เองที่ทำให้เมื่อบาร์บีคิว พลาซ่าไปเปิดสาขาใหม่ๆ พร้อมเปิดรับสมัครงาน เชื่อหรือไม่ว่าเพียงประกาศวันแรกได้พนักงานครบเต็มอัตรา”

“ผลดีที่ตามมาคือเรามีเวลาเทรนนิ่งพนักงานก่อนเปิดร้านสาขาใหม่เป็นเดือนๆ ตรงนี้รวมไปถึงเมื่อพนักงานมีความสุขในองค์กร เขาก็จะมอบบริการที่ดีให้แก่ลูกค้า แล้วบริการที่ดีก็จะทำให้ลูกค้ากลับมายังร้านเราบ่อยครั้ง”

“2. พนักงานจะอยู่กับเรานาน ไม่ค่อยลาออก แล้วการที่พนักงานอยู่นานก็จะมีประสบการณ์สูง ทำงานคล่อง ทุ่มเท โดยปัจจุบันอัตราการลาออกของบริษัทเราอยู่ที่ 50% ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับภาพรวมธุรกิจเชนร้านอาหารเมืองไทย ที่มีคนเข้าออกบ่อยมาก โดยสถิติอัตราการลาออกอยู่ที่ 80-100% ต่อปีเลยทีเดียว”

“3. พนักงานจะทุ่มเทการทำงานมากกว่าเงินเดือนที่เราจ่ายให้เขา เพราะเขาจะรู้สึกว่าเขาทำงานอยู่กับครอบครัวไม่ใช่ทำงานกับบริษัท”

“แล้วทั้ง 3 สิ่งนี้ต่อให้คุณมีเงิน คุณก็ซื้อจากพนักงานไม่ได้”

ส่วนอีกหนึ่งข้อพิเศษใส่ไข่นั้นคือ รู้หรือไม่ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้การแข่งขันในธุรกิจเชนร้านอาหารจะรุนแรง แต่ละร้านต่างเปิดเกมแย่งชิงลูกค้าอย่างไม่มีใครยอมใคร อีกทั้งเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่เชื่อหรือไม่ว่า ฟู้ดแพชชั่นก็ยังสามารถมีรายได้เติบโตต่อเนื่องมากกว่า 10% ในทุกๆ ปี

 เธอบอกว่ากว่าจะเดินทางมาสู่ HR 4.0 ได้นั้น สิ่งที่ท้าทายในใจเธอตลอดเวลานั้น คือต้องใช้ความอดทนสูง ที่ไม่ต่างจากเก็บเงินออมในกระปุกใบใหญ่

“อารมณ์เหมือนหยอดความใส่ใจพนักงานลงไปในกระปุกออมสินทุกวันให้เต็ม เราต้องตั้งใจพร้อมกับเชื่อว่า นี่คือการลงทุนระยะยาวที่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เมื่อพนักงานมีใจรักองค์กร เขาก็จะเป็นคนที่ขับเคลื่อนให้องค์กรเดินไปข้างหน้า”

ใครจะเชื่อว่าจากธุรกิจร้านอาหาร Family business ที่มีจุดเริ่มต้นจากพนักงาน 30 คน วันนี้ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีระบบการบริหารคนได้เทียบชั้นองค์กรชั้นนำระดับโลก การันตีด้วยรางวัลจากเอออน (AON) ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กร

แล้วเชื่อว่าคงมีเจ้าของธุรกิจ SMEs จำนวนไม่น้อย อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลเกินฝัน ที่ตัวเองจะสร้างระบบ HR 4.0 ขึ้นมา แต่ในมุมมองของชาตยา กลับเลือกที่จะ “คิดตรงข้าม”

“ทุกบริษัทไทยไม่ว่าจะเล็กใหญ่ทำได้หมด เพราะที่เราทำอยู่ไม่ได้ใช้เงินมากมาย แต่ลงทุนแรงกายแรงใจและใช้เวลาเยอะมาก”

 “เพราะเราเชื่อว่า การให้พนักงานผูกพันและรักบริษัท ให้เขาทุ่มเททำงานเกินค่าจ้างเป็นเรื่องที่ต่อให้คุณหว่านเม็ดเงินมหาศาลก็ซื้อไม่ได้”

“ตรงนี้เองที่ต่อให้เป็นบริษัทมหาชน หรือ SME ทุกรายจะมีต้นทุนในเรื่องนี้เท่ากัน อยู่ที่ว่าใครอยากจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง และให้ใจแก่พนักงานของตัวเอง”

ก่อนจะจบการสนทนา Marketeer ได้ถามชาตยาว่า ถ้านาทีนี้เธออยู่ต่อหน้าพนักงาน 4,000 คน เธออยากพูดอะไร ? 

เธอตอบกลับมาสั้นๆ ว่า “ขอบคุณทุกคนที่เชื่อใจแล้วจูงมือเดินไปด้วยกัน”

เพราะเธอรู้ดีว่าในยุคนี้ “องค์กรไม่ใช่ผู้สร้างคนอย่างเดียว แต่ในมุมกลับกัน คนก็ยังเป็นผู้สร้างองค์กร”

และนี่เองคือ “แก่นแท้” ของคำว่า HR 4.0 ที่ฟู้ดแพชชั่นเสิร์ฟให้แก่พนักงานของตัวเอง


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer