จับตา Sport Marketing จากกระแส “บอลไทย เลสเตอร์ และ ชนาธิป”

Sport Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดที่อยู่คู่เมืองไทยมาช้านาน

เห็นได้จากกีฬาไหนที่ได้รับความนิยม กีฬาไหนที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลก แบรนด์ก็จะตบเท้าเข้ามาให้สปอนเซอร์กันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น วอลเล่ย์บอล แบตมินตัน เทควันโด กอล์ฟ สนุ๊กเกอร์

กีฬาเหล่านี้ แบรนด์เข้ามาแล้วก็ออกไป เพราะความนิยมยังไม่มากพอที่จะทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ …

 

แต่ไม่ใช่กับกีฬาฟุตบอล ที่ตอนนี้กล้าพูดได้เต็มปากว่า กำลังเข้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หลังจากที่ ธีราทรบุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เตรียม GO INTER ในฤดูกาลหน้า

เรามาดูเทรนด์ที่เกิดขึ้น และอนาคตของ Sport Marketing ไปพร้อมๆ กัน

 

1.ปลุกกระแสบอลไทย (2550)

กระแสของบอลไทยนั้น มาเป็นช่วงๆ ไม่ว่าจะมาจากความสำเร็จ นักเตะชื่อดัง หรือ เหตุการณ์สำคัญต่างๆ

แต่หลังจากที่ทีมในไทยลีกมีการลงทุนมากขึ้น มาตรฐานดีขึ้น ทำให้แฟนบอลก็เพิ่มมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ ชลบุรี, เมืองทอง ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือ แบงค็อก ยูไนเต็ด

และเมื่อรวมกับการกลับมาของทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของซิโก้ ต้องบอกว่าตอนนี้ ฟุตบอลไทย มีอนาคตสดใสที่สุดในรอบหลายสิบปี เพราะสมาคมได้วางแผนเพื่อพัฒนารากฐานของฟุตบอลไทยทั้งระบบ เห็นได้จากระบบพัฒนาเยาวชน ของแบรนด์ ‘เอคโคโน’ จนไปถึงการลงทุนสร้างศูนย์ฝึกซ้อมใหม่

ฟุตบอลไทยตอนนี้ ไม่ได้หวังพึ่ง ซิโก้, ชัปปุยส์, เมสซี่ เจ หรือ สตาร์คนใดคนหนึ่ง แต่จะประสบความสำเร็จด้วยระบบที่วางมา

 

2.เลสเตอร์ ซิตี้

การได้แชมป์ของเลสเตอร์ ส่งผลให้ฐานะการเงินของสโมสรดีขึ้น เพิ่มมูลค่า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ King Power และสร้างความเชื่อใจให้กับคนในท้องถิ่นได้ จนทำให้ปัจจุบัน Leicester City กับ ทีมชาติไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ การไปศึกษาดูงาน รวมถึงการเปิดคลินิกฟุตบอลอย่างจริงจัง

แต่การพัฒนาฟุตบอลไทย ไม่ได้มีแค่ ส่งเด็กไปฝึกกับเลสเตอร์ เด็กเก่งขึ้น ทีมชาติเก่งขึ้น ได้ไปบอลโลก เย่ !!

King Power จึงทำการซื้อสโมสรฟุตบอลจากลีกเบลเยียมที่ชื่อว่า Oud-heverlee leuven (เอาด์ เฮเวอร์เลย์ เลอเวน) หรือเรียกย่อๆ ว่า OHL เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาฟุตบอลไทยให้หลากหลายมากขึ้น โดยล่าสุด กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ก็เตรียมจะไปเล่นให้ OHL ในฤดูกาลหน้า และกลายเป็นนักเตะไทยที่ค่าตัวแพงที่สุดอีกด้วย

รวมไปถึงการสร้างสนามหญ้าเทียมมาตรฐานสากล ของ King Power ให้โรงเรียนในไทย 20 โรงเรียนในปี 2560 และ ครบ 100 โรงเรียนในปี 2565 ที่จะช่วยพัฒนารากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

 

3.ชนาธิป สรงกระสินธ์

จากผลงานของ เจ ในช่วงครึ่งฤดูกาลที่เล่นให้กับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร นั้น สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลชาวญี่ปุ่น และไทยอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความทุ่มเท ความใจสู้ และอดทนรอโอกาส จนทำให้ เจ ติด 1 ใน 23 นักฟุตบอลยอดเยี่ยมเอเชีย ของ Fox Sport Asia ในปีที่ผ่านมา

ความสำเร็จครั้งนี้ ทำให้ทีมฟุตบอลในลีกญี่ปุ่นปิ๊งไอเดีย อยากยืมนักเตะไทยไปเพิ่ม ได้แก่ วิสเซล โกเบ ที่ยืม ธีราทร บุญมาทัน  และ ซานเฟรชเซ่ ฮิโรชิม่า ที่ยืม ธีรศิลป์ แดงดา

การยืมตัว ชนาธิป ไปเพียงครึ่งฤดูกาลหลังนั้น ทำให้ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร เป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศไทย เพราะแฟนๆ อยากติดตามฟอร์มของนักเตะที่ตัวเองรัก ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นไปซื้อเสื้อทีมมาใส่ แต่ก็จำชื่อทีมได้มากขึ้นแน่นอน

ฉะนั้น เจ ลีก ฤดูกาล 2018 ที่กำลังจะเริ่มในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ จะได้รับความสนใจจากคนไทยมากเป็นประวัติการณ์แน่นอน

 

 

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้อะไรจากการปล่อยนักเตะ 4 คน ไปต่างแดน

เผื่อคุณไม่ได้สังเกต นักเตะที่ย้ายไปเล่นต่างประเทศทั้ง 4 คนนี้ เป็นนักเตะของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทั้งสิ้น

มุ้ย-กองหน้า, เจ-กองกลาง, อุ้ม-แบ็คซ้าย และ ตอง-ผู้รักษาประตู …

นักเตะเหล่านี้เก่งขนาดเป็นตัวจริงทั้งในสโมสรและทีมชาติ การปล่อยตัวออกไปแม้จะเป็นแค่ปีเดียว ก็ส่งผลกระทบต่อฟอร์มของ เมืองทองฯ แน่นอน เพราะฤดูกาลที่ผ่านมา เมืองทองก็ตามอันดับ 1 อย่าง บุรีรัมย์ ถึง 14 แต้ม .. การปล่อยตัวหลักไปพร้อมๆ กัน 3 คน (รวมเจเป็น 4 คน) จึงมองไม่ออกเลยว่าจะกลับมาแย่งแชมป์คืนจาก บุรีรัมย์ ได้อย่างไร

 

แต่ถ้ามองในมุมมองการตลาด

นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ เมืองทองฯ จะปล่อยนักเตะเหล่านี้ไปต่างแดน เพราะ

1.กระแสที่กำลังมา
กระแสที่ชนาธิปได้สร้างไว้ ถือเป็นแต้มต่อสำหรับนักเตะไทยรุ่นต่อมาที่ไปญี่ปุ่น เพราะชนาธิปแสดงให้เห็นแล้วว่านักเตะไทยก็มีฝีมือ บวกกับฟอร์มนักเตะที่กำลังอยู่ในจุดพีคของอาชีพ นี่จึงเป็นโอกาสดีมากในการ

2.สร้างพันธมิตร กับ ทีมในเจลีก
เจลีก ถือเป็นลีกต้นแบบสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นก็อยู่ในระดับที่ไม่ต่างจากไทยมาก (ไม่ได้ไปบอลโลก) แต่หลังจากที่ JFA เริ่มพัฒนาฟุตบอลอย่างจริงจัง FIFA Ranking ของญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไปบอลโลกได้ในปี 1998 และไปเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นมาตรฐานของฟุตบอลญี่ปุ่นเป็นอย่างดี

ฉะนั้นการส่งนักเตะไปเจลีกเรื่อยๆ อาจทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ช่วยยกระดับสโมสรเมืองทองฯ ในอนาคตได้

3.คู่แข่งในไทยลีกมีแค่ บุรีรัมย์
5 ปี หลังสุด บุรีรัมย์เป็นแชมป์ถึง 4 ครั้ง ฉะนั้นถ้าปีที่กำลังจะแข่งไม่ได้แชมป์อีก ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพราะระดับผู้เล่นของ เมืองทองฯ ก็น่าจะรักษาอันดับ 2 หรือ 3 ไว้ได้ และการขาดหายไปของนักเตะชุดหลัก อาจทำให้เกิดฮีโร่คนใหม่ของทีมก็เป็นได้

4.หาประสบการณ์ให้ชีวิต
ชีวิตของการเป็นนักเตะนั้นค่อนข้างสั้น อายุไม่เกิน 33-35 ปี ก็เริ่มหมดสภาพแล้ว การได้ไปเล่นในระดับที่สูงกว่านั้น เป็นสิ่งที่นักเตะอยากได้อยู่แล้ว ฉะนั้นนักเตะทั้ง 4 คนนี้ จะกลับมาประเทศไทย ด้วยความสามารถที่มากขึ้น พร้อมประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเยาวชนไทยอย่างแน่นอน

 

4 นักเตะไทยของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดฯ ในต่างแดน

ชนาธิป สรงกระสินธ์ – อันดับ 11 Hokkaido Consadole Sapporo 43 แต้ม
ธีรศิลป์ แดงดา – อันดับ 9 Vissel Kobe 44 แต้ม
ธีราทร บุญมาทัน – อันดับ 15 Sanfrecce Hiroshima 33 แต้ม

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ –  Oud-Heverlee Leuven

 

ปี 2018 นี้ จะเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ของฟุตบอลไทย เพราะมีนักเตะที่ไปเล่นในลีกดังถึง 4 คน และทั้ง 4 คนนี้ก็เป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยในชุดปัจจุบันอีกด้วย

ถ้าพวกเขาสามารถโชว์ผลงานได้ดี และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากต่างประเทศได้ โอกาสของนักเตะไทยรุ่นต่อไปก็เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และ ถ้าฟุตบอลไทยยังรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ ความฝันที่จะไปบอลโลกก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม

 

ที่มา : FA Thailand และ SCG MUTD


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer