Quality Journalism : พลอย จริยะเวช

Curated by Ploy : พลอย จริยะเวช

ปีใหม่นี้ เรายังต้องเผชิญโลกยุค Digital Disruption ตั้งรับกันต่อไป ยุคที่เทคโนโลยีและวิถีดิจิตอลเขย่าโลกก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในหลายธุรกิจ/อุตสาหกรรมให้ระส่ำระสาย

หนึ่งในผลสะเทือนอันเกิดจาก Digital Disruption คือการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคที่เหวี่ยงหวือปั่นป่วนจากความเป็นไปแบบเดิมๆเมื่อไม่กี่ปีก่อนอย่างอัศจรรย์ ทั้งด้านสปีดและความหลากหลายของทางเลือกในการรับรู้ของผู้คนที่มีต่อเรื่องราวต่างๆรอบตัว

แน่นอนว่าวงการสื่อได้รับผลกระทบนี้เต็มๆ เมื่อโลกดิจิตอลยื่นพลังอำนาจมาอยู่ที่ปลายนิ้วผู้บริโภค ปัจเจกบุคคลมีสิทธิ์มีเสียงทั้งด้านการเลือกรับรู้และกระจายส่งความคิดความเห็น ข่าวสาร เรื่องราวต่างๆของตนไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ตามที่ต้องการสื่อสารให้โลกรับรู้ สู่กลุ่มผู้ชมผู้ฟังนับล้าน ทั่วโลก ทั่วไทย ก็ย่อมทำได้แบบยิงตรงในพริบตา ผ่านทั้งข้อเขียนสั้น/ยาวทวิตฯ/สเตตัสเฟซบุ๊ค หรือใช้ภาพเคลื่อนไหว Live สด สารพัด

โลกยุคนี้ ผู้คนจึงดูเหมือนกลายเป็นบรรณาธิการนิตยสารเองโดยปริยาย ใช้หน้า Wall หน้า Page FB หน้า Blog ที่เทียบได้กับแมกกาซีนส่วนตัว แมกกาซีนนี้ยังอินเทอร์แอคที ฟ มีความเห็นเม้นต์โต้กลับได้ฉับไวในทันที ทุกคนสร้างสรรค์ Content กันเองอย่างบันเทิงเริงใจไม่แพ้การทำคอลัมน์ จัดอัลบั้มรูปเขียนแคปชั่นภาพ สร้างธีมกันไปไม่ต่างจากการทำนิตยสาร ไม่มีใครมา edit ตรวจแก้ให้รำคาญใจอีกต่างหาก ข้อมูลถูกต้องหรือไม่ก็ไม่ต้องค้นต้องเช็คสอบทาน ง่ายๆสบายๆ กดจอมือถือ คลิกโพสต์เพลินๆ

นอกจากสื่อออนไลน์ประเภทสำนักข่าวต่างๆ เราจึงมีฟรีแมกกาซีนในรูปแบบ newsfeed โดยเพื่อน ญาติ เพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก คนดัง ดารา นักร้อง บุคคลสำคัญที่เราโปรดปรานและไปคลิกติดตามเชื่อมต่อกันไว้งอกเพิ่มมาอ่านเพียบ รับข้อมูลจากพวกเขายิงตรงส่งมาให้รู้รัวๆตลอดเวลา  Personalized  อ่านได้ตามความใคร่รู้  

ข้อมูล/เรื่องราวต่างๆจึงถาโถมมาหนักมากในแต่ละนาที จนบางทีก็ทำให้รู้สึกขึ้นมาว่าเราอยู่ในโลกที่มีแต่คนพูดในจำนวนทวีคูณมากกว่าคนฟัง โลกที่เต็มไปด้วยความเห็นผ่านข้อเขียนสั้นบ้างยาวบ้างส่งสารกันมาพรึ่บ น่าสงสัยว่าใครบ้าง กี่คน ที่มีเวลาอ่านสารนั้นจนครบและขบคิดอย่างมีสติ คุณภาพการสื่อสารของมวลชนมันอยู่ที่ตรงไหนไม่แน่ใจ แต่ที่แน่คือคุณภาพไม่มีมาตรวัดกลางๆหลักๆใหญ่ๆเหมือนเดิม ทุกสิ่งอย่างมันทั้ง Niche ทั้งดูเหมือนไร้กฏเกณฑ์ไปหมด

การหัดรับฟัง การอ่านอย่างตั้งใจได้คิดตาม การคัดเลือกข้อมูลก่อนนำมากรองตรองใช้ กลายเป็นเรื่องยากในยุคนี้ที่เราต้องตั้งสติขั้นสุดรับมือกับเรื่องราวไหลบ่า พลางจัดการกับความใคร่รู้ที่เผลอทำให้หยุดชะงักระหว่างทางเสาะหาสิ่งที่ตั้งใจ หากมีโอกาสดิฉันจึงจะฝึกตนไว้เพื่อรับมือสิ่งเหล่านี้

หนังสือสองเล่มที่ Curated ให้ตัวเองอ่านในช่วงเริ่มต้นปี จึงมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทสนทนาล้ำค่าที่ตนอยากฟัง ผ่านการอ่านผลงานของนักสื่อสารมวลชน (Journalist) มืออาชีพ ที่มีโอกาสเข้าถึงตัวนัดหมายคุยกันกับผู้รู้มากฝีมือ โดยผลของงานที่ผู้รู้ทำนั้นก่ออิทธิพลสะเทือนโลก (Influential)  เป็นสุดยอดในแต่ละสาขาวิชาชีพต่างๆอย่างแท้จริง

การฟังผู้สร้างงาน Influential  ของจริงที่แท้ทรูต่างจากคำว่า Influencer (ที่เกิดจากการสถาปนาแต่งตั้งตนเองว่ามีอิทธิพล) พูดคุย บอกเล่าเรื่องราว ผ่านการถ่ายทอดที่ถูกขัดเกลาร้อยเรียงให้เราฟังต่อในรูปแบบข้อเขียนชั้นดี ประหนึ่งดึงเราเข้าไปร่วมวงสนทนานั้นด้วยในฐานะผู้ฟังที่มีสติพร้อมคิดตามไปด้วยช้าๆนั้น จึงเป็นกิจกรรมเบรคโลกสปีดไวที่สร้างสมดุลได้ดี

เล่มแรกมีชื่อว่า Lunch with the FT โดย Financial Times หนังสือพิมพ์กระดาษสีส้มพีชยืนหยัดอยู่ในวงการมานานร้อยกว่าปี และยังแกร่งอยู่ได้ดีในยุคดิจิตอลนี้ นอกจากเพราะมีการวางแผนสร้างเว็บไซต์ ฟอร์แมต แพลตฟอร์มต่างๆควบคู่ไปกับการพิมพ์เนื้อหาขายแบบฉบับกระดาษอย่างเท่าทันโลกแล้ว สิ่งที่ทำให้ FT ยืนหยัดอยู่ได้เพราะให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหาที่จะสื่อสู่มวลชนผู้อ่านด้วย Content ถูกสร้างอย่างประณีตนำมาซึ่งมูลค่าเหนือกาลเวลา มีสาระควรค่านำไปคิดใช้ประโยชน์เพื่อการใดๆได้

ในฐานะแฟนคลับติดตามอ่าน FT มานาน โดยเฉพาะเซคชั่นสุดสัปดาห์ที่มีแถมเล่มพิเศษ How to Spend It  มาด้วย ดิฉันรู้สึกได้ว่าเนื้อหา (Content) กับโฆษณาสำหรับ FT ถูกแยกขาดกันชัดเจนดี บุคคลที่ถูกคัดสรรมาลงเรื่องราวให้เราอ่านบนกระดาษสีพีชมีความน่าสนใจแบบไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าถูกยัดเยียด แบบสื่อประเภทที่นิยมเอาเนื้อหาไปผูกขายกับ ad จนเกินงาม ขายทั้งปกขายทั้งคอลัมน์ต่างๆในเล่ม ว่าง่ายๆคือสร้าง Content เพื่อสนองความต้องการของผู้ลง ad มากกว่าเพื่อคนอ่าน การอ่าน FT ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแย่แบบนั้น คุณภาพของสื่อส่วนหนึ่งจึงมาจากศักดิ์ศรีของสื่อที่มีต่อการเคารพเนื้อหาที่ตนสร้างเพื่อมวลชนคนอ่าน ฝ่ายขาย (Sale) ไม่ควรมีอำนาจก้าวก่าย Quality ของ Content

 คอลัมน์ที่เจ๋งเป็นไฮไลท์ของ FT Weekend คือ Lunch with the FT  คอลัมน์ที่พาผู้อ่านไปกินอาหารเคล้าการสนทนากับนักคิด บุคคลสำคัญ เจ้าของผลงานสร้างสรรค์ในวงการต่างๆ อาหาร ธุรกิจ แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ กีฬา การเมือง สังคม ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ผลงาน/ความคิดของบุคคลเหล่านี้มีอิทธิพลต่อสังคมโลกตามมาตรฐานการคัดสรรของ FT ตามหลักการที่ว่าเนื้อหาต้องมีคุณค่าเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้อ่าน กฏคือทาง FT จะเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารแขกเอง โดยให้แขกเลือกร้านอาหาร มีใบเสร็จจำลองค่าอาหารพร้อมเมนูเครื่องดื่มจริงแกล้มการพูดคุยมาลงประกอบให้ดูด้วย

สิ่งที่คนอ่านได้รับอย่างเพลิดเพลินนอกจากสาระแล้ว มุมมอง ลีลาของนักสัมภาษณ์มืออาชีพที่ช่างสังเกต รู้เรื่องราวของคู่สนทนาดีแบบที่เรียกว่าทำการบ้านมาหนักมาก นำมาซึ่งทักษะในการดึงความคิด รายละเอียดแง่มุมต่างๆออกมาได้ไม่ซ้ำใคร ให้เราได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ไม่ใช่รู้ซ้ำเดิมจากที่เคยอ่านแล้วจากสื่ออื่นๆ นี่คือความพิเศษ สมศักดิ์ศรีถึงแก่นความหมายของคำว่า Exclusive แถมบรรยายถึงบรรยากาศแวดล้อม อาหารการกิน ได้เห็นภาพครบรส

ในวาระฉลองวันเกิด FT ครบ 125 ปี เขาจึงมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาคัดสรรบทสัมภาษณ์ออกมาห้าสิบกว่าชิ้นเพื่อเอามาพิมพ์รวมเล่ม มีการ edit ให้เนี้ยบกริ๊บตามแบบฉบับของผู้รู้จักและเข้าใจให้ค่า Content ว่าควรถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะเจาะต่อการอ่านแบบหนังสือเล่มเยี่ยงไร

ในยุคแรกๆที่ดิจิตอลส่งสัญญาณว่าจะคืบคลานเข้ามาแล้วนะ สื่อผู้กุม/เป็นเจ้าของครอบครอง Content ในมือจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าสร้าง Content ขึ้นมาก้อนหนึ่ง ต้องใช้ให้คุ้ม ทั้งเป็นบทความในนิตยสาร ส่งไปลงเว็บไซต์ เอาไว้รวมเล่มเป็นพอกเก็ตบุ๊ค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่พลาดมากเพราะลักษณะการอ่านมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื้อหาควรถูก Customized ให้เข้ากับลักษณะของสื่อหรือช่องทางที่มันจะไปอยู่ เช่นเดียวกับสเตตัสเฟซบุ๊คที่เขียนให้อ่านกันฟรีๆ ใช่ว่าจะเอามารวมเล่มแล้วจะขายได้ ยอด likes ที่คนคลิกให้ถล่มทลายที่คุณได้มานั้นมันคือฟรี คนคลิกแทบไม่ได้คิดอะไร ต่างจากการจ่ายเงินเพื่อให้ได้อะไรมาครอบครองซึ่งต้องใช้สติคิดกรอง

อีกเล่มที่คิวเรตมาแนะนำ เป็นผลงานของตัวแม่สุดเก๋าแห่งวงการ Media  โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) เจ้าของ Content มากมายมหาศาลล้านแปด ข้อมูลเรื่องราวดีๆที่โอปราห์ลงทุนสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในหลากสื่อที่มีในมือ แต่สิ่งที่เธอคัดเลือกมาเพื่อรวมเล่มทำ ‘หนังสือ’ นั้น คือข้อมูลที่มีลักษณะเหนือกาลเวลาหยิบมาอ่านในยุคไหนสมัยใดก็ได้ อย่างเล่มล่าสุด The Wisdom of Sundays LifeChanging Insights from Super Soul Conversations  ที่ดิฉันว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับ Lunch with the FT ก็ว่าได้

Lunch with the FT มีลักษณะแอคทีฟ สปีดสนุก กระตุกชวนให้เรารู้รอบโลกภายนอก ส่วนเล่มสีเบจนวลของโอปราห์มีเนื้อหา Passive ออกแนวเชื้อชวนให้คนทำความรู้จักกับตัวตนภายใน ความหมายของชีวิต ผ่านบทสนทนาของโอปราห์กับกูรูจิตวิญญาณตัวพ่อตัวแม่ของโลกที่ไม่ได้มีเฉพาะท่านติช (Thich Nhat Hanh) แต่ยังรวบรวมผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพที่มีทั้งประสบการณ์ส่วนตัวหรือทำการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนภายในของมนุษย์เป็นกิจจะลักษณะ นักแต่งเพลง นักร้อง นักแสดง มัณฑนากร กวี และผู้ปฏิบัติตามความเชื่อแห่งศาสนาต่างๆมาครบ ออกแบบจัดวางรูปเล่มอย่างเข้าใจจังหวะการอ่านเพื่อขบคิด ภาพประกอบเป็นภาพถ่ายสถานที่กล่อมเกลาใจของโอปราห์ในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติรอบบ้านที่เธอพาหมาไปเดินเล่นทุกเช้า ได้บรรยากาศง่ายเงียบงามที่ช่วยขับรสเนื้อหา

โอปราห์เป็นสตรีมีพลังระดับปรมาณูสำหรับดิฉัน แม้หนังสือเล่มส่วนใหญ่ของเธอจะออกแนวแช่มช้า ชวนคิดพินิจพิเคราะห์ ช่างตรงกันข้ามกับยามฟังโอปราห์พูด ล่าสุดคือสุนทรพจน์ที่เธอกล่าวเมื่อตอนรับรางวัล Cecil B. DeMille Award ในงาน Golden Globe 2018 ที่ฟังแล้วปลุกเร้าใจผู้คนได้มากมาย ทั้งในประเด็นการลุกขึ้นมาสู้เพื่อความถูกต้องของเหล่าสตรีที่ถูกคุกคามทางเพศ (แฮชแท็ค #MeToo อันโด่งดังสนั่นโลก) และความเสมอภาคอื่นๆที่โอปราห์ใส่ใจลงมือสร้างความเคลื่อนไหวให้เห็นเป็นรูปธรรมมาตลอดหลายสิบปีตั้งแต่เข้าวงการ

โดยส่วนตัวดิฉันรู้สึกได้ถึงความ ‘จริง’ ที่อยู่ในพลังที่โอปราห์ส่งออกมามากกว่ามาดาม HRC ฮิลารี ร็อดแฮม คลินตัน หลายเท่านัก แม้นางจะพ่ายต่อทรัมป์ไปแล้ว แต่ก็ยังดูว่าจะขอกลับมาสู้อีกสักตั้ง ปลายปีก่อน HRC ไปเป็น Guest Editor ให้ Teen Vogue ด้วยความที่ไม่ได้เป็นแฟนฮิลารี และไม่ได้มีความประทับใจในผลงานแบบที่รู้สึกกับโอปราห์ ดิฉันจึงไม่รู้สึกประทับใจในเนื้อหาในทีนโว้กเป็นพิเศษ แต่กลับได้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเทรนด์เรื่อง Guest Editor ที่สื่อเสาหลักที่ยังเหลืออยู่กำลังนิยมทำ Vogue Living ก็เพิ่งเชิญ Style Icon ชาวออสซี่(ที่ดิฉันไม่รู้จัก มองที่แรกนึกว่าดาราสาวนาโอมิ วัตต์) มาขึ้นปกในฐานะ Guest Editor ประจำฉบับ จุดนี้น่าจะสะท้อนไปสู่เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Influencer ได้ด้วย

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Digital Disruption ทำลายความเป็น ‘Icon’ ‘Idol’ ลงไปเช่นกัน เจ้าแม่เจ้าพ่อถูกโค่นล้มระนาว อย่างบรรณาธิการสื่อต่างๆที่เคยเรืองอำนาจเป็นสัญลักษณ์หลักของแบรนด์ขององค์กรก็เสื่อมความสำคัญกันไป วงจรชีวิตการขึ้นบัลลังก์เป็น Idol Icon นั้นก็ช่างสั้น ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าตามที่เห็นในรูปแบบบรรณาธิการรับเชิญ เรียกว่า Niche ขึ้นทุกวัน

แล้ว Influencers ล่ะ? ดิฉันว่ายิ่งไปกันใหญ่ มาไวไปไวเข้าไปอีก เพราะจำนวนไม่น้อยไม่ได้มีผลงานประสบการณ์ใดๆชัดเจนจริงจัง จู่ๆก็โผล่มา แต่งตั้งตัวเองขึ้นมา ผ่านยอด Likes และยอด Followers ที่ยังสร้างความคลุมเครือพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีผลต่อยอดขาย นำมาซึ่งกำไรหรือผลที่แต่ละแบรนด์หวังจริงหรือไม่?

ใน Teen Vogue ปก HRC ดิฉันยังพบโฆษณาของกลุ่มชาว Magazine Media ที่รวมตัวกันในนาม BelieveMagMedia.com http://believemagmedia.com/ ผู้อยู่รอดสุดแข็งแกร่งเสาหลักของวงการสื่อนิตยสารกระดาษ อาทิ CondeNast, Hearst, Time Inc., Forbes, National Geographic, The Economist และ New York Magazine เป็นต้น ที่เริ่มรณรงค์ให้ชาวโลกตระหนักถึงและฉุกคิดเรื่องคุณภาพของสื่อ ความถูกต้องแท้ทรูของข้อมูล เหตุผลที่ทำไมผู้คนควรเชื่อมั่นในการผลิตสร้างเนื้อหาอย่างประณีต ผ่านแคมเปญที่มีลักษณะเป็นคำถาม ตามที่ดิฉันหยิบยกมาไว้ในภาพประกอบบทความนี้บางส่วน การชวนให้คิดก่อนเชื่อในเรื่องที่เกิดขึ้นจริง (รวมทั้งก่อนแชร์กระจายส่งต่อ)

ความจริงนอกจากเป็นสิ่งที่ควรค่าน่าเชื่อแล้ว มันยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังที่สุด ตามที่โอปราห์ว่าไว้ในสุนทรพจน์งาน Golden Globes ครั้งล่าสุด  ทุกวลีของเธอช่างเร้าใจส่งผลสะเทือนถึงขนาดผู้คนจำนวนมหาศาลในประเทศหวังใจอยากให้โอปราห์เป็นว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฝันที่อเมริกันชนอยากโหวตเลือกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปกันเลยทีเดียว

Speaking Your Truth is the most powerful tool we all have.

Oprah Winfrey

 

 

Curated by Ploy : Jan 2018

พลอย จริยะเวช

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer